จีนโวมีเทคโนโลยีแว่นติดกล้องจดจำใบหน้า-หายนะต่อสิทธิความเป็นส่วนตัว?

เดือนที่แล้วทางการจีนแสดงอานุภาพของการสอดแนมด้วย "แว่นตา" ติดกล้องที่มีระบบจดจำและแยกแยะใบหน้า อ้าง สามารถใช้จับกุมผู้ต้องสงสัยได้จำนวนหนึ่งจากกลุ่มฝูงชนในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา เรื่องนี้จะเป็นเพียงการอวดอ้างในเชิงขู่เฉยๆ หรือคือหายนะของสิทธิความเป็นส่วนตัวของพลเมืองกันแน่

ภาพประกอบจากหนังสั้นเรื่อง 17

15 มี.ค. 2561 มีเรื่องน่าเป็นห่วงเกี่ยวกับสิทธิความเป็นส่วนตัว จากเมื่อไม่นานมานี้สื่อเกี่ยวกับเทคโนโลยีเปิดเผยว่าทางการจีนติดเทคโนโลยีสอดแนมใหม่ให้กับตำรวจเป็นแว่นตาที่มาพร้อมกับระบบจดจำใบหน้า โดยเชื่อมต่อเครื่องมือดังกล่าวนี้กับฐานข้อมูลผู้ต้องสงสัย 10,000 คน ที่ถูกประกาศจับ

สื่อรัฐบาลจีนพีเพิลเดลีระบุว่าเครื่องมือสอดแนมนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ทางการในช่วงเทศกาลใหญ่ๆ อย่างช่วงตรุษจีน รวมถึงเผยแพร่ภาพตำรวจสวมแว่นระบบจดจำใบหน้าที่มีลักษณะคล้ายแว่นกันแดดพร้อมกับตรวจตราสถานีรถไฟในเมืองเจิ้งโจว สื่อพีเพิลเดลียังคงพยายามโฆษณาอีกว่าแว่นดังกล่าว "มีประสิทธิภาพสูงในการคัดกรอง" ผู้ต้องสงสัยออกจากกลุ่มฝูงชน

บริษัท LLVision เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเครื่องมือชิ้นนี้ พวกเขาบอกว่าเครื่องมือจะสามารถระบุตัวตนของบุคคลหนึ่งๆ ผ่านการเทียบกับฐานข้อมูลผู้ต้องสงสัย 10,000 คน ภายในเวลาสั้นๆ เพียง 100 มิลลิวินาที ซึ่งเร็วกว่าระบบกล้องแบบติดตั้ง อุปกรณ์นี้สามารถทำให้ตำรวจทางรถไฟเจิ้งโจวจับกุมผู้ต้องสงสัย 7 ราย และบุคคล 26 ราย ที่ถูกกล่าวหาว่าใช้เอกสารระบุตัวตนของคนอื่นในการเดินทาง

วิลเลียม นี นักวิจัยจีนจากองค์กรแอมเนสตีอินเตอร์เนชันแนลกล่าวว่าอุปกรณ์สอดแนมตัวนี้จะทำให้ทางการจีนมีศักยภาพในการสะกดรอยผู้ต่อต้านทางการเมืองและสืบประวัติชนกลุ่มน้อยได้

บริษัท LLVision พัฒนาเทคโนโลยีตัวนี้โดยร่วมมือกับตำรวจในหลายมณฑล ตัวของแว่นทำขึ้นโดยอิงหลักการของกล้องวิดีโอแบบสวมใส่ได้ แต่ไม่ได้มีระบบจดจำใบหน้าในตัวมันเอง สนนราคาขายอยู่ที่ 3,999 หยวน (ราวเกือบ 20,000 บาท) และได้วางขายให้นักธุรกิจและบุคคลทั่วไปแล้ว ในส่วนแว่นที่มีระบบสอดส่องหรือที่ทางบริษัทเรียกว่า “เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการระบุตัวตน” ไม่มีการระบุราคาเพราะต้องตีราคาตามการออกแบบแต่ก็ไม่ได้ให้ราคาเกี่ยวกับระบบการตรวจจับใบหน้าที่ใส่เข้าไปด้วย ทั้งยังบอกว่าพวกเขาตรวจสอบลูกค้าอย่างเคร่งครัด และจะไม่เปิดขายแบบเต็มตัวจนกว่าจะทราบว่าผลิตภัณฑ์มีผลกับผู้คนอย่างไรบ้าง

ทางบริษัทให้ข้อมูลกับสื่อวอลล์สตรีทเจอร์นัลว่า ได้ส่งออกแว่นตาประเภทที่ไม่มีระบบสอดส่องไปยังแอฟริกา สหรัฐฯ ยุโรปและญี่ปุ่นแล้ว

นี่เป็นแค่หนึ่งในสิ่งที่สะท้อนโลกอนาคตที่รัฐบาลพยายามสอดแนมประชาชน บางทีเทคโนโลยีเหล่านี้ก็กลับก่อปัญหาให้กับประชาชนด้วยกันเอง เช่น กรณีของกูเกิลกลาสที่เคยทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันเพราะมีคนๆ หนึ่งสงสัยว่าอีกฝ่ายหนึ่งกำลังบันทึกภาพของเขาด้วยอุปกรณ์ที่ว่านี้อยู่ สหรัฐฯ เองก็มีเทคโนโลยีการสอดแนมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องตรวจจับเสียงปืน เครื่องอ่านทะเบียนรถ การขุดเจาะข้อมูล รวมถึงเทคโนโลยีโดรน

เรื่องนี้ชวนให้ตั้งคำถามว่าการกระทำของรัฐบาลจีนเป็นแค่ความต้องการจัดฉากแสดงศักยภาพในการสอดแนมหรือไม่ เช่น กรณีหนึ่งที่มีการใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าร่วมกับกล้องวิดีโอวงจรปิดแสดงการจับกุมตัวนักข่าวบีบีซีรายหนึ่งที่ชื่อจอห์น ซัดเวิร์ธ ซึ่งไม่ใช่การจับกุมจริงแต่เป็นแค่การจัดฉากสร้างสถานการณ์ของรัฐบาลจีนเพื่อทำให้คนรับรู้ถึงอำนาจในการสอดแนมของพวกเขา

เรียบเรียงจาก

Chinese police get facial recognition glasses, Naked Security, Feb., 2018

China’s CCTV surveillance network took just 7 minutes to capture BBC reporter, Tech Crunch, Dec. 14, 2017

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์