สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 5-11 มี.ค. 2561

 

ธุรกิจรถโดยสารทยอยเลิกกิจการ หลังประสบปัญหาขาดทุน ผู้ประกอบการขอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยเหลือลดต้นทุน

นางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นครชัยแอร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้โดยสารมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น ส่งผลให้รายได้รถโดยสารลดลง แต่เชื่อว่าปีนี้การแข่งขันจะไม่รุนแรงไปมากกว่าช่วงที่ผ่านมา จนกว่ารถไฟความเร็วสูงจะเปิดให้บริการ ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคามากขึ้น ระหว่างสายการบินต้นทุนต่ำ รถโดยสาร และรถไฟความเร็วสูง

โดยขณะนี้ อัตราค่าโดยสารยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลที่ใช้เป็นเกณฑ์กำหนดค่าโดยสาร อยู่ที่ลิตรละ 20 บาท แต่ขณะนี้ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 25 บาท ประกอบกับจะมีการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ และผู้ประกอบการยังมีภาระด้านภาษีที่เกี่ยวกับการเดินรถ จึงขอให้รัฐบาลเร่งหามาตรการช่วยเหลือลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยไม่ต้องปรับขึ้นค่าโดยสาร ถ้าไม่มีมาตรการช่วยเหลือ คาดว่าจะมีผู้ประกอบการรถโดยสารจำนวนมากทยอยเลิกกิจการไปอีก

นอกจากนี้ ขอให้รัฐบาลเร่งเปิดให้รถโดยสารเอกชน เข้าลงทุนเดินรถในเส้นทางเชื่อมต่อจากสนามบินไปยังสถานที่ท่องเที่ยวโดยตรง เช่น ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และเชียงใหม่

สำหรับการเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ขณะนี้มียอดจองตั๋วโดยสารล่วงหน้าแล้ว 50% และคาดว่ากลางเดือนนี้จะมีผู้โดยสารจองตั๋วล่วงหน้าเพิ่มเป็น 70-80% โดยได้เตรียมรถโดยสารเพิ่มขึ้นจากปกติ 10% พร้อมกับเพิ่มรถโดยสารใหม่ขนาด 32 ที่นั่ง

ที่มา: ch7.com, 11 มี.ค. 2561

อัดฉีดตำรวจเต็มสูบ! ชงปรับเพิ่มเงินเดือนครั้งใหญ่แก้รีดไถ-รับส่วย

นายมานิจ สุขสมจิตร คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) เปิดเผยว่าในการประชุมคณะกรรมการที่มี พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน ได้พิจารณา ถึงประเด็นการเพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการของข้าราชการตำรวจ ตามที่คณะอนุกรรมการด้านการบริหารบุคคลเสนอให้พิจารณา งานตำรวจเป็นงานที่มีความเสี่ยงมากกว่าข้าราชการพลเรือนสามัญอยู่ระหว่าง 13.56-22.57เท่า ซึ่งในต่างประเทศนั้นค่าตอบแทนของตำรวจชั้นประทวนกับค่าตอบแทนของข้าราชการพลเรือนสามัญมีสัดส่วน ความเสี่ยง 1.28 ต่อ 1 ส่วนระดับสัญญาบัตรมีสัดส่วน 1.74 ต่อ 1

นายมานิจ กล่าวว่าจากผลการวิจัยโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง เสนอว่าข้าราชการตำรวจในสายงานป้องกันปราบปรามซึ่งมีความเสี่ยงเฉพาะในการปฏิบัติหน้าที่มากกว่างานตำรวจในกลุ่มงานอำนวยการและกลุ่มงานสนับสนุนคิดเป็นค่าเฉลี่ย 2.66 ต่อ 2.97 จึงควรได้รับเงินเพิ่มในระดับชั้นประทวนเป็นเงิน 4,300-5,000 บาท ต่อเดือนและในระดับสัญญาบัตรเป็นเงิน 18,500-21,500บาทต่อเดือน จะมีผลทำให้ตำรวจในสายงานป้องกันปราบปรามตำแหน่ง ผบ.หมุู่ที่จบจากโรงเรียนนายสิบ ได้เงินเดือนแรกบรรจุเดือนละ 9,330 บาทบวกเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว 2,000 บาท และเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งอีก 4,300-5,000 บาท รวมรายได้เดือนละ 15,630-16,330 บาท

ส่วนตำแหน่งรองสารวัตรที่จบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจควรจะได้รับเงินเดือนๆแรกบรรจุ 15,290 บวกกับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่ง 18,500-21,500 บาทจะทำให้มีรายได้เดือนละ 33,790-36,790 บาท

นายมานิจ กล่าวต่อว่านอกเหนือจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจยังเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการด้านการบริหารงานบุคคลที่ให้ปรับอัตราการจ่ายเงินค่าตอบแทนการสอบสวนคดีอาญาหรือที่เรียกว่า ”ค่าทำสำนวน” เพิ่มขึ้นอีก 100% เพราะอัตราที่ใช้อยู่ กำหนดไว้เมื่อ พ.ศ. 2534 และยังมิได้ปรับเพิ่มในขณะที่ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นอัตราที่เสนอใหม่จะเป็นดังนี้

(1) กรณีที่เกิดคดีอาญาขึ้นและไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด เดิมไม่จ่าย ส่งผลให้พนักงานสอบสวนไม่อยากทำสำนวนหรือไม่รับคดีจึงเสนอให้จ่ายค่าตอบแทนการสอบสวนคดีอาญาประเภทที่ไม่รู้ตัวผู้กระทำความผิดไม่เกินคดีละ 500 บาท

(2) ความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี เสนอให้จ่ายไม่เกินคดีละ 1,000 บาท (ขณะนี้จ่ายไม่เกินคดีละ 500 บาท)

(3) ความผิดที่มีอัตราโทษจำคุก 3-10  ปีเสนอให้จ่ายไม่เกินคดีละ 2,000บาท (ขณะนี้จ่ายไม่เกินคดีละ  1,000 บาท)

(4) ความผิดที่มีอัตราโทษจำคุก 10 ปีขึ้นไป เสนอให้จ่ายไม่กินคดีละ 3,000(ขณะนี้จ่ายไม่เกินคดีละ 1,500บาท)

"เหตุผลในการเสนอขอปรับอัตราค่าตอบแทนการสอบสวนคดีอาญาดังกล่าว  ก็เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด" นายมานิจ ระบุ

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม(ตำรวจ)  กล่าวด้วยว่าในการเสนอของคณะอนุกรรมการด้านการบริหารงานบุคคลนั้น ได้เสนออัตรารายได้ของตำรวจในสายงานป้องกันและปราบปราม ให้ต่ำกว่าอัตราที่เสนอโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง เพราะไม่อยากให้กระทบต่องบประมาณในภาพรวมของประเทศ แต่เมื่อได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางรวมทั้งเหตุผลที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ว่าให้ "มีหลักประกันว่าข้าราชการตำรวจจะได้รับค่าตอบแทนที่้เหมาะสม" ซึ่งเป็นอาชีพเดียวที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม

"แสดงว่าปัจจุบันนี้ ตำรวจได้รับค่าตอบแทนที่ยังไม่เหมาะสม จึงอ้างว่ารายได้ไม่เพียงพอต้องหารายได้พิเศษจากการรีดไถ และรับส่วย เมื่อเพิ่มรายได้ให้แล้วควรจะได้กวดขันตำรวจที่ทุจริตและประพฤติมิชอบต่อไป ที่ประชุมจึงเห็นสมควรให้ปรับค่าตอบแทนของข้าราชการตำรวจในสายงานป้องกันปราบปรามตามผลการศึกษาวิจัยของมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง และควรมีการพิจารณาค่าตอบแทนดังกล่าวทุกห้าปีด้วย"คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) ระบุ

