ทำไมเมียผมอยากจ่ายภาษี

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

ฟังดูไม่เข้าท่าเลยใช่ไหมครับ ผมก็เคยคิดเหมือนคนไทยส่วนใหญ่ที่ไ่ม่ค่อยอยากจะจ่ายภาษีสักเท่าไหร่

จ่ายไปก็มีแต่จะเอาไปโกงกินค่าหัวคิวต่างๆนาๆ เหลือมาถึงประชาชนบ้างก็ทำนโยบายที่ไม่ค่อยโดนใจเท่าไหร่ ดีบ้างก็เรื่องสวัสดิการแต่ก็ยังมีปัญหา

แล้วทำไมเมียผมถึงอยากจ่ายภาษี

เพราะเมียผมไม่ใช่คนไทย (ตึ่ง)

เมียผมเป็นชาวฟินแลนด์ เธอเรียนจบปริญญาโทโดยไม่เสียตังค์สักบาท (เสียเป็นเงินมาร์คแล้วก็ยูโร ตึ่งครั้งที่สอง)

เรื่องจริงก็คือ นอกจากจะไม่ต้องเสียค่าเทอมแล้ว เธอยังได้รับเงินเดือนเพื่อช่วยเหลือก่อนเรียนจบด้วย

ความช่วยเหลือจากรัฐนั้น ไม่ใช่แค่ในการเล่าเรียน แต่เรียกได้ว่า ตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอนอย่างแท้จริง

แม่ของเมียผมได้รับการบริการทางสาธารณสุขตั้งแต่ช่วงตั้งท้อง ลูกออกมาปุ๊บ มีกล่องไปรษณีย์กล่องใหญ่มาถึงบ้านปั๊บ ข้างในมีผ้าอ้อม ที่นอนเด็ก เสื้อผ้า อาหาร ของเล่น และหนังสือ สำหรับคุณแม่มือใหม่ให้ได้ใช้ทันที สวัสดิการเหล่านี้มีต่อเนื่องไปจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต ประชากรทั้งประเทศมีความมั่นคงในชีวิต แม้บางคนจะไม่ร่ำรวยมีเหลือให้ฟุ้งเฟ้อ

ที่เมียผมอยากจ่ายภาษีนั้น ไม่ใช่เพราะเธอใจบุญเป็นแม่พระ แต่เป็นเพราะเธอเห็นว่าทุกคนต้องร่วมกันธำรงระบบไว้ และที่เธอทำเช่นนั้น ก็เพื่อตัวเธอ ลูกๆ และครอบครัวของเธอเอง จุดนี้สำคัญมากนะครับ ทุกคนยังคงทำเพื่อตัวเองและครอบครัว แต่ไม่ใช่ตัวใครตัวมัน แข่งขันกัน แต่เป็นการทำไปพร้อมๆกัน ร่วมกัน เมื่อทำร่วมกันภายใต้ระบบที่ดี ประสิทธิภาพจะเพิ่มพูน คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น

หลายคนเคยได้ยินมาแล้วว่าระบบการศึกษาของฟินแลนด์มีประสิทธิภาพสูงมาก แต่ยิ่งไปกว่านั้น ฟินแลนด์ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกด้วยจากหน่วยงานของสหประชาชาติ ไม่ใช่แค่คนฟินแลนด์ที่พูดเองเออเอง จัดอันดับด้วยตัวเลขทางสถิติหลายด้าน เช่น สุขภาพ สวัสดิการ รายได้ ความเท่าเทียม การศึกษา ฯลฯ และไม่ใช่แค่สหประชาชาติ หน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยหลายแห่งก็สรุปออกมาเช่นเดียวกัน

ความสุขไม่ได้มาจากแค่สวัสดิการที่ดี สิ่งแวดล้อมที่สะอาด หรือเศรษฐกิจที่เติบโต แต่รวมถึงนโยบายทางการศึกษา ความเท่าเทียมกันในสังคม และ สังคมที่เปิดให้คนสามารถปรับเลื่อนสถานะได้ (social mobility)

ที่สำคัญมากๆเลยก็คือการที่สังคมเปิดให้คนสามารถปรับเลื่อนสถานะได้ ซึ่งผมอยากจะย้ำไว้เลยว่านี่คือสิ่งที่ทำให้ฟินแลนด์มีพลังและมีพลวัตรทางสังคม

ลองนึกเปรียบเทียบกับสังคมที่หมอสามารถส่งเสียและอยากให้ลูกได้เป็นหมอหรือ “อย่างน้อย” ก็วิศวกร ในขณะที่ลูกของช่างซ่อมไฟไม่สามารถจะเข้าเรียนต่อได้ในระดับอุดมศึกษา สังคมนี้มีโอกาสให้คนเลื่อนสถานะภาพได้ต่ำมาก

ลูกคนรวยก็รวยยิ่งขึ้นต่อไป

ลูกคนจนก็จนอยู่ต่อเนื่อง

ในสังคมที่มี social mobility สูง ผู้ปกครองและเด็กจะมีความหวัง มีความคิดสร้างสรรค์ และความพึงพอใจสูงมาก นั่นเป็นเพราะอะไร และมีประโยชน์อย่างไร

ตลอดทั้งวงจรชีวิตของตัวเองและต่อเนื่องถึงลูกหลาน ชาวฟินแลนด์ได้รับประโยชน์จากระบบสวัสดิการ ไม่ว่าจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยที่ได้รับเงินเดือน ที่พัก และค่าเทอม ไปจนถึงผู้บริหารบริษัทเอกชนที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะรัฐบาลที่มั่นคงมีนโยบายที่ต่อเนื่อง มีแรงงานมีความรู้ความสามารถ และสังคมมีความปลอดภัย

ผลที่เกิดขึ้นก็คือ มีชาวฟินแลนด์น้อยคนที่จะคิดว่า เขาควรจะทำงานให้น้อยลงเพราะกลัวว่าจะต้องจ่ายภาษี”เผื่อ”คนที่ไม่ได้ทำงาน

และจากการที่คุณภาพชีวิตได้รับการรับประกัน ชาวฟินแลนด์ก็สามารถที่จะเลือกทำงานได้ตามที่ตนเองถนัดและสนใจ ไ่ม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นงานที่รายได้สูงเ่ท่านั้น นี่คือปัจจัยที่สำคัญมากๆที่ทำใ้ห้มนุษย์มีความสุข

เด็กไทยฐานะปานกลางคนหนึ่งซึ่งเก่งทั้งเลขและดนตรีน้อยคนที่จะเลือกเรียนต่อด้านดนดรี ด้วยคิดว่าเป็นวิศวะหรือหมอย่อมมีรายได้มากกว่าการเป็นนักดนตรี

แต่ถ้าเด็กคนเดียวกันนั้น อยู่ในสังคมที่มีสวัสดิการ ระบบการศึกษา และค่านิยมที่ดี อัจฉริยะภาพทางดนตรีของเธออาจจะได้รับการดูแลและดึงออกมาอย่างเต็มศักยภาพ ด้วยเธอจะไม่ถูกบอกตลอดเวลาว่าอาชีพและรายได้สำคัญกว่าศิลปะ ดนตรี ความงาม และสุนทรี

ด้วยสังคมที่มีลักษณะเช่นนี้ พ่อแม่ชาวฟินแลนด์น้อยคนมากที่จะบังคับให้ลูกเรียนในสาขาที่ลูกไม่ต้องการเพียงเพราะคิดว่าลูกๆควรทำเงินให้ได้มากๆและมีสถานะทางสังคมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า พ่อแม่ชาวฟินแลนด์ไม่อยากให้ลูกได้พัฒนาเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ตรงกันข้าม พวกเขาmake sure ว่าลูกๆจะมีชีวิตที่ได้ด้วยการจ่ายภาษีอย่างไม่บกพร่อง เพื่อประกันว่าลูกๆจะได้อยู่ในสังคมที่มีคุณภาพ

