นักเศรษฐศาสตร์ระบุขึ้นค่าแรง 8-22 บาท ไม่ได้ทำต้นทุนสินค้าพุ่ง

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ระบุการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 8-22 บาท ไม่ได้ทำให้ต้นทุนโดยรวมของผู้ประกอบการสูงขึ้น ไม่ควรปรับเพิ่มราคาสินค้า ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำใหม่ยังไม่เพียงพอต่อมาตรฐานการดำรงชีพ ชี้ควรมีมาตรการสวัสดิการเพิ่มเติมให้กับผู้มีรายได้น้อย-ดูแลสถานประกอบการขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบ เสนอให้ศึกษาเพื่อนำระบบค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงมาบังคับใช้ในไทย 
 
ที่มาภาพประกอบ: flickr.com/Wutthichai Charoenburi Attribution 2.0 Generic (CC BY 2.0)
 
21 ม.ค. 2561 ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึง การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 8-22 บาท หลากหลายอัตราตามโซนพื้นที่ไม่ได้ส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมของผู้ประกอบการปรับตัวสูงขึ้นมากนักจึงไม่ควรเป็นเหตุของการปรับเพิ่มราคาสินค้า ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำ (Legal Minimum Wage) ที่ปรับเพิ่มยังไม่ได้เป็นค่าแรงที่เพียงพอต่อมาตรฐานการดำรงชีพ  (Living Wage) จึงขอเสนอให้รัฐบาลมีมาตรการสวัสดิการเพิ่มเติมให้กับผู้มีรายได้น้อย และ มีมาตรการดูแลสถานประกอบการขนาดเล็กที่อาจได้รับผลกระทบจากขึ้นค่าจ้างด้วย ส่วนการกำหนดโครงสร้างเงินเดือนสำหรับกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไปนั้นเป็นมาตรการที่ดีทำให้ลูกจ้างเห็นหลักประกันทางด้านค่าจ้าง ส่วนการใช้ระบบค่าจ้างลอยตัวในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว โดยให้จ่ายค่าจ้างตามผลิตภาพและความสามารถในการผลิตและขึ้นอยู่กับอุปสงค์อุปทานในตลาดแรงงานและปัจจัยต่างๆ ทางเศรษฐกิจ 
 
อนุสรณ์ กล่าวอีกว่าเสนอให้ศึกษาเพื่อนำระบบค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงมาบังคับใช้ในไทย โดยให้มีอัตราที่สูงกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายวันเพื่อให้ผู้ใช้แรงงานที่ไม่ได้ทำงานเต็มเวลามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการก็มีความยืดหยุ่นในการจ้างงานและบริหารต้นทุนด้านแรงงานได้ดีขึ้นอีกด้วยและจ้างเท่าที่จำเป็นต้องใช้แรงงาน เช่น กำหนดการจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงที่ 50 บาท ไม่ใช่เอาค่าจ้างขั้นต่ำรายวันมาเฉลี่ยเป็นรายชั่วโมงเพราะจะทำให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้างรายชั่วโมงต่ำเกินไป (308/8 ได้ชั่วโมงละ 38-39 บาทเท่านั้น) 
 
อนุสรณ์ กล่าวว่าเสนอให้ผู้กำหนดนโยบาย นายจ้าง ลูกจ้างและสถาบันฝึกอบรมเร่งพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปและเตรียมรับมือกับผลกระทบของเทคโนโลยี หุ่นยนต์อัตโนมัติ อินเตอร์เน็ตของทุกสิ่ง (Internet of Things) และการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) ที่มีต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้า รองเท้า อุตสาหกรรมอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเลคทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์และตลาดการจ้างงานโดยรวม    
 
อนุสรณ์ ยังได้อ้างถึงงานวิจัยขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ว่าในสองทศวรรษข้างหน้า ตำแหน่งงานและการจ้างงานในไทยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 44 (กว่า 17 ล้านตำแหน่ง) มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่โดยระบบอัตโนมัติ โดยกลุ่มคนงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ พนักงานขายตามร้านหรือพนักงานบริการตามเครือข่ายสาขา พนักงานบริการอาหาร ภาคเกษตรกรรม แรงงานทักษะต่ำที่ทำงานซ้ำๆ คนงานโดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้าและรองเท้าอาจได้รับผลกระทบสูงถึง 70-80% นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยียังส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ คือ ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ รถยนต์และอุปกรณ์ไฟฟ้า 3D Printing วัสดุน้ำหนักเบา และ รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง 
 
อนุสรณ์ กล่าวอีกว่าแรงงานไทยทั้งหมด 39 ล้านคน ต้องเตรียมความพร้อมและรับมือกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้วยการเตรียมทักษะให้สามารถทำงานกับนวัตกรรมเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ได้ การบ่มเพาะทักษะด้านบุคคล (Soft Skills) และ ทักษะด้านความรู้ (Hard Skills) โดยเฉพาะความรู้ทางด้าน STEM (ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์) ที่เป็นประเทศขาดแคลนอยู่ 
 
คนงานหญิงในอุตสาหกรรมสิ่งทอ คนงานทักษะต่ำและมีระดับการศึกษาน้อย เป็นกลุ่มคนที่รัฐบาลต้องดูแลด้วยมาตรการต่างๆ เป็นพิเศษเพราะเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในการถูกเลิกจ้างจากการนำระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงาน 
 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์