ที่มา: ไทยโพสต์, 10/3/2561

แรงงานไทยเสี่ยงตกงาน สศช.ชี้ถึงยุคเทคโนโลยีชั้นสูงทำงานแทนคน

สศช.แถลงภาวะสังคมปี 2560 การจ้างงานลดลง เป็นผลจากส่งออกขยายตัวช้าในครึ่งปีแรก และการพลิกผันของเทคโนโลยีใหม่ เตือนให้เฝ้าระวังปี 2561 ตลาดแรงงานบางอาชีพเสี่ยงถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง 'สมคิด' เผยเมืองไทยไม่ต้องห่วงเพราะแรงงานส่วนใหญ่ อยู่ในภาคท่องเที่ยว และเกษตร

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 และภาพรวมปี 2560 ว่า ช่วงเวลาดังกล่าวภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น ส่งผลให้ภาวะสังคมดีขึ้น แต่ในไตรมาส 4/ 2560 และตลอดปีที่ผ่านมา การจ้างงานลดลงจากปี 2559 ที่ 0.6% เป็นการลดลงของการจ้างงานนอกภาคเกษตร 1% เนื่องจากภาพรวมการส่งออกที่ขยายตัวช้าในครึ่งแรกของปี และแม้ว่าช่วงครึ่งหลังของปี การส่งออกปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่ส่งผลต่อการขยายการจ้างงาน ในสาขาการผลิตมากนัก ประกอบกับการปรับเปลี่ยนใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ใช้กำลังแรงงานลดลง และมีคนที่ปรับจากงานเก่ามางานใหม่ รวมทั้งหันไปทำงานอิสระมากขึ้น เช่น การรับจ้างส่งของแบบชั่วคราว ทำให้คนเหล่านี้ไม่อยู่ในระบบ ส่งผลตัวเลขจ้างงานลดลงเล็กน้อย ส่วนจำนวนผู้ว่างงานมี 450,000 คน เท่ากับ 1.2% ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1% ในปี 2559 แต่เชื่อว่าปีนี้การว่างงานจะลดลง ตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

"ปีนี้จะมีการเก็บและสำรวจข้อมูลของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีมากขึ้น คนเริ่มไม่ทำงานประจำ และอยู่นอกระบบมากขึ้น ตามแนวคิดสังคมแบบ Sharing economy และ Gig economy เช่นในสหรัฐฯ มีการสำรวจพบว่า คนไปทำงานนอกระบบมากขึ้นถึง 40% ส่วนไทยยังไม่มีการจัดเก็บตัวเลข"

ขณะที่เรื่องหนี้สินครัวเรือนก็เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัว สะท้อนจากยอดคงค้างสินเชื่อ เพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยไตรมาส 3/2560 หนี้สินครัวเรือนมีมูลค่าเท่ากับ 11.76 ล้านล้านบาท คิดเป็น 78.3 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และไตรมาส 4/2560 หนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น พิจารณาจากสัดส่วนหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมที่ลดลง และการผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนขึ้นไปของสินเชื่อส่วนบุคคล ภายใต้การกำกับและสินเชื่อบัตรเครดิตที่ลดลง

"ประเด็นเฝ้าระวังและดำเนินการในปีนี้ คือต้องติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการจ้างงานที่แนวโน้มตลาดแรงงาน ที่มีการปรับตัวใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ทดแทนในกระบวนการผลิตมากขึ้น หรืองานบริการที่มีกระบวนการทำงานซ้ำ เป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อการถูกทดแทน ขณะที่มีรูปแบบการทำงานใหม่และหลากหลายอาชีพมากขึ้น โดยเฉพาะการทำอาชีพอิสระ การรับจ้างผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น อูเบอร์ ไลน์แมน จำเป็นต้องส่งเสริมให้มีการอบรมพัฒนาฝีมือทักษะแรงงาน และส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ฯลฯ"

ขณะเดียวกัน กลุ่มแรงงานทักษะสูงจะเป็นที่ต้องการและมีบทบาทในโลกแห่งเทคโนโลยีในอนาคตมากขึ้น รวมทั้งควรมีการพัฒนาและจัดเก็บข้อมูลอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น ตลอดจนมีกฎระเบียบที่รองรับงานลักษณะใหม่เพื่อให้ผู้ประกอบการ และลูกจ้างได้รับการคุ้มครอง

นอกจากนี้ จะต้องหาทางคุ้มครองผู้บริโภคและป้องกัน การหลอกลวงหรือข้อพิพาทจากการซื้อสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ เช่น การซื้อขายออนไลน์ การซื้อขายผ่าน QR code และการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนสร้างสกุลเงินดิจิทัล รวมทั้งการเฝ้าระวังการทำผิดกฎหมายผ่านทางเทคโนโลยี ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขวาง เช่น การพนันออนไลน์ สื่อลามก ยาเสพติด รวมทั้งต้องติดตามผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 308-330 บาท หรือเฉลี่ย 315 บาททั่วประเทศ ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่เป็นห่วงปัญหาแรงงานของไทยมากนัก เพราะประเทศไทยไม่ใช่ประเทศอุตสาหกรรม มีแรงงานอยู่ในภาคท่องเที่ยวและบริการ 60% ขณะที่ภาคการเกษตรของไทยก็มีขนาดใหญ่มาก

ที่มา: ไทยรัฐ, 10/3/2561

ก.แรงงาน ผนึกกำลัง ปตท. ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานประกอบการ

ก.แรงงาน โดย สสปท. ผนึกกำลังลงนามความร่วมมือกับกลุ่ม ปตท.ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาระบบมาตรฐานความปลอดภัยในสถานประกอบการทุกขนาด สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน ตามแนวทางประชารัฐ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานอย่างยั่งยืน

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือโครงการส่งเสริมการจัดทำระบบมาตรฐานความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานสำหรับสถานประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก (Safety Standard for SMEs : SSS) ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว โดยกล่าวว่า โครงการ 3 S หรือ Safety Standard for SMEs : SSS เป็นสัญญาณที่ดีที่ทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ ทั้งสถานประกอบการขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ โดยสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (สสปท.) พร้อมให้คำปรึกษา จัดทำระบบมาตรฐานความปลอดภัย และนำองค์ความรู้ พร้อมเจ้าหน้าที่ในสังกัดเข้าตรวจสอบประเมินผลสภาพแวดล้อมในสถานประกอบกิจการอย่างเป็นระบบมากกว่า 70 แห่ง โดยมีภาครัฐ ภาคเอกชนจากบริษัทชั้นนำเข้าร่วมเป็นพันธมิตรให้การสนับสนุนและบูรณาการกิจรรม เพื่อร่วมกันปรับปรุงให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยตามที่ สสปท.กำหนด ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 ควบคู่ไปกับความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามนโยบายประชารัฐของรัฐบาล

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า PTTGC มีเป้าหมายยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยให้กับลูกค้ากลุ่มพลาสติก ไปสู่การพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังพร้อมให้การสนับสนุนโครงการเพื่อส่งเสริมการจัดทำระบบมาตรฐานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานให้กับสถานประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือ SMEs ในประเภทกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกและเคมีภัณฑ์ให้มีระบบที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาแรงงานให้มีคุณภาพเทียบเท่าระดับสากล ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กให้ได้มาตรฐาน นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมภายในประเทศให้แข็งแกร่ง

ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 9/3/2561

ไทยจับมือ NGOs ร่วมจัดตั้งเครือข่ายแรงงานประมงทะเล

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 รัฐบาลได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานส่งเสริมแรงงานสัมพันธ์ในกิจการประมงทะเล เพื่อขับเคลื่อนระบบแรงงานสัมพันธ์ในกิจการประมงทะเล และส่งเสริมการรวมตัวและการเจรจาต่อรองของลูกจ้าง โดยมี NGOs ของไทยและต่างประเทศ อาทิ องค์การมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน ศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทะเล ศรีราชา มูลนิธิ Environmental Justice Foundation องค์กร Human Rights Watch ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ตลอดจนคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ร่วมเป็นคณะทำงานเพื่อให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ด้วย

คณะทำงานดังกล่าวมีหน้าที่จัดทำมาตรการในการส่งเสริมแรงงานสัมพันธ์ในกิจการประมงทะเลที่สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ อาทิ การสร้างเครือข่ายแรงงานประมงทะเล การให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิทธิของแรงงานเพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการเจรจาต่อรอง และการจัดตั้งเวทีกลางสำหรับการเจรจาระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อให้เสียงของแรงงานภาคประมงทะเลดังและเข้มแข็งมากขึ้นในการปกป้องสิทธิของตนเอง โดยให้นำเสนอแนวทางของมาตรการต่อคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย

จากการประชุมของคณะทำงานฯ ครั้งแรก เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 ได้มีข้อเสนอให้จัดตั้งเครือข่ายแรงงานประมงทะเลจังหวัด ในพื้นที่ติดชายทะเล 22 จังหวัด อย่างน้อยจังหวัดละ 1 เครือข่าย ซึ่งเครือข่ายดังกล่าวจะเป็นองค์กรการรวมตัวของลูกจ้าง มีการเลือกตั้งผู้แทนลูกจ้างจากเรือแต่ละลำเป็นสมาชิกเครือข่าย โดยมีสมาคมประมงแห่งประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐ และ NGOs เป็นที่ปรึกษา ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยอมรับการรวมตัวของแรงงานและทั้งไทยและต่างด้าวในภาคประมง เพื่อให้แรงงานสามารถดูแลกันเองได้ เพิ่มน้ำหนักในการเจรจาต่อรองกับนายจ้าง ส่งเสริมให้มีการหารือร่วมเพื่อลดข้อขัดแย้ง และให้ลูกจ้างสามารถเรียกร้องสิทธิประโยชน์ สวัสดิการ หรือร้องทุกข์นอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดได้ โดยจะนำร่องใน 5 จังหวัดชายทะเลก่อน ได้แก่ ชลบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ และตรัง นอกจากนี้ ในอนาคตยังมีแผนจะส่งเสริมให้จัดตั้งเครือข่ายแรงงานประมงทะเลระดับประเทศ ซึ่งจะเป็นการรวมตัวของสมาชิกเครือข่ายแรงงานประมงทะเลจังหวัดต่อไป

นอกจากนี้ ไทยอยู่ระหว่างการปรับปรุงพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. .... และพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. .... เพื่อให้แรงงานต่างด้าวสามารถเป็นกรรมการสหภาพแรงงานได้ โดยจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน การดำเนินการทั้งหมดนี้ เป็นการเตรียมการเข้าสู่กระบวนการรับรองอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 98 ว่าด้วยการปฏิบัติตามหลักการแห่งสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรองภายในเดือนกันยายน 2561

ที่มา: กองการสื่อมวลชน กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

เปิดติวคนครัวบนเรือ 20 แห่งทั่วประเทศเฉพาะ กทม. 6 รุ่น 6 เดือน เปิดรับสมัครแล้ว!! สนใจโทรสายด่วน 1506 กด 4

นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากการที่พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กำชับให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน จัดฝึกอบรมในหลักสูตรการจัดการด้านอาหารและโภชนาการบนเรือ (Food and Catering) ให้แก่คนครัวบนเรือ เพื่อให้ปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานในกิจการทางทะเล ค.ศ.2006 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ที่กำหนดให้คนครัวบนเรือต้องผ่านการฝึกอบรมจากหน่วยงานที่ได้รับการรับรองอยู่

"และสอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงแรงงานด้านการยกระดับทักษะฝีมือแรงงาน เพิ่มขีดความสามารถของแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ มีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว นำรายได้ส่งกลับประเทศนั้น"นายสุทธิ กล่าว

นายสุทธิ กล่าวต่อไปว่ากพร. ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน (สพร.) และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน (สนพ.) 20 แห่ง ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ดำเนินการฝึกอบรมในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ในต่างจังหวัดได้กำหนดโปรแกรมการฝึกอบรมออกมาแล้ว

"เช่น สพร. 6 ขอนแก่น เปิดฝึกอบรมระหว่าง 26 มีนาคม - 3 เมษายน 2561 สนพ.ตรัง ร่วมกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ตรัง เปิดฝึกอบรม 2 รุ่น ระหว่าง 23-28 เมษายน 2561 และ 30 เมษายน -5 พฤษภาคม 2561 สพร. 3 ชลบุรี เปิดฝึกอบรม 21-26 พฤษภาคม 2561 สพร. 11 สุราษฎร์ธานี เปิดฝึกอบรม 4-10 มิถุนายน 2561 และสพร. 7 อุบลราชธานี เปิดฝึกอบรมในช่วงเดือนกรกฎาคม2561นี้"อธิบดีกพร.ระบุ

อธิบดีกพร. กล่าวอีกว่า สำหรับในกรุงเทพมหานคร เปิดฝึกอบรมเต็มอัตรา 6 รุ่น 6 เดือน ได้แก่ รุ่นที่ 1 19-24 มีนาคม 2561 รุ่นที่ 2 23-28 เมษายน 2561 รุ่นที่ 3 21-26 พฤษภาคม 2561 รุ่นที่ 4 18-23 มิถุนายน 2561 รุ่นที่ 5 23-28 กรกฎาคม 2561 และรุ่นที่ 6 20-25 สิงหาคม 2561 จะดำเนินการโดยสำนักงานวิทยาลัยการแรงงาน สพร. 13 กรุงเทพมหานคร โดยในช่วงเดือนมกราคม 2561 มีการฝึกอบรมเช่นกัน มีผู้ผ่านการฝึกอบรมจำนวน 19 คน

“ใช้ระยะเวลาการฝึกอบรม 42 ชั่วโมง จะฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ภายใต้หัวข้อความปลอดภัยและสุขภาพในการปฏิบัติงาน สุขลักษณะส่วนบุคคลและอาหาร ทักษะการประกอบอาหาร การป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ โภชนาการและสุขภาพ การจัดการและการควบคุมดูแลครัว การจัดการของเสียงในครัว มุมมองด้านศาสนาและวัฒนธรรม การวัดและประเมินผล เป็นต้น"อธิบดี กพร. กล่าว

อธิบดีกพร. กล่าวด้วยว่า ผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ มีไม่ต่ำกว่า 18 ปี จบการศึกษาไม่ต่ำกว่า ม.3 หรือเทียบเท่า หรือมีประสบการณ์การทำงานบนเรือเดินทะเลไม่น้อยกว่า 6 เดือน ในช่วงเวลา 5 ปี ก่อนเข้ารับการฝึกอบรม หรือสำเร็จการศึกษาด้านคหกรรมศาสตร์ อาหารและโภชนาการ หรือวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ หรือมีประสบการณ์ฝึกอบรมการประกอบอาหารไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมง หรือมีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับการประกอบอาหารไม่น้อยกว่า 1 ปี ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดรับสมัครรุ่นละ 20 คน

สนใจเข้ารับการฝึกอบรม สามารถสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1506 กด 4 หรือสอบถามที่ กองสื่อสารองค์กร กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน 0 2245 4035” อธิบดีกพร.กล่าวในที่สุด

ที่มา: คมชัดลึก, 8/3/2561

ชี้อาชีพเสริมผู้มีรายได้น้อยยังจำกัด

เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย มองว่าอาชีพเสริมที่หน่วยงานรัฐเตรียมไว้ฝึกอาชีพยังมีจำกัด ส่วนคนที่ไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมโครงกา อยากให้ ธ.ก.ส. เข้ามาช่วยหาช่องทางตลาดเพื่อให้เกษตรกรทุกรายได้ประโยชน์ด้วย

ประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม พากันไปลงทะเบียนในโครงการพัฒนาอาชีพผู้มีรายได้น้อย ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธกส. จัดขึ้นเพื่อให้ผู้มีรายได้พัฒนาคุณภาพชีวิตและมีอาชีพเสริม ขณะเดียวกันถือเป็นการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของผู้ถือบัตรว่าต้องการให้พัฒนาอาชีพให้พวกเขาอย่างไร

งานนี้ธ.ก.ส.เสนอ 4 อาชีพ ให้เกษตรกรเป็นทางเลือก เช่น ปลูกมะเขือเทศราชินี ซึ่งได้รับความสนใจมากที่สุด แปรรูปผลไม้สด ธุรกิจแฟรนไชส์หมูปิ้ง และแปรรูปสัตว์บก โดยหลักการธ.ก.ส.ต้องการให้พัฒนาจากอาชีพเดิม คือ อาชีพเกษตรกรรมก่อน

