รังสิมันต์ โรม: 14 ปี ปาตานี เราจะส่งต่ออนาคตอย่างไรให้เด็กรุ่นหลัง


ภาพเด็กที่บันนังสตาร์ :โดยรังสิมันต์ โรม

ในช่วงที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางไปยังบันนังสตา จังหวัดยะลา หนึ่งในพื้นที่สีแดงที่มีการประกาศใช้ทั้งกฎอัยการศึก พ.ร.บ.ฉุกเฉิน และแน่นอนบรรดากฎหมายความมั่นคงอื่นๆ

สองข้างทางที่ผมไป เต็มไปด้วยกำลังทหาร ที่คอยตรวจเช็คบรรดารถที่สัญจรผ่านไปผ่านมา โชคดีที่การเดินทางของเราในครั้งได้มิตรสหายหน้าตาจีน วรวุฒิ บุตรมาตร เป็นผู้ขับรถ ทำให้เราไม่ตกเป็นเป้าของการตรวจเช็คอย่างละเอียดมากนัก

(1) ก่อนอื่น ผมต้องขอเรียนกันตามตรงว่าข้อเขียนนี้คงไม่เป็นที่ถูกใจของใครหลายคน เพราะสิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้คือ การแสดงจุดยืนของผมต่อประเด็นสันติภาพของปาตานีที่ยืนยันว่า สันติภาพจะเกิดขึ้นได้คือ การนำทหารออกจากพื้นที่ ซึ่งความตั้งใจของผมไม่ได้ต้องการกล่าวหาทหารเฉพาะบุคคล เพราะเข้าใจดีว่า ได้รับคำสั่งมา (และว่ากันตรงไปตรงมา โดยเฉพาะทหารผู้น้อย ท่านเองก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ถูกเอาเปรียบ ถูกทอดทิ้ง ขณะที่ทหารผู้บังคับบัญชา คือ ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการที่ท่านเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย)

(2) อย่างที่หลายคนพอจะจำได้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดขณะนี้เข้าสู่ปีที่ 14 แล้ว เราใช้งบประมาณภาษีไปมากมายมหาศาลเพื่อเปลี่ยนจังหวัดที่เคยสวยงามให้เป็นทั้งสมรภูมิและค่ายทหาร ความรุนแรงต่างๆกลับไม่เคยลดน้อยถอยลงเลย ซึ่งต้องย้ำด้วยว่าความรุนแรงที่ผมกำลังหมายถึง ยังรวมถึงความรุนแรงทั้งจากฝั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำต่อประชาชนด้วย

(3) จากการที่ผมได้พุดคุยกับคนในพื้นที่ ซึ่งจำนวนไม่น้อยล้วนมีประสบการณ์จากการถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ หลายคนยืนยันว่า เคยถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมทรมาน บางคนก็อาจจะบอกว่า ก็สมแล้วในเมื่อเป็นผู้ก่อการร้ายสร้างความไม่สงบ แต่ท่านต้องไม่ลืมนะว่า จากประสบการณ์ของพวกเราเองที่เคยประสบกันมาในเรื่องอื่นๆ หลายครั้งเจ้าหน้าที่ก็ปฏิบัติหน้าที่แบบชุ่ยๆ สนใจแต่แค่จะปิดคดีให้ได้ สิ่งเหล่านี้ได้นำไปสู่การใช้มาตรการจำนวนมากมายที่ก่อให้เกิดผลกระทบในทางสิทธิมนุษยชนอย่างกว้าขวาง ลองนึกภาพคนใกล้ตัวหรือตัวท่านเองถูกขู่ว่าถ้าไม่สารภาพจะเอาไฟชอตอัณฑะดูสิ ท่านจะสารภาพมั้ย

