อัพเดทล่าสุดเมื่อ 10 ชั่วโมง 40 นาที ที่ผ่านมา
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

มายาคติเกี่ยวกับอินเดีย และเรื่องที่คนไทยยังไม่ยอมรับรู้

 

หากจะพูดถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเอื่อนเอ่ยชื่อประเทศอินเดียขึ้นมา วินาทีนี้คงต้องยอมรับแล้วว่า อินเดียมาแรงแซงทุกโค้ง เพราะตอนนี้ขึ้นแท่นประเทศที่มี GDP เติบโตสวนทวนกระแสโลก ที่สำคัญตัวเลขดังกล่าวยังเติบโตแซงหน้าประเทศจีนเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว อินเดียกำลังกลายเป็นพื้นที่การลงทุนที่มีความสำคัญยิ่งของหลากหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศในฝั่งตะวันตก ในขณะที่ประเทศในแถบเอเชียก็กำลังทยอยเข้าไปจีบอินเดียมากยิ่งขึ้น ทั้งสิงคโปร์ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น

แต่ในทางกลับกันเมื่อพูดถึงอินเดีย ในสายตาของคนไทยคงได้แต่เบ้ปาก กรอกตาบนวนไป พร้อมกับภาพมายาคติและภาพจำที่ฝังหัว ทั้งเรื่องกลิ่นกายที่ชวนให้ปวดเศียรเวียนเกล้า อาบังขายโรตี ขายถั่ว ขายผ้า หรือแม้แต่ภาพคนยากคนจนวิ่งตามขอเงินกันให้วุ่นเวลาไปแสวงบุญตามสังเวชนียสถานต่างๆ ในประเทศอินเดีย

ทำไมคนไทยมองคนอินเดีย และตัดสินประเทศอินเดียแบบนั้น

คำตอบของคำถามนี้สามารถตอบง่ายๆ ได้ว่า คนไทยในปัจจุบันไม่ได้ไปสัมผัสประเทศอินเดียที่แท้จริง ไปเพียงผิวเผิน ไปเพียงเพื่อแสวงบุญ ซึ่งปัญหาก็อยู่ที่การแสวงบุญนั่นแหละ พูดง่ายๆ ก็คือ เวลาคนไทยเดินทางไปแสวงบุญ สถานที่หลักๆ ที่คนไทยจะได้ไป ก็จะประกอบไปด้วย เมืองคยา (Gaya) ในรัฐพิหาร (Bihar) เมืองสารนาถ พาราณสีและกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ และสุดท้ายก็จะเป็นเมืองลุมพินี ที่อยู่ในฝั่งประเทศเนปาล ปัญหาสำคัญของทริปแสวงบุญที่คนไทยนิยมไปก็คือ ทั้งรัฐอุตตรประเทศและรัฐพิหาร ขึ้นชื่อรือชาว่าเป็นรัฐที่มีประชากรมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ที่สำคัญคือมีเศรษฐกิจที่ไม่ดี ตัวเลข GDP ต่อประชากรต่ำที่สุดโดยเปรียบเทียบกับรัฐอื่นๆ ทั้งนี้เป็นเพราะแหล่งรายได้หลักของทั้ง 2 รัฐคือ การเกษตรนั่นเอง จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ถ้าเราเดินทางเยือน 2 รัฐนี้ สองข้างทางก็จะเต็มไปด้วยทุ่งนา ภูเขา และผืนดินกว้างๆ สุดลูกหูลูกตา ฉะนั้นจากเหตุข้างต้นก็จะนำมาซึ่งผลที่ว่า คนไทยส่วนใหญ่ที่ได้เห็นอินเดีย ก็จะได้เห็นอินเดียในพื้นที่แล้นแค้น จากนั้นก็ประติดประต่อและนึกคิดเอาว่า พื้นที่แบบนี้ก็คงมีทั่วๆ ไปในอินเดีย จึงเกิดการเล่าปากต่อปาก ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจกันว่าอินเดียคงมีแต่ความยากจน และขอทาน