ธ.ก.ส.จะรับหน้าที่ปล่อยสินเชื่อ โดยไม่ต้องมีหลักประกัน ให้กับเกษตรกรที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารับโครงการพัฒนาอาชีพ เกษตรกรที่มาลงทะเบียนบางคน มองว่า อาชีพเสริมที่แนะนำยังไม่เหมาะกับพวกเขาและไม่คุ้มค่ากับการลงทุน สิ่งที่พวกเขาต้องการมากกว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิต คือ การพัฒนาพื้นที่ เช่น ทำถนนลาดยาง โครงการกำจัดผักตบชวา เพื่อให้เส้นทางการขนถ่ายสินค้ามีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น

อีกประเด็นที่เกษตรกรต้องการความช่วยเหลือ คือ ให้ช่วยหาตลาดที่เป็นช่องทางกระจายสินค้า เพราะนอกเหนือจากผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเกษตรกรในพื้นที่ ยังได้ประโยชน์ด้วยนายเฉลิม ปานสกุล เกษตรกรผู้เลี้ยงปลา มีพื้นที่หลายไร่ จึงไม่ผ่านเกณฑ์ในการสมัครโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การเปิดโอกาสให้เกษตรกรในชุมชนได้รวมกลุ่ม และเสนอความต้องการด้านการตลาดออกไป น่าจะช่วยยกระดับให้ราคาปลาของเขาสูงขึ้น

ธ.ก.ส. มองว่าต้องทำให้ครบทั้ง 4 มิติ คือ ส่งเสริมการมีงานทำ ทั้งภาคเกษตรกรรมและนอกภาคเกษตรกรรม ฝึกอบรมอาชีพและการศึกษา เพื่อให้เข้าสู่ตลาดแรงงาน ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ และเข้าถึงสิ่งจำเป็นพื้นฐาน เช่น ที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกินสุดท้าย คือให้ออมเพื่อการเกษียณอายุเพื่อให้หลุดพ้นจากเส้นความยากจนอย่างถาวร

ที่มา: สปริงนิวส์, 8/3/2561

 รณรงค์เสนอปัญหาและนโยบายสิทธิสตรีเนื่องในวันสตรีสากล

(8 มี.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรีและภาคีเครือข่ายร่วมกิจกรรมขบวนรณรงค์เนื่องในวันสตรีสากล เดินขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไปยังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อนำเสนอปัญหาและนโยบายสิทธิสตรี โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดความมั่นคงของผู้หญิง คือความมั่นคงของชาติ

สำหรับข้อเรียกของปีนี้ไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านๆ มา คือเน้นการนำเสนอนโยบายสิทธิสตรีที่ยึดโยงกับการแก้ไขปัญหาขั้นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน อย่างขบวนของกลุ่มผู้หญิงที่ใส่ชุดคลุมท้อง และมีหมวก 120 วัน คือการแสดงออกถึงข้อเรียกร้องขอให้รัฐให้ความสำคัญกับผู้หญิงในการดูแลบุตร ขยายวันลาคลอดจากที่กำหนดไว้ 90 วัน ซึ่งพวกเขาเห็นว่ายังไม่เพียงพอกับการดูแลเด็กเล็กที่เป็นวัยสำคัญต้องได้รับการดูแลเพื่อการพัฒนาอย่างสมบูรณ์และใกล้ชิดจากมารดา ให้ขยายเพิ่มมากขึ้นเป็น 120 วัน ซึ่งสอดคล้องกับการต้องรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 183 ว่าด้วยสิทธิการคุ้มครองความเป็นมารดา

นอกจากนี้ รัฐต้องจัดให้มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียนอย่างทั่วถึง มีคุณภาพและปรับเปลี่ยนเวลาเปิด - ปิดศูนย์ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนทำงาน, รัฐต้องกำหนดสัดส่วนผู้หญิงในการตัดสินใจของคณะกรรมการทุกมิติและทุกระดับอย่างน้อย 1 ใน 3, รัฐต้องให้เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า 0-6 ปี, รัฐต้องให้คนพิการเข้าถึงสิทธิและการบริการเท่าเทียมกับคนทั่วไป, รัฐต้องจัดให้มีพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้หญิงและเด็กใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และในพื้นที่สาธารณะ และรัฐต้องเคารพสิทธิการพัฒนาของประชาชนและผู้หญิงต้องมีส่วนร่วมในการจัดการฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

น.ส.นิไลมล มนตรีกานนท์ ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี เปิดเผยว่า แม้ข้อเรียกร้องบางส่วนจะถูกขับเคลื่อนแล้ว เช่น เงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็ก และศูนย์เด็กเล็กก่อนวัยเรียน แต่ยังผลักดันได้ไม่ทั่วถึง สาเหตุสำคัญเป็นเพราะขาดการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการเข้าไปเสนอปัญหาและแนวนโยบายในการแก้ไข

ล่าสุด กลุ่มเครือข่ายสตรีได้เคลื่อนขบวนถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว โดยกลุ่มสตรีที่เข้าร่วมกิจกรรมจะนำเสนอปัญหาและแนวทางการแก้ไขของแต่ละภาคส่วนผ่านเวทีจำลอง "พรรคบูรณาการแรงงานสตรี" รวมถึงร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ และข้อเรียกร้องวันสตรีสากลในปีนี้

ที่มา: ThaiPBS, 8/3/2561

ประกันสังคม ห่วงผู้ประกันตนเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แนะใช้สิทธิประกันสังคมได้

ประกันสังคม ฝากผู้ประกันตนที่ถูกสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัด ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า เลขาธิการ สปส. แจงใช้สิทธิประกันสังคมได้ แนะให้เข้าโรงพยาบาลที่ผู้ประกันตนเลือกไว้ไม่เสียค่าใช้จ่าย หากไม่ได้เข้าโรงพยาบาลตามบัตรฯ ให้นำใบเสร็จรับเงินที่สำรองจ่ายไปพร้อมใบรับรองแพทย์มาเบิกคืนได้ที่สำนักงานประกันสังคม

นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (พื้นที่สีแดงตามประกาศกรมปศุสัตว์) ใน 13 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ ชลบุรี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา น่าน บุรีรัมย์ อุบลราชธานี เชียงราย ร้อยเอ็ด สงขลา ระยอง ตาก และศรีสะเกษ และพื้นที่เฝ้าระวังโรคระบาดพิษสุนัขบ้าในอีก 42 จังหวัด ซึ่งขณะนี้อยู่ในความดูแลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขแล้ว ว่าสำนักงานประกันสังคมในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพของลูกจ้าง ผู้ประกันตน ในระบบประกันสังคม ได้ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันได้เตรียมความพร้อมโดยประสานให้สถานพยาบาลคู่สัญญาและเครือข่ายทั่วประเทศเตรียมรับผู้ประกันตน หากผู้ประกันตนประสบเหตุถูกสุนัขกัดในกรณีดังกล่าว อย่างไรก็ตามสำนักงานประกันสังคมขอแนะนำให้ผู้ประกันตนที่ถูกสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัด ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า โดยใช้สิทธิประกันสังคมได้ และผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ตนเองเลือกโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หากไม่สามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลที่ตนเองเลือกได้ ควรรีบเข้ารับการรักษาพยาบาลโดยฉีดวัคซีนเข็มแรก ณ โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก่อน แล้วนำใบเสร็จรับเงินที่สำรองจ่ายไปก่อน พร้อมใบรับรองแพทย์มาเบิกคืนได้ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขาทุกแห่งที่สะดวก

สำหรับผู้ประกันตนที่เข้ารับบริการทางการแพทย์ ณ สถานพยาบาลของรัฐ ประเภทผู้ป่วยนอกสามารถเบิกค่าบริการทางการแพทย์ได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น กรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการทางการแพทย์ ณ สถานพยาบาลเอกชนประเภทผู้ป่วยนอก สามารถเบิกค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริงไม่เกินครั้งละ 2,000 บาท และจ่ายเพิ่มตามรายการการรักษาที่กำหนดตามหลักเกณฑ์ หากผู้ประกันตนมีปัญหาข้อสงสัยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคม 1506 ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา: บ้านเมือง, 7/3/2561

ไอแอลโอชี้ประมงไทยดีขึ้นแต่ก็ยังมีปัญหาอยู่

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ระบุว่าสถานการณ์โดยรวมของอุตสาหกรรมประมงไทยเป็นไปในทางที่ดีขึ้น แต่แรงงานยังคงเสี่ยงถูกละเมิดอยู่

ไอแอลโอออกรายงานที่ได้จากการสอบถามแรงงานประมงในไทย 434 คน พบว่า นายจ้างพร้อมปฏิบัติตามระเบียบใหม่ ๆ เช่น การจ่ายค่าแรงตามค่าจ้างขั้นต่ำ การออกสัญญาจ้างงาน แต่ก็มีสิ่งบ่งชี้การบังคับใช้แรงงานหลายอย่างโดยเฉพาะกับแรงงานจากกัมพูชาและเมียนมา เช่น จ่ายค่าจ้างล่าช้าหลายเดือน ยึดเอกสารประจำตัวเพื่อไม่ให้ลาออก ไอแอลโอระบุว่า ผู้ซื้อรายใหญ่ต้องการให้อุตสาหกรรมประมงแข่งขันได้แต่ก็ต้องมีชื่อเสียงในทางที่ดี จึงต้องมีระเบียบที่เข้มงวดขึ้น การบังคับใช้ระเบียบเหล่านี้จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเร็ว ๆ นี้ เรื่องนี้เป็นเดิมพันสูงมากของไทยเพราะอุตสาหกรรมประมงและอาหารทะเลสร้างรายได้ให้ไทยมากถึง 6,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 206,830 ล้านบาท) เมื่อปี 2557 จ้างงานคนไม่ต่ำกว่า 600,000 คนเมื่อปีก่อน ในจำนวนนี้ 302,000 คนเป็นแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนแล้ว

รายงานของไอแอลโอแจกแจงตัวเลขจากการสำรวจว่า แรงงานประมงร้อยละ 24 ได้รับค่าจ้างล่าช้าหลายเดือน ร้อยละ 33 ถูกยึดเอกสารประจำตัว ขณะที่แรงงานในโรงงานแปรรูปอาหารทะเลได้รับการปฏิบัติดีกว่า มีเพียงร้อยละ 7 ที่ถูกยึดเอกสาร และทุกคนได้รับค่าจ้างตรงตามเวลา

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 7/6/2561

อธิบดี กสร.กำชับช่วยเหลือลูกจ้างเจนเนอรัล มอเตอร์ส

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยถึงกรณีที่ บจก.เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) เรียกลูกจ้างให้ไปรายงานตัวเพื่อกลับเข้าทำงานตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ หรือ ครส. โดยนัดรายงานตัวในวันนี้ ณ สนามกอล์ฟพัฒนา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จึงได้สั่งการให้พนักงานตรวจแรงงานในพื้นที่ติดตามสถานการณ์การรายงานตัวของลูกจ้าง และดูแลสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงาน

สำหรับประเด็นที่ลูกจ้างกังวลว่าเมื่อได้กลับเข้าทำงานแล้ว อาจจะถูกนายจ้างเลิกจ้างได้นั้น ตนได้กำชับให้พนักงานตรวจแรงงานติดตามการปฏิบัติงานของลูกจ้างกลุ่มนี้ รวมไปถึงเข้าไปส่งเสริมระบบแรงงานสัมพันธ์ให้กับนายจ้างลูกจ้างอย่างต่อเนื่อง แต่หากพบว่ามีการเลิกจ้างจริง จะเข้าไปดำเนินการให้ความช่วยเหลือโดยทันทีเพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายต่อไป

ที่มา: ไอเอ็นเอ็น, 7/3/2561

ก.แรงงานฝึกช่างดันอุตฯอาหารทะเลรับลูก ครม.สัญจร

นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เพชรบุรี เพื่อเยี่ยมชมมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพแรงงาน ต.บางหญ้าแพรก และเยี่ยมชมบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต.ท่าทราย เพื่อรับฟังบรรยายสรุปศูนย์กลางอาหารทะเล (Hub of Seafood) รวมถึงการรับฟังผลการดำเนินงานศูนย์บริการเบ็ดเสร็จเพื่อออกใบรับรองสินค้าประมง ของศูนย์วิจัยและตรวจสอบคุณภาพสินค้าประมง พร้อมพบปะพนักงานและแรงงานของบริษัท นอกจากนี้ได้เยี่ยมชมองค์การสะพานปลาสมุทรสาคร ต.มหาชัย พร้อมรับฟังบรรยายสรุปภาพรวมการดำเนินงานขององค์การสะพานปลา และตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการควบคุมการแจ้งเข้า-ออกเรือประมงพาณิชย์ ชมการสาธิตระบบฐานข้อมูลการสแกนม่านตา และระบบระบุตำแหน่งเรือประมงไทย พร้อมพบปะแรงงานประมงและประชาชนในพื้นที่ ได้รับฟังข้อเสนอแนะ และการรายงานผลการดำเนินงานของสถานประกอบกิจการในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และเพชรบุรี ทำให้ทราบถึงความต้องการแรงงานที่มีทักษะความรู้การควบคุมเครื่องจักรกลด้วยไฟฟ้า (Mechatronic)

ขณะที่ปี 2561 กพร. มีเป้าหมายการฝึกอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ ระบบที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม จำนวน 9,809 คน ดำเนินการแล้ว 4,464 คน ทั้งนี้สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานสมุทรสาคร ได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร และ บริษัท มโนห์ราอุตสาหกรรมอาหาร จำกัด จัดฝึกอบรมสาขาแมคคาทรอนิกส์ ดำเนินการแล้วจำนวน 4 รุ่น รุ่นละ 20 คน ขณะนี้กำลังฝึกรุ่นที่ 5 เป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการเขียนโปรแกรมควบคุมระบบอัตโนมัติ ที่เกี่ยวข้องกับวงจรการผลิตในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหาร ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนการยกระดับทักษะฝีมือแรงงาน เพิ่มศักยภาพแรงงานรองรับไทยแลนด์ 4.0 ของพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

ที่มา: ไอเอ็นเอ็น, 7/3/2561

สหภาพแรงงานบินไทย ยื่นนายกฯ เรียกร้องบริษัทจ่ายเงินสมทบ-ผลประโยชน์ คืนแก่พนักงานตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

นายดำรงค์ ไวยคณี ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยนำพนักงานการบินไทยกว่า 50 คนเข้ายื่นหนังสือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้บริษัทจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ในกองทุนต่างๆคืนแก่พนักงานตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ซึ่งตามที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยนายจ้างและลูกจ้างจะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามที่กำหนดในข้อบังคับ แต่เนื่องด้วยการบินไทยต้องลดค่าใช้จ่ายทุกด้าน

ส่งผลกระทบกับพนักงาน จึงทำให้พนักงานจำนวนประมาณ 500 คน ตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพื่อขอรับเงินสะสมในส่วนที่จ่ายเข้ากองทุน เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของครอบครัว แต่ยังคงเป็นพนักงานบริษัทอยู่ ซึ่งตามข้อกำหนดของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นกำหนดว่ากองทุนจะไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบให้แก่สมาชิกเมื่อสมาชิกลาออกจากกองทุนและให้บริษัทจัดการโอนเงินดังกล่าวกลับเข้าบริษัทเป็นรายได้ ทำให้พนักงานที่ตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกกองทุนหมดสิทธิ์ได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบและต้องสูญเสียโอกาสที่จะได้รับเงินบำเหน็จหรือเงินตอบแทนจากบริษัทเมื่อพ้นสภาพการเป็นพนักงาน ซึ่งถือเป็นการตัดสิทธิ์ของลูกจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรเนื่องจากไม่ได้ทำให้บริษัทเสียหายและไม่ได้ทำความผิดวินัยตามระเบียบบริษัท