(4) พื้นที่ที่น่าจะเป็นพื้นที่ไฮไลท์ที่ผมเดินทางในครั้งนี้ คือ บันนังสตา จังหวัดยะลา เนื่องจากขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างปฏิบัติพิชิตบันนังสตา#2 ซึ่งมีเป้าหมายการจับกุมผู้ต้องสงสัยให้ได้ในจำนวน 30 คน (จากการสอบถามคนในพื้นที่)โดยในวันที่ผมลงพื้นที่ ผมได้รับทราบข้อมูลว่า มีชาวบ้าน และเยาวชนในพื้นที่มากกว่า 20 คนถูกพาตัวไปยังค่ายทหารเพื่อสอบสวนหาตัวคนที่เผารถบัส โดยมีจำนวนประมาณ 4 คนที่โชคดีกว่าคนอื่นหน่อย เพราะหลังการสอบสวนซึ่งกินเวลาหลายชั่วโมง ก็ได้รับการปล่อยตัว น่าเสียดายที่อีกยี่สิบกว่าคนไม่โชคดีแบบนั้น

ดังนั้นการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่เพื่อจับกุมให้ได้ยอดดังกล่าวจึงยังคงดำเนินต่อไปเพื่อให้ครบตามจำนวนที่วางเอาไว้ ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างหวาดกลัว บางคนถึงขนาดเตรียมการกักตุนอาหาร เพราะไม่รู้ว่า ความเลวร้ายเช่นนี้จะจบลงเมื่อไหร่ ขณะที่ผู้เป็นพ่อของผู้ต้องสงสัยบางคนถึงกับหลั่งน้ำตา เมื่อถูกถามว่าลูกชายตัวเองเป็นยังไงบ้าง สภาพเช่นนี้คือ สภาพที่กำลังเกิดขึ้นกับชาวบ้านในบันนังสตา จังหวัดยะลา พื้นที่แห่งความหวาดกลัวที่ถูกสร้างขึ้นจากกองทัพที่เป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย

พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ผมไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนเผารถบัส ใครคือ BRN ใครคือคนที่ก่อการร้ายอยากแยกดินแดน สิ่งที่ผมรู้มีเพียงอย่างเดียว คนปาตานีก็คือคนแบบเดียวกับพวกเรา การไปเยือนของผมครั้งนี้ ผมไม่เห็นอะไรอื่นเลยนอกจากชีวิตที่ต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำเหมือนๆกับที่เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ กรุงเทพฯ หรือภูเก็ต

14 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าเป็นระยะเวลาที่นานเพียงพอแล้วว่าปฏิบัติการทางทหาร คือ ความล้มเหลว คือ ความผิดพลาด ปาตานีไม่เคยพบกับความสงบสุข และการปฏิบัติการทหารรังแต่จะสร้างความขัดแย้งให้กับคนในพื้นที่มากขึ้นมากขึ้น

ผมเคยจินตนาการเล่นๆว่า ถ้าผมต้องมาเกิดและเติบโตในที่ที่รายล้อมไปด้วยความรุนแรงแบบนี้ ผมจะกลายเป็นคนแบบไหนกันนะ ผมจะเข้าร่วมกับขบวนการเพื่อล้างแค้นให้กับพี่ชายที่ถูกซ้อมจนตายหรือเปล่า หรือ ผมจะพยายามบอกผู้คนรอบตัวว่าหนทางเดียวของการแก้ปัญหาคือสันติวิธี โดยที่บ้านข้างๆกำลังมีปฏิบัติการกวาดล้อมชาวบ้านไปสอบสวนแบบสุ่ม ตกลงแล้วเราจะสร้างสังคมแบบไหนกัน สังคมแบบไหนกันที่เรากำลังจะส่งต่อเพื่อให้เด็กเหล่านี้อยู่ เด็กที่เติบโตมากับความรุนแรงที่เขาไม่ได้ก่อ ความรุนแรงที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีสาเหตุมาจากอะไร เด็กเหล่านี้จะเป็นอย่างไร คงเป็นเรื่องที่ยากจะทำนาย แต่เรื่องหนึ่งที่เราพอจะรู้ได้ ทหารไม่เคยเป็นผู้ปกครองที่ดีแต่อย่างใด

จงอย่าให้อำนาจกับคนที่ถือปืน

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน: เฟสบุ๊ค Rangsiman Rome