ในสังคมที่มีทัศนคติเชิงบวกต่อความสุขเช่นนี้ ประชาชนจะมีความกล้าที่จะทำตามความฝัน ความถนัด และ ความรู้ของตัวเอง

ในฟินแลนด์ ลูกของชาวนา สามารถเรียนจบปริญญาโทและเป็นสถาปนิก (เช่นในกรณีของแม่เมียผม) และลูกของนักธุรกิจผู้ร่ำรวย เลือกที่จะเป็นนักบำบัดม้าเพราะเธอรักที่จะทำงานและอยู่กับสัตว์ (เช่นในกรณีของเพื่อนสนิทเมียผม)

ย้อนกลับมาดูตัว ในกรณีของผม ผมเลือกที่จะเรียนมหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ (เพราะคิดว่ามันน่าอยู่) และเลือกเริ่มทำงานกับองค์กรไม่หวังผลกำไรในค่ายผู้ลี้ภัย แทนที่จะไปเรียนและหางานเงินเดือนดีๆในกรุงเทพ ผลที่ได้ก็คือ ผมมีความสุขมากๆกับชีวิต การเรียน และอาชีีพที่ำทำ

เส้นทางที่เลือก ยังช่วยให้ผมมีความรู้ แนวคิด และประสบการณ์ที่ช่วยให้ผมได้รับทุนไปเรียนต่อและทำงานในต่างประเทศ

แต่จะทำได้ทั้งหมดนี้ ผมต้องเป็นเด็กที่เห็นแก่ตัวและโลกแคบในสายตาของผู้ใหญ่
เมื่อผมบอกว่าจะไม่เลือกเรียนมหาวิทยาลัยชั้นสูงส่ง หรือทำงานในจังหวัดชายแดน ผมได้รับ”คำแนะนำ” รวมถึงคำวิจารณ์ค่อนขอดอย่างต่อเนื่องยาวนานเพื่อให้ผมเปลี่ยนใจ แต่โชคดี ที่ผมได้ยืนยันจุดยืนมาตลอด และมีพี่ชายพี่สาวที่เรียนในมหาลัยที่แพงและมีอาชีพที่รายได้สูง ทำให้พ่อแม่ไม่บังคับผมมากนัก

เล่าเรียงมาทั้งหมดนี้ ผมก็ยังไม่สามารถแนะนำให้เพื่อนของผมบอกลูกว่าไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยก็ได้ ถ้าลูกของเขาอยากเป็นจิตรกร หรือออกมาทำธุรกิจ start-up นั่นเพราะสังคมไทยยังไม่มีหลักประกันและระบบสวัสดิการที่ดีขนาดที่จะสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตได้ขนาดนั้น

แต่ผมมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่สูงมากๆ ทั้งในระดับปัจเจก ที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถที่หลากหลาย และในระดับสังคม/ประเทศ ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ มีการเริ่มต้นระบบสวัสดิการ และมีบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถ

เมื่อเทียบกับหลายประเทศ ปัญหาที่เราคิดว่าหนักในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอรัปชั่น เรื่องระบบราชการ หรือเรื่องเศรษฐกิจ มันไม่ได้หนักหน่วงวิกฤตถึงขึ้นแก้ไขไม่ได้ แนวทาง บทเรียน และทุนในการปรับแก้ปัญหานั้นมีอยู่แล้ว ผมอยากให้คนไทยมองไปข้างหน้าได้อย่างมีความหวังมากกว่านี้

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกิดขึ้นจากการรับรู้ ความตั้งใจ และการลงมือร่วมกันทำ
ลองเปิดตัวเองออกมาครับ และร่วมเดินทางไปกับการเปลี่ยนแปลง
แล้ววันหนึ่ง เราจะอยากเสียภาษีกันอย่างเต็มใจ

 

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์