ที่มา: สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น, 6/3/2561

ครม.อนุมัติแก้ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว

ที่ประชุม ครม.อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ จ.เพชรบุรี มีการอนุมัติโครงการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่างหลายโครงการ รวมถึงการแก้ไข พ.ร.ก.การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวด้วย

โดยเฉพาะใน 4 มาตรา คือ ที่ว่าด้วยบทลงโทษรุนแรงกับแรงงานต่างด้าวที่ผิด กฎหมาย และนายจ้าง จนกระทบต่อการจ้างงานในประเทศ ทั้งนี้แก้ไขใหม่เหลือเพียงโทษปรับ 10,000-100,000 บาท หากทำผิดซ้ำต้องจำคุก 1 ปี หรือปรับ 50,000–200,000 บาท ส่วนแรงงานต่างด้าวที่จะเปลี่ยนงานหรือเปลี่ยนพื้นที่ที่ทำงาน ต่อไปไม่ต้องขออนุญาตเหมือนในอดีต เพียงแค่แจ้งให้ทราบก็พอ รวมทั้งให้สามารถพักอาศัยนอกพื้นที่ที่ทำงานได้ด้วย

ที่มา: ch3thailand.com, 6/3/2561

ครม. อนุมัติมาตรการภาษีหนุนการพัฒนาผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

คณะรัฐมนตรีไฟเขียวมาตรการภาษีสนับสนุนนายจ้างที่จ่ายแก่ลูกจ้างผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้นำรายจ่ายมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายจริง คาดรัฐเสียรายได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท แต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนผู้มีรายได้น้อย

 

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรหรือมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยกำหนดให้นายจ้างที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถนำรายจ่ายค่าจ้างที่ได้จ่ายให้แก่ลูกจ้างผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวน 1.5 เท่า ของค่าจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เฉพาะในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนลูกจ้างในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ในรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2561 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562

นายณัฐพร คาดว่า มาตรการนี้จะทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้ ประมาณ 3,000 ล้านบาท แต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสวัสดิการสังคมและให้การช่วยเหลือของภาครัฐในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 6/3/2561

กรมการจัดหางานเร่งแก้เครื่องสแกนม่านตาไม่พอ พิสูจน์สัญชาติ

นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ขั้นตอนการสแกนม่านตา ใช้เพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์แรงงานเพื่อนบ้าน ในกิจการประมง เช่น โรงงานแปรรูปอาหารทะเล แรงงานในเรือประมง ขณะนี้ มีเครื่องสแกนม่านตาที่ยืมมาจากกรมเจ้าท่า ที่ใช้ได้มี 26 เครื่อง และแบ่งไปตามจังหวัด ที่อยู่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเล 22 จังหวัด

แรงงานเพื่อนบ้านที่ต้องพิสูจน์อัตลักษณ์ มีจำนวนประมาณ 150,000 กว่าคน พิสูจน์อัตลักษณ์ไปแล้ว กว่า 93,000 คน โดยจังหวัดสมุทรสาคร มีแรงงานเพื่อนบ้านที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์อัตลักษณ์กว่า 50,000 คน รองลงมา คือ จังหวัดระนอง, ระยอง, สมุทรปราการ, ปัตตานี และประจวบคีรีขันธ์ ที่คงเหลือแรงงานเพื่อนบ้าน ที่ไม่ได้พิสูจน์อัตลักษณ์อีกมาก

การแก้ปัญหาเบื้องต้น กรมการจัดหางาน นำเครื่องสแกนม่านตาจากจังหวัดที่ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์เสร็จแล้ว ส่งมาสมทบที่สมุทรสาคร รวมตอนนี้ มี 12 เครื่อง และจะเพิ่มเจ้าหน้าที่เร่งรัดการทำงาน

ทั้งนี้ กรมการจัดหางาน ขอให้ผู้ประกอบการนำแรงงานเพื่อนบ้านมารับการตรวจสแกนม่านตา เพื่อให้ขั้นตอนการจัดเก็บอัตลักษณ์บุคคลเสร็จทันสิ้นเดือนนี้

ที่มา: ch7.com, 6/3/2561

สคร.ชี้โรงงานยาสูบมีกระแสเงินสดกว่า 9 พันล้าน-ไม่กระทบเงินเดือนพนักงาน

ผอ.โรงงานยาสูบออกโรงชี้ผลกระทบโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ กระทบเงินเดือนพนักงานยาสูบ เตรียมหารือ สบน. ขอกู้สภาพคล่อง ประคองสถานการณ์เงินเดือนพนักงาน หลังรายได้ลด ค่าใช้จ่ายสูง ฟาก สคร.-กระทรวงคลังชี้ ปัญหายังไม่รุนแรง โรงงานยาสูบยังมีกระแสเงินสดกว่า 9,000 ล้านบาท

หลังจากนางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ ออกมาให้ข่าวกับสื่อมวลชนในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ถึงประเด็นปัญหายอดขายบุหรี่ของโรงงานยาสูบลดลง หลังจากมีการประกาศใช้โครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิต ตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ที่เริ่มมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาบุหรี่ โดยเฉพาะบุหรี่ที่ผลิตจากโรงงานยาสูบต้องปรับราคาขายปลีกสูงขึ้นตั้งแต่ 3-20 บาทต่อซอง ขณะที่บุหรี่ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ปรับราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและบางยี่ห้อปรับราคาขายลดลง ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดบุหรี่ของโรงงานยาสูบในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เหลือเพียง 55-56% จากเดิมส่วนแบ่งการตลาดอยู่สูงถึง 80%

อีกทั้ง ในปีนี้กำลังการผลิตบุหรี่ของโรงงานยาสูบจะอยู่ที่ 18,000 ล้านมวนต่อปี จากกำลังการผลิตสูงสุดอยู่ที่ 65,000 ล้านมวนต่อปี หลังจากเปิดโรงงานยาสูบแห่งใหม่เรียบร้อยแล้ว แสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมา กระทรวงการคลังและโรงงานยาสูบคาดการณ์ผิดพลาดไป โดยเฉพาะโรงงานยาสูบแห่งใหม่ ต้องจ่ายค่าเครื่องจักรเพียงอย่างเดียวมูลค่าถึง 16,000 ล้านบาท โดยโรงงานยาสูบนำกำไรแต่ละปี มาทยอยจ่ายเป็นค่าเครื่องจักร ซึ่งยังเหลือค้างจ่าย 7,000 ล้านบาท โดยในปี 2561 มีสัญญาผูกพันต้องจ่ายอีก 2,900 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เป็นต้นทุนหลัก 4 เรื่อง ได้แก่ 1) ค่าใช้จ่ายในการย้ายโรงงานจากถนนพระราม 4 ไปยังโรงงานใหม่โรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา 2) ค่าใช้จ่ายในการดูแลโรงพยาบาลยาสูบ 3) การสนับสนุนนโยบายรัฐด้วยการรับซื้อใบยาสูบสูงกว่าราคาตลาด 22 บาทต่อกิโลกรัม 4) ค่าก่อสร้างสวนเบญจกิติ รวมแล้วเป็นเงินอีก 1,500 ล้านบาท

ด้วยเหตุนี้ จึงส่งผลให้โรงงานยาสูบต้องเตรียมแผนกู้เงินเพื่อนำมาเสริมสภาพคล่อง และนำเงินส่วนหนึ่งไปใช้ในซื้อเครื่องจักรโรงงานยาสูบแห่งใหม่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ถึงกรอบวงเงินที่ต้องกู้ คาดว่าอยู่ในหลักหลายพันล้านบาท และประเมินว่าจะต้องเริ่มกู้ในช่วงเดือน พ.ค.นี้

"โรงงานยาสูบต้องมีเงินหมุนต่อเดือนประมาณ 4,000 ล้านบาท ล่าสุดมีเงินสด ที่เหลือในมือไม่ถึง 5,000 ล้านบาท ประกอบกับยอดขายยาสูบที่ลดลง ทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่อง ดังนั้นจำเป็นต้องกู้มาเพื่อใช้จ่าย ทั้งในเรื่องการลงทุน และการนำมาจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่โรงงานยาสูบต้องกู้เงินมาเสริมสภาพคล่อง" นางสาวดาวน้อยกล่าว