ในขณะที่ทริปการเดินทางแสวงบุญส่วนใหญ่ของคนไทย เน้นการเดินทางด้วยรถยนต์ ซึ่งอาศัยถนนเป็นสำคัญ ทำให้การผจญภัยสุดโหดของหลายคนมาประสบพบเจอที่อินเดียเป็นครั้งแรก ทั้งเรื่องห้องน้ำข้างทางที่ไม่มี เรื่องอาหารการกินตามท้องถนน เป็นต้น อย่างไรก็ตามต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โดยพื้นฐานแล้วอินเดียมีแนวทางการพัฒนาการคมนาคมขนส่งสาธารณะที่แตกต่างจากประเทศไทย เพราะอินเดียมุ่งเน้นการขนส่งทางรางเป็นสำคัญ แตกต่างจากไทยที่เน้นการพัฒนาถนน ทำให้เส้นทางของโครงข่ายรถไฟในอินเดีย มีความครอบคลุมและสะดวกสบายกว่า ในขณะที่การก่อสร้างถนนถือเป็นความสำคัญลำดับรองลงมา ดังนั้นเมื่อการแสวงบุญอาศัยการเดินทางบนท้องถนนเป็นสำคัญ การเทียบเคียงจึงเกิดขึ้น และนำมาสู่บทสรุปที่ว่าอินเดียยังไม่เจริญ เพราะถนนยังไม่ดีเท่าเมืองไทย ในขณะที่คนไทยหลายคนยังไม่ได้ลิ้มลองนั่งรถไฟชั้นหนึ่งของอินเดียเลยด้วยซ้ำ โดยที่หารู้ไม่ว่าการเดินทางด้วยระบบรางรวดเร็วและสะดวกสบายกว่าบนท้องถนนมาก และจะมีคนไทยสักกี่คนที่ทราบว่ารถไฟอินเดียพัฒนาไกลจนมีระบบจอสัมผัสในขบวนรถไฟแล้ว


Figure1:  http://www.mensxp.com

และเพื่อลบล้างมายาคติที่คนไทยมีต่อคนอินเดีย ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมาบอกเล่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในอินเดีย ในมุมมองที่คนไทยยังไม่เคยเห็น และไม่ได้รับรู้กันอย่างกว้างขวาง อันเนื่องมาจากช่องทางข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่อย่างจำกัด ผนวกกับมายาคติต่อประเทศอินเดียที่ทำให้คนไทยไม่ใส่ใจ โดยมีความหน้าสนใจหลักๆ ดังนี้

ประการแรกอินเดียเติบโตแบบแผ่กระจายไม่ใช่กระจุกตัว ดังที่ทราบกันดีว่าประเทศอินเดียมีลักษณะเป็นการรวมตัวของรัฐต่างๆ มากถึง 29 รัฐ และมีประชากรกว่า 1.2 พันล้านคน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศอินเดียจึงอาศัยการพัฒนาแบบกระจายอำนาจที่สูงมาก มุขมนตรี (Chief Minister) ของแต่ละรัฐ มีอำนาจหน้าที่ในการวางแนวทางเศรษฐกิจของรัฐ รวมถึงการจัดเก็บภาษีเพื่อพัฒนารัฐของตน ในขณะที่รัฐบาลกลางทำหน้าที่ในการส่งเสริมแผนดังกล่าว เพื่อให้แต่ละรัฐมีแนวทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจของตน อินดียจึงมีการจัดวางตำแหน่งและหน้าที่ของรัฐต่างๆ ทำให้เกิดการกระจายตัวของความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ อาทิเช่น เมืองบังกาลอร์ หรือที่เรารับรู้ในชื่อ silicon valley แห่งเอเชีย ที่ถือเป็นเมืองศูนย์กลางของอุตสาหกรรมซอฟแวร์ขนาดใหญ่ของอินเดีย ในขณะที่เมืองมุมไบ ผันตัวเองเป็นเมืองศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจและบริการทางด้านการเงิน จึงมีสถาบันทางการเงิน ธนาคาร และบริษัทหลักทรัพย์จำนวนมากอยู่ที่นั่น ในอีกทางหนึ่งเมืองเชนไน ผันตัวเองเป็นเมืองท่าค้าขายระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีเมืองไฮเดอร์ราบัด ที่กำลังพัฒนาตัวเองเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ และสำหรับเมืองนิวเดลี ถูกจัดวางให้เป็นศูนย์กลางทางการเมือง การปกครองและการบริหาร ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าอินเดียมีการกระจายความมั่งคั่งไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อลดการกระจุกตัวของผู้คนในเมืองใหญ่ การไปเยือนเมืองที่แตกต่างกันก็จะได้รับบรรยากาศหรือความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน เปรียบเสมือนการเดินทางเยือนประเทศใหม่ๆ เราจึงไม่สามารถตัดสินอินเดียได้จากเมืองใดเมืองหนึ่งที่เราไปเยือนได้

