เหตุผลที่คนรุ่นใหม่จะต้องเข้ามาจัดการปัญหาการเมืองไทย: New Generation Politics

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

การเมืองไทยในห้วงเวลาร่วมทศวรรษที่ผ่านมา เป็นการเมืองที่อุดมไปด้วยความขัดแย้งที่ไม่อาจลงรอยกันได้ ของสองขั้วความคิดทางการเมืองในสนามการเมืองของไทย ต่างฝ่ายก็ต่างหมกมุ่นอยู่กับจุดมุ่งหมาย และมองโลกให้เป็นไปตามที่ตนเองคิด จึงกลายเป็นการ ‘หันหน้ากันคนละทาง สร้างดาวกันคนละดวง’  ทั้งสองฝ่ายไม่อาจหันมาปรองดองกันด้วยเหตุผลได้อีกต่อไป จึงเกิดเป็นความรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงทางกายภาพ หรือความรุนแรงผ่านการผลิตสร้างวาทกรรมที่เอาไว้โจมตีบ่อนทำลายฝ่ายตรงข้ามตน สังคมที่แตกแยกเหล่านี้จึงส่งผลให้ภาคสังคมส่วนหนึ่งก็เกิดความอ่อนแอ ที่จะรวมพลังขึ้นมาต่อต้านกับความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากการกระทำของรัฐ อันเนื่องด้วยจากภาคสังคมบางส่วนกลับเป็นผลผลิตจากอุดมการณ์แบบเดียวกับรัฐจึงไม่เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน และบางกลุ่มที่ไม่ได้ออกมาต่อต้านความไม่เป็นธรรมเหล่านั้น เพราะมัวแต่หลงหมกมุ่นอยู่กับความขัดแย้ง และความเกลียดชังระหว่างฝ่ายตนและฝ่ายตรงข้ามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ในการขจัดปัญหาดังกล่าวจึงมิอาจจัดการได้ด้วยกลุ่มคนที่สนใจแต่ฝ่ายตน และพร้อมจะฟาดฟันทำลายฝ่ายตรงข้ามไม่ว่าฝ่ายนั้นจะกระทำกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ในสภาพสังคมเช่นนี้จึงจำเป็นต้องให้กลุ่มคนที่เป็น กลุ่มใหม่ เข้ามาจัดการปัญหา คนกลุ่มใหม่ในที่นี่คือกลุ่มคนที่ ไม่ได้/ไม่เคยเอาตัวเองเข้าไปคลุกคลีตีวงอยู่กับปัญหาความขัดแย้งเหล่านั้น แต่กลับกลายเป็นกลุ่มคนที่ตระหนักรู้ถึงปัญหาเหล่านั้นอย่างมหาศาล ด้วยเหตุผลอย่างตื้นเขินที่สุดคือ คนกลุ่มใหม่เหล่านั้นเป็นภาคส่วนหนึ่งของสังคมเช่นกัน พวกเขาล้วนได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากสนามรบทางความคิด และลานประลองทางอุดมการณ์ของทั้งสองฝ่าย ที่สะท้อนออกมาด้วยความเกลียดชัง ในช่วงเวลาเหล่านั้นคนกลุ่มใหม่เหล่านั้นยังคงเป็นเด็กน้อย หรือเด็กหนุ่ม ที่ถูกกดทับด้วยภาระหน้าที่ และสถานภาพทางสังคมของบุคคลที่แตกต่าง ส่งผลให้พวกเขาไม่อาจเข้ามามีบทบาทในการจัดการความขัดแย้งที่พวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย (อย่างไม่ได้ตั้งใจ หรือตั้งใจก็ตาม)

