ญี่ปุ่นเปลี่ยนระบบการทำงานผู้ลี้ภัย

ญี่ปุ่นเปลี่ยนระบบการขอทำงานของผู้ลี้ภัย ซึ่งจะจำกัดสิทธิในการทำงานของผู้ลี้ภัยตั้งแต่วันจันทร์นี้ (15 ม.ค. 2561) ให้สิทธิทำงานเฉพาะผู้ผ่านการพิจารณาว่าเป็นผู้ขอลี้ภัยอย่างแท้จริง ส่วนผู้ยื่นขอลี้ภัยซ้ำและผู้ไม่ผ่านการตรวจสอบจะถูกกักตัวในศูนย์กักกันเมื่อวีซ่าหมดอายุ

ที่มาภาพประกอบ: International Organization for Migration (IOM)

เว็บไซต์ Daily Mail รายงานเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2561 ที่ผ่านมาว่าญี่ปุ่นจะจำกัดสิทธิในการทำงานของผู้ลี้ภัยตั้งแต่วันจันทร์นี้ (15 ม.ค. 2561) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงระบบนี้เนื่องมาจากการที่ญี่ปุ่นมองว่าผู้ลี้ภัยมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้น

กระทรวงยุติธรรมญี่ปุ่นระบุว่าระบบใหม่นี้จะให้สิทธิทำงานเฉพาะผู้ที่ผ่านการพิจารณาว่าเป็นผู้ขอลี้ภัยอย่างแท้จริง ส่วนผู้ยื่นขอลี้ภัยซ้ำ ๆ และผู้ไม่ผ่านการตรวจสอบตั้งแต่ต้นจะถูกกักตัวในศูนย์กักกันเมื่อวีซ่าหมดอายุ ซึ่งระบบใหม่นี้จะทำให้ผู้ขอลี้ภัยร้อยละ 60 ไม่สามารถทำงานได้

ทั้งนี้ระบบการจ้างงานผู้ลี้ภัยในปัจจุบัน อนุญาตให้ผู้ขอลี้ภัยที่วีซ่ายังไม่หมดอายุสามารถขอต่ออายุการทำงานในญี่ปุ่นระหว่างที่กำลังพิจารณาคำขอลี้ภัย ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นมองว่าระบบเดิมนี้เปิดช่องให้คนขอลี้ภัยมากขึ้นเพื่อมาหางานทำ ส่งผลทำให้เกิด ‘ตลาดแรงงานสีเทา’ ในญี่ปุ่นเนื่องจากภาคธุรกิจต่าง ๆ หันไปจ้างงานผู้ขอลี้ภัยมากขึ้น เนื่องจากขาดแคลนแรงงานในญี่ปุ่น

ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมพบว่าจำนวนผู้ลี้ภัยในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโดยมีผู้สมัครมากกว่า 14,000 คน ระหว่างเดือน ม.ค.-ก.ย. ปี 2560  ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2559 ส่วนข้อมูลผู้ถูกกักตัวจนถึงปี 2559 อยู่ที่ 417,383 คน

โยโกะ คามิคาวะ (Yoko Kamikawa) รัฐมนตรียุติธรรม ได้ระบุไว้ในการแถลงข่าวว่ารัฐบาลญี่ปุ่นต้องการทุ่มเทอย่างเหมาะสมให้กับผู้ลี้ภัยที่ต้องการความคุ้มครอง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานของผู้ลี้ภัยนี้ไม่ได้หมายความว่าญี่ปุ่นไม่อยากรับผู้ลี้ภัยอีก

ด้านเอริ อิชิกาวะ (Eri Ishikawa) จากสมาคมผู้ลี้ภัยญี่ปุ่นระบุว่าการละเมิดระบบผู้ลี้ภัยมาจากข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ว่าญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานและยังไม่ยอมรับแรงงานต่างชาติ ซึ่งสมาคมแสดงความเป็นห่วงอย่างมากที่รัฐบาลคุกคามการหาเลี้ยงชีพของผู้ลี้ภัยโดยไม่ได้รับมือกับประเด็นหลักนี้