ประการที่สองคนอินเดียมีนิสัยไม่ค่อยชอบทดลองของใหม่เท่าไหร่นัก มันจึงเป็นเหตุผลว่าเราจะประสบปัญหากลิ่นเต่าของคนอินเดีย เพราะหลายๆ คนยังคงนิยมใช้สารส้มกันอยู่ ทั้งที่จริงๆ แล้วอินเดียก็มีเครื่องระงับกลิ่นกายจำหน่ายเหมือนกัน ซึ่งก็มีหลายคนเริ่มใช้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบรรดาเด็กรุ่นใหม่ที่มีการศึกษา แต่ปัญหาก็คือคนกลุ่มนี้ยังเป็นคนส่วนน้อยของสังคมอินเดีย ทำให้เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนแล้ว คนไทยก็จะเจอคนกลุ่มหลังที่ไม่นิยมใช้เครื่องระงับกลิ่นมากกว่า แนวคิดหรือวัฒนธรรมความกลัวต่อสิ่งใหม่ สะท้อนให้เห็นในหลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นเตารีดแบบถ่านเผาไฟ ที่ยังใช้อย่างแพร่หลายในสังคมอินเดีย แม้เตารีดไฟฟ้าจะเข้ามาในสังคมอินเดียนานแล้วก็ตาม หรือแม้แต่การเดินห้างสรรพสินค้าของคนอินเดีย ที่จะเห็นได้ว่าหลายคนเลือกเดินบันไดปกติ ทั้งที่ตามห้างสรรพสินค้าจำนวนมากของอินเดียมีลิฟท์หรือบันไดเลื่อนแล้ว ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าอินเดียมีความล้าหลัง แต่มันคือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของสังคมและวัฒนธรรมอินเดียต่างหาก หลังจากมีการปรับปรุงโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน และต้องทำความเข้าใจด้วยว่า การจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนกว่า 1.2 พันล้านคน ในชั่วพริบตาเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมและวัฒนธรรมของอินเดียจึงเป็นไปอย่างช้าๆ ซึ่งหากไม่ตั้งใจสังเกตจะไม่สามารถเล็งเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ การตัดสินคนอินเดียทั้งประเทศจากการพบเจอคนอินเดียไม่กี่คนจึงถือเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมเท่าไหร่นัก

ประการที่สามชนชั้นกลางของอินเดียกำลังเติบโต มายาคติว่าด้วยความยากจนของอินเดียกำลังจะลางเลือน เมื่อกลุ่มชนชั้นกลางในอินเดียกำลังเพิ่มมากยิ่งขึ้นจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนจากต่างประเทศ กลุ่มคนเหล่านี้เองถือเป็นฐานสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและวัฒนธรรมของสังคมอินเดีย เพราะมีกำลังซื้อมาก และเป็นแรงงานที่สำคัญ ทั้งในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศอินเดีย ความหน้าสนใจของชนชั้นกลางอินเดียคือ มีระดับการศึกษาที่ดี มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างมั่นคง รวมถึงมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกมาก สิ่งเหล่านี้ทำให้ฐานคิดของคนกลุ่มนี้แตกต่างออกจากคนยุคเดิมและคนที่มีรายได้น้อย ส่งผลให้ในช่วงที่ผ่านมาโครงสร้างเชิงวัฒนธรรมในหลายประเด็นมีความเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้น หลายครอบครัวเลิกระบบการรับสินสมรสจากฝ่ายหญิง เกิดการแต่งงานข้ามวรรณะมากยิ่งขึ้น ปรากฎการณ์เหล่านี้คงดูจะผิดหูผิดตากับที่คนไทยหลายคนคาดคิด หรือมีมโนภาพเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมอินเดีย

ประการสุดท้ายดาราไทยกำลังดังในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย อันประกอบไปด้วยรัฐสิกขิม อัสสัม มณีปุระ นากาแลนด์ ตรีปุระ เมกะลายา มิโซรัม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐมณีปุระ สิ่งนี้คงเป็นประเด็นที่คนไทยไม่รู้ตัวว่าหนังไทยกำลังบูมเอามากๆ ในอินเดียฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่เฉพาะแต่หนังไทยหรือดาราไทยเท่านั้นที่กำลังเป็นที่นิยมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย หนังเกาหลีหรือดาราเกาหลีก็เช่นกัน เรื่องนี้ก็คงลบภาพติดตาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมภาพยนต์ในอินเดีย ที่สังคมไทยมักมองว่าถูกครอบครองโดยภาพยนต์บอลลีวูด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว รสนิยมการชมภาพยนต์ของคนอินเดียมีความหลากหลายเอามากๆ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีลักษณะทางประเพณีและวัฒนธรรมใกล้เคียงกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าความเป็นอินเดีย ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างประเทศอินดียและเมียนมาร์ 

สุดท้ายนี้อินเดียในความเป็นจริงนั้นดูจะห่างไกลจากสิ่งที่คนไทยจดจำหรือคาดคิดเอาไว้มากอยู่พอสมควร แต่มันไม่ได้ผิดอะไรที่คนไทยจะมองคนอินเดียไปในทางที่ตนเองอยากจดจำ เพราะจะเห็นได้ว่าอินเดียมีความแตกต่างหลากหลายที่ค่อนข้างมาก ในขณะที่คนไทยมีลักษณะที่ไม่แตกต่างกันชัดเจนนัก เพราะเราถูกกลืนกลายจนกลายเป็นคนไทยเหมือนกัน เราจึงชินกับลักษณะความเป็นหนึ่งเดียว เมื่อไปอยู่ในประเทศที่เชิดชูความหลากหลาย เราจึงขาดประสบการณ์ในประเด็นดังกล่าว และพยายามใช้ประสบการณ์ที่มีตัดสินมันลงไป โดยหลงลืมที่จะทำความเข้าใจบริบทของประเทศอื่นๆ ที่ชูประเด็นเกี่ยวกับความเป็นชาติหรือรัฐที่ต่างไปจากเมืองไทย การตัดสินประเทศอื่นจากการรับรู้เพียงชั่วครู่ ก็ดูจะไม่ยุติธรรม และคงจะไม่ต่างจากมุมมองของชาวตะวันตกในช่วงการล่าอาณานิคมที่มองสังคมเอเชียว่าป่าเถื่อนนัก

“อินเดียที่คนไทยจดจำจึงมีพื้นฐานมาจากเรื่องความเป็นหนึ่งเดียว ทั้งที่อินเดียที่คนไทยควรรับรู้คือความหลากหลายที่เชื่อมประสานกันอย่างลงตัว”

อ้างอิง
Das, B. (2014, FEBRUARY 17). Manipur: A part of India where Korea rules. Retrieved from Aljazeera: http://www.aljazeera.com/indepth/features/2014/02/part-india-where-korea-rules-20142177748733701.html

 

 

 

 

เกี่ยวกับผู้เขียน: ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก กำลังศึกษาปริญญาโท สาขา International Relations and Area Studies ณ Jawaharlal Nehru University ประเทศอินเดีย

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai