อัพเดทล่าสุดเมื่อ 1 ชั่วโมง 29 นาที ที่ผ่านมา

ญาติโวย รพ.เอกชนไม่ยอมให้ใช้สิทธิป่วยฉุกเฉิน ทั้งที่ สพฉ.ระบุว่าเข้าเกณฑ์ 'ป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่'

ลูกสาวโวยพ่อป่วยฉุกเฉินขอใช้สิทธิ์คุ้มครองค่ารักษา 72 ชั่วโมงจากโรงพยาบาลเอกชนไม่ได้ ทั้งๆ ที่ สพฉ.แจ้งผ่านการประเมิน พร้อมไล่ให้ไปยื่นเอกสารเอง 

 

22 มี.ค.2561 รายงานข่าวแจ้งว่า ตะวันนา บานแย้ม ผู้เสียหายที่เข้าร้องเรียนกรณีบิดาได้รับปัญหาจากการเข้ารับบริการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา เวลา 19.00 น. บิดาได้เกิดอาการปากเบี้ยว ขยับตัวไม่ได้ ที่บ้านพักในซอยลาดพร้าว 87 ตนและญาติจึงได้รีบนำส่งโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียง และมาถึงในเวลา 20.30 น. ซึ่งแพทย์และพยาบาลได้นำตัวเข้ารับการรักษาที่ห้องไอซียูทันที

จากนั้น เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ได้สอบถามว่าบิดามีสิทธิ์การรักษาพยาบาลสิทธิ์ใดหรือไม่ จึงได้ตอบกลับไปว่ามีเพียงสิทธิ์บัตรทองเท่านั้น แต่ทราบมาว่ารัฐบาลมีนโยบาย “การเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” หรือ Universal Coverage for Emergency Patients (UCEP) ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินในกรอบเวลา 3 วัน ซึ่งตนนำบิดาส่งโรงพยาบาลภายในกรอบเวลา 4 ชั่วโมงนับตั้งแต่ทราบว่ามีอาการป่วย จึงได้สอบถามไปยังสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ซึ่งยืนยันว่าบิดาของตนผ่านเกณฑ์การใช้สิทธิ์ตามนโยบายดังกล่าว 

ตะวันนา กล่าวว่า จากนั้นได้สอบถามไปยังโรงพยาบาลเพื่อขอใช้สิทธิ์ UCEP ซึ่งพยาบาลแจ้งว่าให้ติดต่อฝ่ายกฎหมายของโรงพยาบาลในวันถัดไป ซึ่งคือวันที่ 5 มีนาคม 2561 ซึ่งตนก็ได้สอบถามฝ่ายกฎหมาย แต่พบว่ามีการบันทึกเวลาที่พบอาการผิดไปจากความเป็นจริง โดยระบุเวลาพบอาการป่วยเป็น 15.30 น. ซึ่งได้ชี้แจงไปว่ามีการบันทึกผิดพลาด พร้อมกับนำพยานมายืนยันเวลาป่วยกระทั่งถึงเวลาที่นำส่งถึงมือแพทย์ และทางโรงพยาบาลก็ยินดีจะเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่ถูกต้องให้ 

“เมื่อผ่านเกณฑ์ UCEP จึงได้สอบถามโรงพยาบาลเกี่ยวกับเอกสารต่างๆ ที่ต้องจัดเตรียมเพื่อให้รับการคุ้มครอง 3 วันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล แต่ฝ่ายกฎหมายของโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ แจ้งว่าต้องให้ผู้ป่วยสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด และโรงพยาบาลจะทำเรื่องติดต่อไปยัง สพฉ.เพื่อให้เบิกจ่ายเป็นเช็คเงินสดกลับมาให้กับผู้ป่วย และต้องใช้เวลาราว 1-2 เดือน อีกทั้งยังได้รับแจ้งว่า สิทธิ์UCEP จะให้กับผู้ป่วยที่ไม่มีเงินจริงๆ หรือผู้ป่วยที่ถูกทิ้งไว้ แต่กรณีของบิดาเป็นอาการทางสมอง ยาบางตัวอาจไม่อยู่ในสิทธิ์ UCEP ด้วย และยังไม่ทราบว่าจะเบิกจ่ายได้เท่าไหร่ และไม่ทราบว่าจะผ่านเกณฑ์ของ สพฉ.ด้วยหรือไม่ ซึ่งได้ชี้แจงไปว่า ติดต่อสอบถามไปทาง สพฉ.แล้ว และได้คำตอบว่าบิดาของตนผ่านเกณฑ์” ตะวันนา กล่าว 

ตะวันนา กล่าวอีกว่า กระทั่งผ่านไปครบ 10 วัน แพทย์ที่ทำการรักษาเห็นว่าอาการผู้ป่วยดีขึ้นและพร้อมจะกลับบ้านแล้ว ซึ่งตนก็สอบถามเกี่ยวกับสิทธิ์ UCEP กับฝ่ายกฎหมายของโรงพยาบาลอีกครั้งว่าค่าใช้จ่ายในส่วนที่ต้องชำระเพิ่มเติมเป็นอย่างไร และสิทธิ์ดังกล่าวครอบคลุมค่าใช้จ่ายอย่างไรบ้าง ซึ่งญาติยินดีจะจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมดราว 1.5 แสนบาท เพียงแต่ต้องการเอกสารที่โรงพยาบาลระบุว่าต้องนำไปยื่นกับ สพฉ.เพื่อให้สิทธิ์ UCEP แต่กลับได้รับคำตอบที่ดูถูกตอบกลับมา 

“ฝ่ายกฎหมายของโรงพยาบาลคนเดิมบอกว่า เคสของบิดาเป็นเคสที่แก้ไข้ข้อมูล แล้วยังต้องการเรียกร้องว่าจะได้เงินคืนเท่าใด แต่ก็ชี้แจงไปว่าในช่วง 3 วันแรกหรือ 72 ชั่วโมงแรกที่รักษาอาการควรอยู่ในสิทธิ์  UCEP ซึ่งจะได้รับการคุ้มครองไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล แต่ฝ่ายกฎหมายคนเดิมกลับบอกอีกว่า ญาติหัวหมอ หากไม่พอใจให้ฟ้องร้องและไปเจอกันที่ศาล พร้อมกับปัดเอกสารที่ยื่นให้ทิ้งไป และบอกว่าญาติต้องนำเอกสารไปทำเรื่องกับ สพฉ.เพื่อรับเงินแทน แต่โรงพยาบาลก็ไม่ได้เอาเอกสารใดๆ ให้เพื่อให้ไปติดต่อกับ สพฉ.” ตะวันนา กล่าว

นอกจากนี้ ฝ่ายกฎหมายคนเดิมบอกอีกว่า นับตั้งแต่มีโครงการนี้ โรงพยาบาลไม่เคยได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าที่พูดเช่นนี้เป็นเพราะต้องการลดความเชื่อมั่นนโยบายหรือไม่ หรือต้องการให้เห็นภาพว่านโยบายดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการได้จริง และยังบอกอีกว่า หากคิดว่าไม่ต้องจ่ายเงินก็ให้ไปถามคนที่บอกเองว่าไม่จ่ายเงินคืนได้หรือไม่ และจะได้เงินคืนเท่าใดก็อยู่ที่บุญและกรรม 

ตะวันนา กล่าวว่า เมื่อเรื่องราวเป็นเช่นนั้น จึงได้สอบถามกลับไปยัง สพฉ.อีกครั้ง ซึ่งก็ได้รับคำชี้แจงมาว่า สพฉ.ไม่มีนโยบายให้คนไข้ หรือญาติยื่นเอกสารเอง สพฉ.จะติดต่อกับโรงพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินโดยตรงเท่านั้น และทราบมาว่าบันทึกข้อมูลของ สพฉ.พบว่าบิดาผ่านเกณฑ์การใช้สิทธิ์ในเบื้องต้น แต่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ไม่ได้ติดต่อส่งเอกสารเพื่อยืนยันการใช้สิทธิ์ใดๆ มาให้พิจารณาเลย 

“ก็เท่ากับว่าเรายังไม่ได้สิทธิ์ UCEP ใดๆ และจากนี้ต้องรออุทธรณ์กับ สพฉ.ในการใช้สิทธิ์ไปอีก 90 วันจึงจะทราบผล ไม่เข้าใจว่าโรงพยาบาลทำไมจึงไม่ดำเนินการให้ กระทั่งถึงวันนี้ (21 มีนาคม) ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อใดๆ จากโรงพยาบาลเกี่ยวกับเอกสารการใช้สิทธิ์ เมื่อโทรไปสอบถามฝ่ายกฎหมายก็ถูกบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด ซึ่งเดือดร้อนอย่างมาก” ตะวันนา กล่าวทิ้งท้าย 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai