ค้านโรงไฟฟ้าเทพา-กระบี่อดข้าวประท้วงหน้าตึกยูเอ็นต่อ เมินคำสั่ง ตร. ให้แยกย้าย

ผอ.รพ.จะนะ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมเผย อดอาหารคืืออารยะขัดขืนสูงสุด เอากาย ใจ เข้าแลกเพื่อปกป้องบ้านเกิด อัด รมว.พลังงานประกาศเลื่อนพิจารณาตั้งโรงไฟฟ้า 3 ปี แต่ยังให้เตรียมการอย่างอื่นไปก่อนได้เป็นการเลื่อนที่ไม่จริงใจ ตร.สน.นางเลิ้ง ยื่นหนังสือให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่เวลา 16.00 น. แต่ผู้ชุมนุมยังคงปักหลักอยู่ต่อ

ที่มาภาพ: เพจหยุดถ่านหินกระบี่

13 ก.พ. สำนักข่าวอิศรารายงานว่า ผู้ชุมนุมเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินและเครือข่ายคนสงขลาไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน (กระบี่ - เทพา) จำนวนกว่า 150 คน ปักหลักชุมนุมกันที่หน้าอาคารองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อแสดงจุดยืนให้รัฐบาลยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าทั้งสองพื้นที่

ผู้ชุมนุมได้อดอาหารประท้วง โดยดื่มเพียงของเหลวเท่านั้น ล่าสุดมีผู้ร่วมอดอาหารแล้วทั้งหมด 63 คน โดยสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม โพสท์ในเฟสบุ๊กเพจตัวเองว่า การอดข้าวประท้วงคือการอารยะขัดขืนขั้นสูงสุดที่มนุษย์พึงกระทำได้ เพื่อแสดงการเอากายและใจเข้าแลกเพื่อปกป้องบ้านเกิด ลูกหลาน ให้พ้นจากภัยจากนโยบายการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาโดยไม่ฟังเสียงประชาชน แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะระบุว่าจะเลื่อนการพิจารณาสร้างหรือไม่สร้างโรงไฟฟ้าไปอีก 3 ปี แต่ก็ไม่ปรากฏลายลักษณ์อักษรใดๆ และในระหว่างสามปียังได้อนุญาตให้มีการเตรียมการอื่น เช่น ให้มีการศึกษาผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (EHIA) การเลื่อน 3 ปีจึงไม่ใช่การเลื่อนที่จริงใจ ทั้งการที่รัฐจะมาสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินบนพื้นที่ที่มีทะเลสวย สร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมากเป็นความคิดที่แค่คิดก็ผิดแล้ว

สำหรับคนกระบี่และเทพา เขาศึกษาข้อมูลจนมีความชัดเจนแล้วว่า ทั้งกระบี่และเทพาอุดมสมบูรณ์เกินกว่าที่จะมาแลกด้วยโรงไฟฟ้าถ่านหิน กระบี่เมืองท่องเที่ยวโลก ผู้คนทั่วโลกมากระบี่เพราะทะเลสวยฟ้าใสอากาศดี สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 500,000 ล้านบาท สร้างงานสร้างเงินแก่คนนับแสน ยั่งยืนยาวนาน แต่รัฐกลับจะมาสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แค่คิดก็ผิดแล้ว
 
ส่วนที่เทพาเมืองแห่งวิถีชีวิตที่สุขสงบในธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากการทำลายธรรมชาติแล้ว ยังต้องมีการบังคับโยกย้ายพี่น้องเทพาออกจากบ้านเกิดเมืองนอนที่ฝังรกรากถึง 240 หลังคาเรือนเพื่อเอาที่ดินมาสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน กว่า 1,000 คนที่ต้องระหกระเหินไปหาที่อยู่ใหม่ คนอีก 25,000 คนต้องทนอยู่อาศัยในรัศมี 5 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ไม่ควรเกิดขึ้นแล้วในยุคนี้
ข้อความตอนหนึ่งจากโพสท์เฟสบุ๊กของ นพ.สุภัทร

สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ได้พูดคุยประเด็นโรงไฟฟ้าถ่านหินวันนี้ แต่ที่ผ่านมาได้พยายามหารือกับทุกฝ่ายเพื่อศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังไม่ทราบผลการศึกษา ถ้าจะเรียกร้องให้ยกเลิก คำตอบในปัจจุบันคือเป็นไปไม่ได้

สุภัทรได้โพสท์ในเฟสบุ๊กส่วนตัวว่า ในวันนี้ได้มีหนังสือมาจากตำรวจจากสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง ประกาศให้ผู้ชุมนุมออกจากหน้ายูเอ็นในเวลา 16.00 น. โดยอ้างว่ากีดขวางการจราจร แต่ชาวบ้านกระบี่-เทพา ทั้งที่อดข้าวและมาสนับสนุนจำนวนรวมกันเป็นร้อยคนยังคงยืนยันจะนั่งที่เดิมต่อ โดยรายงานล่าสุด เมื่อเวลา 18.00 น. ยังไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับผู้มาชุมนุม

เมื่อ 9 ก.พ. มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการนำประกาศจากกองบังคับการตำรวจนครบาล ที่ 54/2561 ลงวันที่ 9 ก.พ. 2561 เข้าไปติดที่บริเวณของการทำกิจกรรมชุมนุม ประกาศฉบับดังกล่าว ระบุเรื่องห้ามการไม่ให้มีการชุมนุมในรัศมี 50 เมตร รอบพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล โดยอ้างอำนาจตามพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 7 วรรคท้าย ประกาศระบุว่าเนื่องจากกองบังคับการตำรวจนครบาล (บก.น.) เห็นว่าบริเวณดังกล่าวมีกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องจำนวนหลายกลุ่ม และมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนมากขึ้น มีการใช้ทางเดินเท้าถนนพิษณุโลก โดยกลุ่มผู้ชุมนุมมีการใช้แผ่นไวนิลซึ่งติดแสดงข้อเรียกร้องและใช้ทำเป็นทีบังแดด ทำให้ประชาชนผู้ใช้ทางเดินเท้าไม่สามารถเดินผ่านได้