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่า คนกลุ่มใหม่เหล่านี้จึงอยู่ในสภาวะจำยอมที่จะต้องอยู่ร่วมกับสังคมที่พวกเขาไม่ได้เป็นคนสร้างขึ้นมา ต้องอยู่กับปัญหาที่คนรุ่นพวกเขาไม่ได้เป็นคนก่อ และไม่ได้มีส่วนเข้าไปตัดสินใจด้วยซ้ำ แต่ด้วยปัญหาที่ดำรงอยู่เบื้องหน้าของพวกเขา อันเป็นปัญหาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงส่งผลให้คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งมีความสำนึกถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลงในสังคม คนรุ่นใหม่ในที่นี่จึงไม่ได้หมายรวมถึงเพียงคนที่มีอายุน้อยเพียงอย่างเดียว อายุไม่ได้เป็นตัววัดว่าคนกลุ่มไหนเป็นรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ แต่หากเป็นกลุ่มคนที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในสังคม ต้องการจัดการปัญหาที่พวกเขาไม่ได้เข้าไปมีส่วนก่อ แต่ต้องทุกข์ระทมอยู่กับปัญหาเหล่านั้น คนรุ่นใหม่ทั้งหลายแม้บางคนไม่ได้มีความสำนึกต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมเลย แต่อย่างน้อยหากจะคิดอย่างเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด คนรุ่นใหม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงสภาพที่เป็นอยู่เพื่อตัวของพวกเขาเอง เนื่องด้วยในอนาคตภายหน้านั้น พวกเขาก็จะเป็นผลผลิตของยุคสมัยที่ต้องถูกผลักเข้าไปสู่พื้นที่ทางเศรษฐกิจ และการเมืองที่คนรุ่นก่อนหน้าได้สร้างไว้ อันอุดมไปด้วยปัญหา และความไม่เป็นธรรม (อย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน) จึงเป็นความจำเป็นที่คนรุ่นใหม่เหล่านั้นต้องเข้ามาจัดการปัญหาด้วยตัวของพวกเขาเอง เพื่อตัวของพวกเขาเอง

การต่อสู้ในอนาคตจึงเป็นการต่อสู้กับคนรุ่นเก่า ที่อยู่กับปัญหาและความขัดแย้งโดยไม่อาจลงรอยกันได้ เป็นกลุ่มคนที่ไม่อาจประสานกันได้ด้วยจุดร่วมใดเลย พวกเขามีจุดยืนและจุดมุ่งมาดปารถนาที่ต่างกัน แต่ในทางกลับกัน คนรุ่นใหม่ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทในสังคมนั้น มีจุดร่วมกันอย่างเป็นองค์รวมสองประการคือ ประการที่หนึ่ง พวกเขาคือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบของความขัดแย้งที่ตนไม่ได้เป็นคนก่อ แต่ปัญหาเหล่านั้นมันได้กดทับ และสร้างความทุกข์แก่พวกเขา อันนำพามาสู่ ประการที่สอง คือคนรุ่นใหม่ทั้งหลายล้วนเป็นกลุ่มคนที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง อันเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ ไม่ว่าจะไปในทิศทางใดก็ตามแต่ ต้องเป็นสังคมที่ไม่ซ้ำรอยกับสังคมที่พวกเขาประสบพบเจอในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นสภาวะที่พวกเขาไม่อาจทนรับมันต่อไปได้ ต้องเป็นสังคมที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ‘จะต้องไม่มีใครต้องตายเพราะความเห็นที่แตกต่าง’

ท้ายที่สุดนี้ แม้คนรุ่นใหม่จะเป็นเพียงพลังที่น้อยมาก เมื่อเทียบกันกับพลังของคนกลุ่มก่อนหน้าที่ผนึกกันอย่างเข้มแข็งเพื่อปกป้องสภาพความเป็นอยู่ของตน แต่อย่างน้อยที่สุดคนรุ่นใหม่ทั้งหลายยังคงได้เปรียบในเรื่องของเวลา มนุษย์แม้มีอำนาจล้นพ้น ยิ่งใหญ่มากมายเพียงใด แต่ก็จำนนด้วยข้อจำกัดของเวลา เวลาที่จะนำพาคนกลุ่มเก่าทั้งหลาย หลุดพ้นออกจากวงอำนาจที่พวกเขามี และจะถูกแทนที่ด้วยคนกลุ่มใหม่ที่ถูกกดทับมากขึ้นเรื่อย ๆ คนรุ่นใหม่ทั้งหลาย เวลานี้คือเวลาที่จะต้องสั่งสมกำลังของกันและกัน เพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่า เปลี่ยนแปลงให้เป็นไปในทิศทางที่ก้าวหน้า ไม่ใช่เวลาของการยอมจำนนต่อสิ่งที่เคยมี และกลืนร่างไปกับมัน ความหวังที่มีอยู่น้อยนิดนี้ไม่อาจหาได้จากใคร นอกจากคนรุ่นใหม่ ทั้งหลายทุกผู้ทุกท่าน

เกี่ยวกับผู้เขียน: สัพพัญญู วงศ์ชัย นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สำนักวิชาการเมืองและการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง