รายงานแอมเนสตี้ฯ เผย พม่าสร้างถนน ฐานทัพบนซากชุมชนโรฮิงญา

รายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยโครงการก่อสร้างของทางการพม่าบนพื้นที่ที่ชาวโรฮิงญาเคยอยู่อาศัย หมู่บ้านถูกไถกลบและแทนที่ด้วยฐานทัพ ถนน ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็นเผย หมู่บ้านโดนเผาทำลายแล้ว 319 แห่ง พบหลักฐานละเมิดสิทธิมนุษยชนมัดตัวพม่าแน่นหนา

บ้านชาวโรฮิงญาที่ถูกเผาในปี 2560 (ที่มา: Wikipedia)

เมื่อวานนี้ (12 มี.ค. 2561) แอมเนสตี้ อินเตอร์แนชั่นแนล รายงานว่า พื้นที่ที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่กำลังถูกแทนที่ด้วยสิ่งปลูกสร้าง ถนน และฐานที่มั่นของทหาร (ดาวน์โหลดรายงานเพื่อดูรูปภาพ)

กองกำลังจากกองทัพพม่าได้ทำการกวาดล้าง ขับไล่และกระทำทารุณกรรมต่อชาวโรฮิงญามาตั้งแต่ราวเดือน ส.ค. เมื่อปีที่แล้ว เพื่อเป็นการตอบโต้การโจมตีของกลุ่มมุสลิมโรฮิงญาติดอาวุธ Arakan Rohingya Salvation Army (ARSA) ปัจจุบัน รายงานจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สหประชาชาติเพื่อสิทธิมนุษยชน (OHCHR) รายงานว่ามีชาวโรฮิงญาต้องลี้ภัยจากประเทศพม่าแล้วราว 700,000 คน โดยส่วนมากอยู่ที่บังกลาเทศ นอกจากนั้นชาวโรฮิงญายังถูกสังหาร ข่มขืน ซ้อมทรมาน บังคับสูญหายและถูกบังคับให้อดอาหารอย่างเป็นระบบ

แอมเนสตี้ฯ รายงานว่า แม้ความรุนแรงในรัฐยะไข่จะบรรเทาลง แต่กระบวนการป้องกันไม่ให้ชาวโรฮิงญากลับมาตั้งรกรากยังดำเนินอยู่ผ่านโครงการก่อสร้างต่างๆ ในพื้นที่ที่เดิมเป็นที่อยู่อาศัยของชาวโรฮิงญา ข้อคนพบที่ได้จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์และวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมพบว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค. ที่ผ่านมา มีการรื้อ ไถกลบหมู่บ้านที่ถูกเผาทำลาย มีการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ต่างๆ ทั้งบ้าน มัสยิด แม้กระทั่งเรือกสวนและต้นไม้ ทำให้แอมเนสตี้ฯ กังวลว่าพฤติการดังกล่าวคือการพยายามทำลายหลักฐานของความรุนแรงต่อชาวโรฮิงญา และอาจมีผลกระทบต่อการสืบสวนในอนาคต

นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้ขยายโครงสร้างต่างๆ เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารทั่วรัฐยะไข่ ไม่ว่าจะเป็นฐานทัพของทหารและตำรวจชายแดน รวมถึงลานจอดเฮลิคอปเตอร์อีกด้วย ภาพถ่ายจากดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าการก่อสร้างดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ฐานทัพใหม่ถูกสร้างทับพื้นที่ของชาวโรฮิงญาเดิม และยังมีการถางป่าเพื่อขยายพื้นที่ด้วย นักวิเคราะห์ภาพดาวเทียมยืนยันว่ามีฐานทัพถูกสร้างขึ้นในตอนเหนือของรัฐยะไข่สามแห่ง โดยสองแห่งอยู่ที่เมืองมองดอว อีกหนึ่งแห่งอยู่ที่เมืองบูธิดอง เมืองที่เป็นเป้าหมายปฏิบัติการทางทหารของกองทัพพม่าเมื่อเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว ฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่เมืองบูธิดอง ที่ๆ ชาวโรฮิงญาที่ยังอาศัยอยู่ถูกขับไล่ออกจากพื้นที่เพื่อจะดำเนินโครงการก่อสร้าง

“ผู้คนต่างตื่นตระหนกและไม่มีใครอยากอยู่เพราะกลัวว่าจะเจอความรุนแรงมากกว่าเก่า” คือคำพูดจากผู้ชายอายุ 31 ปีที่หนีไปยังบังกลาเทศในเดือน ม.ค. หลังทหารได้สร้างรั้วและป้อมยามใกล้ๆ กับหมู่บ้านที่เขาอาศัย

วันนี้ (13 มี.ค. 2561) OHCHR ได้มีรายงานว่า มาร์ซูกี ดารุสมาน หัวหน้าคณะค้นหาความจริงในพม่าได้แถลงถึงข้อคนพบจากการลงพื้นที่สืบสวนในบังกลาเทศ มาเลเซีย และไทย โดยสัมภาษณ์เชิงลึกกับเหยื่อและผู้เห็นเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า และวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม ภาพถ่ายและวิดีโอ พบว่าในรัฐยะไข่ คะฉิ่นและรัฐฉานมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างยาวนานและเป็นระบบ

กรณีรัฐยะไข่ ที่เป็นพื้นที่ปฏิบััติการกวาดล้างโดยกองทัพพม่า มีข้อค้นพบที่พิสูจน์ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากกองทัพพม่าจริง และพบว่ามีความเสียหายจำนวนมาก ภาพจากดาวเทียมพบว่า ปัจจุบันมีหมู่บ้านถูกเผาทำลายแล้ว 319 หมู่บ้าน

ข้อความตอนหนึ่งจากรายงานระบุว่า “มีคนเสียชีวิตจากการถูกยิงด้วยปืนซึ่งบ่อยครั้งมาจากการยิงใส่ชาวบ้านที่กำลังหลบหนีแบบไม่เลือกหน้า บางคนถูกเผาทั้งเป็นในบ้าน กรณีนั้นส่วนมากเป็นคนแก่ คนพิการและเด็กหนุ่ม หลายคนก็ถูกฟันด้วยของมีคม”

“ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาจนถึงตอนนี้บ่งชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงที่ทารุณอย่างถึงที่สุด” “เรามีหลักฐานที่ชัดเจนและแน่นหนา ว่ามีการใช้ความรุนแรงทางเพศกับผู้หญิงในแบบต่างๆ รวมทั้งการรุมข่มขืน”

 

แปลและเรียบเรียงจาก

 
Fact-finding Mission on Myanmar: concrete and overwhelming information points to international crimes, OHCHR News Release, March 13, 2018
 
Myanmar: Military land grab as security forces build bases on torched Rohingya villages, Amnesty International, March 12, 2018