พร้อมกับให้ข้อมูลว่า ปีนี้โรงงานยาสูบอาจจะขาดทุนไม่น้อยกว่า 1,500 ล้านบาท เพราะปัจจุบันขายบุหรี่แทบไม่มีกำไร แต่มีค่าใช้จ่ายประจำ เช่น เงินช่วยเกษตรกร ปีละ 500 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายใน โรงพยาบาลอีก 300-400 ล้านบาท ที่เหลือ เป็นการนำไปใช้ในโครงการต่อเนื่องกิจการเพื่อสังคม

แม้ว่าในปีงบประมาณ 2560 ที่ผ่านมา (สิ้นสุด ก.ย. 2560) โรงงานยาสูบยังสามารถทำกำไรได้ 9,344 ล้านบาท เพราะยังไม่ได้รับผลกระทบจากภาษี และสามารถจ่ายโบนัสให้พนักงานเกือบ 7 เดือน แต่ของปี 2561 กำลังพิจารณาจะทำอย่างไรกับโบนัสพนักงาน หากยังอยู่ในภาวะขาดทุนเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติการยาสูบแห่งประเทศไทย ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระ 3 แล้ว จึงมีความหวังว่า ด้วยกฎหมายใหม่ ที่จะทำให้โรงงานยาสูบมีสถานะเป็นนิติบุคคล และมีชื่อเรียกใหม่ว่า 'การยาสูบแห่งประเทศไทย' จะทำให้สามารถทำการตลาดและวางแผนธุรกิจในโครงสร้างใหม่ได้ ทั้งนี้ คาดว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้ประมาณต้นเดือน พ.ค. 2561

ด้านนายชาญวิทย์ นาคบุรี โฆษกสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ให้ความเห็นว่า หากดูที่งบดุลปีงบประมาณ 2560 ของโรงงานยาสูบในปัจจุบัน ซึ่งมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดกับเงินลงทุนชั่วคราว (เงินฝาก) รวมกันอยู่ที่กว่า 9,136 ล้านบาท แล้ว ก็นับว่ายังมีจำนวนเงินที่สูงอยู่ ดังนั้น จึงคาดว่า กระแสเงินสดระดับนี้ น่าจะประคองสถานการณ์ของโรงงานยาสูบในช่วงเปลี่ยนผ่านของตลาดบุหรี่ไปสักระยะหนึ่ง หรือน่าจะยาวกว่าเดือน พ.ค. นี้

อีกด้านหนึ่ง หากร่าง พ.ร.บ.การยาสูบแห่งประเทศไทยมีผลบังคับใช้ทันเดือน พ.ค. ก็จะทำให้โรงงานยาสูบมีสถานะเป็นนิติบุคคลที่สามารถทำธุรกิจได้มากกว่าเดิม

ขณะที่ นายยุทธนา หยิมการุณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะกรรมการโรงงานยาสูบ เปิดเผยว่า ในปี 2561 โรงงานยาสูบจะไม่มีปัญหาขาดสภาพคล่อง เพราะมีการกันเงินค่าใช้จ่ายไว้หมดแล้ว แต่ปี 2562 ทางผู้อำนวยการโรงงานยาสูบอาจจะกลัวว่าจะมีปัญหาสภาพคล่อง เพราะส่วนแบ่งการตลาดลดลงและกำไรของบุหรี่ต่อซองเหลือน้อยมาก แต่ยืนยันว่าเรื่องเงินจ่ายเงินเดือนพนักงานยังมีเพียงพอไม่มีปัญหา

ทั้งนี้ ปัจจุบันโรงงานยาสูบมีพนักงานรวมทั้งสิ้นกว่า 2,800 คน โดยในจำนวนนี้มีพนักงานส่วนกลางที่ยังคงปฎิบัติงานที่สำนักงานใหญ่ที่คลองเตยได้ต่อไปอีกราว 1,000 คน ที่เหลืออีกราว 1,800 คน ต้องย้ายไปทำงานที่โรงงานแห่งใหม่ที่เขตนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเบื้องต้นจากการสำรวจความต้องการของพนักงานทั้งหมด พบว่ามีคนสนใจจะเข้าโครงการเออร์ลี่รีไทร์ ประมาณ 500 คน

ที่มา: VoiceTV, 5/3/2561

ธนาคารซีไอเอ็มบี ย้ำไม่ปิดสาขา-รับพนักงานเพิ่มเต็มพิกัด

นายกิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจและเป้าหมายว่า ในปี 2561-2562 นับเป็นก้าวแรกของโครงการ FAST FORWARD หรือการเดินหน้าสู่เป้าหมาย ขึ้นเป็นธนาคารระดับกลางที่แข็งแกร่งที่สุด ด้านอาเซียนในประเทศไทยและตั้งเป้าหมาย ว่าจะมีกำไรก่อนหักภาษี 12,000-15,000 ล้านบาท จากที่มีอยู่ 2,000 ล้านบาท

"ในปีนี้ธุรกิจของธนาคารยังไม่มีอะไรที่หวือหวา แต่เราได้เน้นปรับฐานและปรับกระบวนการวิธีการทำงาน โดยจะเดินหน้าทำต่อเนื่อง จากปีก่อนรวมถึงเพิ่มอัตรากำลังในธุรกิจที่ธนาคารฯมีศักยภาพ โดยหากปีหน้าเศรษฐกิจกลับมาเติบโตดีขึ้น ธนาคารมีความพร้อมรุกธุรกิจอย่างเต็มที่"

ทั้งนี้ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ในภาพรวมจะเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน จะมาจากอานิสงส์ของเศรษฐกิจที่เมื่อพิจารณาจากตัวเลขสำคัญๆเป็นการเติบโตจากภาคการส่งออกในปีที่แล้วซึ่งเติบโตทั้งปี และเป็นการเติบโตในอุตสาหกรรมหลักๆแบบกระจายตัว ไม่ใช่เป็นเพียงการเติบโต ในอุตสาหกรรมดั้งเดิมแบบกระจุกตัว เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

"ขอยืนยันว่าธนาคารไม่มีนโยบายลดสาขาและพนักงาน จากปัจจุบันที่มีอยู่ 80 สาขาทั่วประเทศ ขณะเดียวกันก็เตรียมเพิ่มจำนวนพนักงาน เพื่อมารองรับหลายๆสายงานที่อาจจะเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยจะเน้นไปยังงานบริการอื่นๆมากขึ้น เช่น การพัฒนาบริการระบบ QR Payment และระบบสินเชื่อ เป็นต้น ขณะเดียวกันพร้อมรุกตลาดแบงก์กิ้ง เอเย่นต์ เพื่อให้บริการทางการเงินเหมือนสาขาธนาคาร เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้ามากขึ้น"

ที่มา: ไทยรัฐ, 6/3/2561

กสร. เปิดรับสมัครประกวด สปก.ต้นแบบด้านความปลอดภัย

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า กสร.จัดประกวดสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้นายจ้าง ลูกจ้างได้ร่วมมือกันพัฒนาและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ และเพื่อให้สถานประกอบกิจการที่ได้รับการคัดเลือกสามารถเป็นต้นแบบในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของลูกจ้างด้านความปลอดภัยในการทำงานได้อย่างแท้จริง คณะอนุกรรมการการประกวดฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้สถานประกอบกิจการที่จะเสนอชื่อเข้ารับการคัดเลือกต้องไม่เคยถูกดำเนินคดีด้านความปลอดภัยในการทำงานในทุกกรณีในช่วงเวลา 2 ปี

คือตั้งแต่ 1 ม.ค.59 ถึง 31 ธ.ค.60 ไม่มีลูกจ้างประสบอันตรายจากการทำงานถึงขั้นเสียชีวิต ทุพพลภาพ และสูญเสียอวัยวะบางส่วน รวมทั้ง อัตราการประสบอันตรายจากการทำงาน ถึงขั้นหยุดงานเกิน 3 วัน ต้องลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 โดยเปรียบเทียบจากปี 2560 กับปี 2559 นอกจากนี้ สถานประกอบกิจการจะต้องจัดตั้งชมรมจิตอาสาสร้างวินัยและวัฒนธรรมความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ จัดตั้งคลินิกความปลอดภัยฯ ด้วย

