รัฐบาลประสาน กกต.ขอแก้คำสั่ง คสช.53/2560

รัฐบาลประสาน กกต.ขอคำแนะนำเรื่องแก้คำสั่ง คสช.53 /2560 ขณะที่ประธาน กกต.ระบุไม่มีอำนาจหวั่นถูกพรรคการเมืองตำหนิเป็นเครื่องมือฝ่ายบริหาร 
 
สำนักข่าวไทย รายงานเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2561 นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติไม่ส่งคำร้องพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วย กกต. ประเด็นเซ็ตซีโร่ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่ายังไม่ทราบมติของผู้ตรวจการแผ่นดิน  และคงไม่สามารถให้ความเห็นได้ ส่วนตัวยังยืนยันเหมือนที่เคยให้ความเห็นไปว่าไม่ได้ติดใจ เพราะหากดำเนินการอะไรกลัวจะถูกมองว่าจะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน เขาอยากทำอะไรก็ให้ทำไป
 
ส่วนกระแสข่าวรัฐบาลมีการประสานขอความเห็น กกต.เพื่อนำไปแก้ไขประกาศ คสช.ที่ 53 /2560 ประธาน กกต. กล่าวว่ายังไม่ทราบเรื่องนี้ และไม่มีในวาระการประชุม กกต.ที่ผ่านมา เพราะคำสั่ง คสช.เป็นเรื่องของ คสช. กกต.ไม่มีอำนาจจะแก้ไขได้ ทั้งนี้การออกกฎหมายต้องทำให้ปฎิบัติได้ ต้องไม่ทำให้มีปัญหาเรื่องการตีความ ถ้ารัฐบาลหารือมา กกต.จะมีข้อสังเกตุให้ได้ แต่จะทำอะไรเกินเลยกว่านี้คงไม่ได้      
 
“กรณีพรรคประชาธิปัตย์เตรียมจะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่ง คสช.ขัดรัฐธรรมนูญนั้น แม้ประธาน กกต.จะเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เราก็คงต้องดูในกรอบอำนาจหน้าที่ของเราว่าเป็นอย่างไร แต่และองค์กรก็มีอำนาจต่างกัน ไม่ใช่ผู้ที่รักษาการจะก้าวล่วงได้ การใช้สิทธิ์ยื่นของพรรคเป็นเรื่องของพรรคการเมืองที่จะทำได้ แต่ถ้าเรามีความเห็นแล้วเกิดความแตกแยกก็ไม่ควรทำ เพราะประเทศชาติต้องการความรักความสามัคคี” นายศุภชัย กล่าว
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุม กกต.เมื่อวันอังคารที่ 9 ม.ค. ที่ผ่านมาว่าสำนักงาน กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองได้เสนอวาระหารือแนวทางปฎิบัติตามคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560  ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ คสช.ได้ออกคำสั่งดังกล่าวแล้ว นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมายได้ประสานขอให้ผู้บริหารของ สนง.กกต.ไปให้ความเห็นเมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งจากการหารือรัฐบาลเห็นว่าคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 มีปัญหาในทางปฎิบัติและขอให้สำนักงาน กกต.ยกร่างแล้วนำเสนอให้รัฐบาลออกคำสั่งอีกครั้ง ทาง สนง.กกต.จึงได้สรุปผลการหารือมาเสนอต่อที่ประชุม กกต. แต่ในที่ประชุมเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการมาถึง กกต. อีกทั้งขณะนี้ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง นายทะเบียนพรรคการเมืองคือเลขาธิการ กกต. จึงเป็นเรื่องที่สำนักงานต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบและให้สำนักงานถอนเรื่องดังกล่าวออกไป 
 
สำหรับการหารือระหว่างรัฐบาลกับกกต.ได้ให้แนวทางเสนอข้อแก้ไข 5 ข้อ คือ 1. ให้คงมาตรา 140 ที่กำหนดให้ผู้ที่จะเป็นสมาชิกพรรคต้องยืนยันด้วยตัวเอง  2.การแก้ไขมาตรา 141 (1) ถึง (5) ใหม่ให้เป็นธรรมและปฎิบัติได้ทั้งพรรคเก่าที่เล็กและใหญ่  ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแจ้งเปลี่ยนแปลงสมาชิกภายใน 90 วัน การหาสมาชิกพรรคให้ครบ 500 คน ภายใน 180 วัน การให้มีทุนประเดิม 1 ล้านบาทใน 180 วัน การให้สมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 500 คน ชำระค่าบำรุงพรรคการเมืองภายใน 180 วัน การให้สมาชิก 5 พันคนชำระค่าบำรุงพรรคภายใน 1 ปี และ 1 หมื่นคนภายใน 4 ปี  และให้เช็ตสาขาพรรคทั้งหมด โดยการประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับพรรคใหม่ ให้มีตัวแทนสมาชิกจาก 4 ภาคร่วมประชุมแทนหัวหน้าสาขา 3.แก้ไขมาตรา 144 มีหลักการ คือพรรคเก่า และพรรคที่จัดตั้งขึ้นใหม่ หากยังมีสาขาไม่ครบถ้วน ให้มีคณะกรรมการสรรหาตามบมเฉพาะกาล 11 คน และสามารถส่งผู้สมัครได้เท่าเทียมกัน 4.ค่าบำรุงพรรคการเมือง ให้เก็บ 50 บาท ภายในระยะเวลา 1 ปี ทั้งพรรคเก่าและพรรคใหม่ และ 5.การหารือให้พรรคหารือมาที่ กกต.ก่อน หาก กกต.เห็นว่าเป็นเรื่องของ คสช.ให้ส่งเรื่องให้ คสช.ต่อ
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเรื่องดังกล่าว กกต.ได้พิจารณาเป็นเรื่องลับ และอาจจะเสนอกลับเข้าที่ประชุมอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเรื่องดังกล่าวทาง กกต.ไม่อยากเป็นผู้ริเริ่มดำเนินการ เพราะกังวลเรื่องความเป็นกลางทางการเมืองขององค์กร และอาจถูกพรรคการเมืองตำหนิว่าเป็นเครื่องมือของรัฐบาล