อธิบดี กสร. กล่าวต่อไปว่า การประกวดสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัยฯ จะเริ่มเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม ถึงวันที่ 12 เมษายน 2561 สถานประกอบกิจการสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม ดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ www.oshthai.org เลือกหัวข้อ การคัดเลือกสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ประจำปี 2561

หรือสอบถามข้อมูลได้ที่กองความปลอดภัยแรงงาน โทรศัพท์ 02-448-9128-39

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 6/3/2561

นายกลงพื้นที่สมุทรสาคร ขอความร่วมมือ “เอ็นจีโอ” ช่วยแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 5 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.สมุทรสาคร ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 2/2561 ที่ จ.เพชรบุรี ในวันที่ 6 มีนาคม โดย พล.อ.ประยุทธ์ และคณะออกเดินทางจากสนามเฮลิคอปเตอร์ พล.ม. 2 รอ. เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร มายังจุดจอดเฮลิคอปเตอร์สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตสมุทรสาคร ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร จากนั้นได้เยี่ยมชมมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพแรงงาน (LPN) ต.บางหญ้าแพรก ทั้งนี้ มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพแรงงาน เป็นองค์ที่ทำงานภาคประชาสังคมและเน้นการทำงานกับแรงงานข้ามชาติใน จ.สมุทรสาครเป็นหลัก เป็นศูนย์ให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่แรงงานย้ายถิ่น ส่งเสริมการรับรู้และเข้าถึงสิทธิที่พึงจะได้รับ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกับตัวแทนเอ็นจีโอตอนหนึ่งว่า เข้าใจการทำงานของเอ็นจีโอ ซึ่งโลกวันนี้เป็นแบบนี้ แต่เอ็นจีโอ ก็ต้องดูด้วยว่าผลประโยชน์ประเทศชาติอยู่ตรงไหน ไม่ได้หมายความว่าจะต้องปกปิดใคร ทุกอย่างต้องทำให้ถูกต้อง ยอมรับว่ามันยาก ซึ่งเรื่องของแรงงานเกี่ยวข้องทั้งผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ และตัวแรงงาน โดยทั้ง 3 ส่วนนี้ต้องช่วยกัน อย่าให้ต่างคนต่างมีปัญหา รัฐบาลจะดูในภาพรวม เชื่อมโยงกับเอ็นจีโอ รัฐบาลจะไม่เอาเอ็นจีโอไปข้างนอก เราต้องทำงานร่วมกันให้ได้ เอาปัญหามาพูดกันแล้วหาทางแก้ แต่ถ้าจะโจมตีกันไปมา คนนั้นถูก คนนี้ผิด ก็จะทำให้แก้ปัญหาไม่ได้ ในเรื่องของกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่ละเลยไม่เอาจริงเอาจัง เจ้าหน้าที่ก็จะต้องถูกลงโทษ ถ้ามีขอให้ส่งชื่อมาจะสอบสวนลงโทษให้ และถ้าผู้ประกอบการไหนไม่ให้ความร่วมมือ ตามกฎหมายก็จะต้องถูกลงโทษด้วย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะทำผิดไม่ได้

“ถ้าไม่มีคนให้ความร่วมมือ ถ้าไม่มีคนเสนอก็จะไม่มีคนรับ ถ้ามีคนเรียกก็ต้องฟ้องกันไป ถ้ารักษากฎหมายได้เท่านี้ทุกอย่างก็จบหมด แต่ที่ผ่านมา มันมีสมยอมกัน แม้แต่เรื่องการจดทะเบียนแรงงานในวันนี้ยังค้างอีกเกือบแสน ซึ่งเจ้าหน้าที่นัดให้ไปขึ้นทะเบียนแรงงาน แต่ผู้ประกอบการก็ไม่นำแรงงานของตัวเองไปขึ้นทะเบียน ตรงนี้เอ็นจีโอจะต้องไปไล่ในส่วนของผู้ประกอบการ ที่ไม่มาตามนัดให้รัฐบาลด้วย ทั้งหมดนี้ เอ็นจีโอจะต้องช่วยกันแก้ปัญหาด้วย พร้อมกับการชี้แจงไปยังต่างประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐบาลชี้แจงแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยเฉพาะปัญหาไอยูยู การค้ามนุษย์ ซึ่งเกิดจากต่างประเทศทั้งนั้น และนับวันองค์กรเหล่านี้จะมีบทบาทสูงขึ้น เพราะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก็ต้องหามาตรการที่เกิดประโยชน์กับตัวเอง ถ้าเราไปเข้าข้างเขามากๆ ประเทศจะไม่เกิดประโยชน์อะไรแรงงานพวกเรานี่แหละจะลำบากไปด้วย ฉะนั้นบทบาทของ NGO จะต้องทำด้วยกัน 2 อย่าง คือดูแลแก้ปัญหาของตัวเองและช่วยรัฐบาลด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกับแรงงานชาวเมียนมาว่า เมื่อมาอยู่แผ่นดินไทย ก็จะต้องรักทั้ง 2 ประเทศ เมืองไทยทำให้เรามีอาชีพและรายได้ ในวันข้างหน้าทุกคนก็คงต้องกลับประเทศ เพราะแต่ละประเทศมีการพัฒนา เชื่อว่าทุกคนอยากกลับบ้าน แต่ต้องยอมรับว่าวันนี้ รายได้ที่ประเทศไทยดีกว่า การดูแลก็ดีกว่า แต่ขอให้เชื่อว่าวันข้างหน้าประเทศของท่านก็จะต้องดีขึ้น ส่วนปัญหาการค้ามนุษย์ รัฐบาลไทยจะดูแลทั้งหมด โดยปฏิบัติตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้ถามชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานทั้งชาวไทยและพม่า โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบอาชีพ เช่น นายสอนรัก จีนอิน ลูกเรือประมงชาวไทย ที่ประสบอุบัติเหตุแขนขาด โดยทางมูลนิธิฯได้ดูแลเยียวยา รวมถึงนายทูน ริน อดีตลูกเรือประมงชาวพม่า ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกับครูที่สอนหนังสือให้กับบุตรของแรงงานในพื้นที่ว่า ให้สอนเรื่องจิตสำนึกและคุณธรรมด้วย รวมถึงการมีอุดมการณ์ เพื่อให้สังคมเกิดความสงบสุข มิเช่นนั้นจะเกิดความขัดแย้งเช่นนี้ เหมือนกับที่ขัดแย้งในเรื่องของกฎหมาย

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 5/3/2561

กสร.ย้ำนายจ้างมีลูกจ้าง 50 คนขึ้นไปต้องตั้งคณะกรรมการสวัสดิการ

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กำหนดให้สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป นายจ้างต้องจัดให้มีคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายลูกจ้างที่มาจากการเลือกตั้งอย่างน้อย 5 คน ซึ่งเจตนารมณ์ของการจัดตั้งคณะกรรมการสวัสดิการฯ เป็นการส่งเสริมระบบทวิภาคีในสถานประกอบกิจการเพื่อเปิดโอกาสให้คณะกรรมการสวัสดิการฯ

ได้มีส่วนร่วมกับนายจ้างในการบริหารจัดการสวัสดิการแรงงานในสถานประกอบกิจการได้สอดคล้องกับความต้องการของลูกจ้างอย่างแท้จริง รวมทั้งเปิดโอกาสนายจ้างและลูกจ้างได้ร่วมกันในการปรึกษาหารือให้ข้อเสนอแนะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การทำงาน การพัฒนาคุณภาพชีวิตลูกจ้าง ช่วยให้ลูกจ้างมีขวัญกำลังใจในการทำงาน ซึ่งจะส่งผลต่อผลิตภาพแรงงานและความสำเร็จในการประกอบการของนายจ้างอีกทางหนึ่งด้วย

อธิบดีกสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่สถานประกอบกิจการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวจะมีโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท จึงขอให้สถานประกอบกิจที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 ถึง 10 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือหมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 1506

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 5/3/2561

 

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai