ชาวสหรัฐฯ วิพากษ์ 'ทรัมป์' บุ่มบ่ามสั่งโจมตีซีเรียขัดหลัก รธน. ประเทศตัวเอง

กรณีการโจมตีซีเรียโดยชาติตะวันตกนำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากสหรัฐฯ ครั้งล่าสุดสร้างความไม่พอใจให้แม้แต่กับส่วนหนึ่งของทางการสหรัฐฯ เอง เพราะเป็นการสั่งการโดยที่ไม่ได้มีการหารือกับสภาคองเกรสก่อนอีกทั้งยังขัดต่อหลักการรัฐธรรมนูญประเทศตัวเอง นักวิชาการเตือนว่าการบุ่มบ่ามโจมตีเช่นนี้ไม่ส่งผลดีต่อสหรัฐฯ เองและไม่ทำให้เกิดสันติภาพต่อซีเรียได้ รวมถึงทำให้ชาติตะวันตกสูญเสียภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำทางศีลธรรมของโลกด้วย
 
 
15 เม.ย. 2561 กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการต่างประเทศ กลุ่มสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมต่อต้านสงคราม ต่างก็ออกมาประณาม การที่สหรัฐฯ นำประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสทิ้งระเบิดในซีเรียในรอบล่าสุดในช่วงสุดสัปดาห์นี้โดยระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นการโจมตีที่ "ผิดกฎหมาย" นานาชาติในแง่ของการล่วงล้ำอธิปไตยของชาติตะวันออกกลาง อีกทั้งยังเป็นการละเมิดอำนาจรัฐธรรมนูญในบ้านตัวเองเพราะเป็นการสั่งการแบบที่ไม่ผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส
 
โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งโจมตีทางอากาศประเทศซีเรียโดยอ้างว่าเพื่อโต้ตอบการใช้อาวุธเคมีในเมืองดูมาช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ทางการฝรั่งเศสอ้างว่าพวกเขามี "หลักฐาน" ว่ามีการใช้อาวุธเคมีจากฝ่ายรัฐบาลบาชาร์ อัลอัสซาด นักกิจกรรมฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในซีเรีย คนทำงานกู้ภัยและหน่วยแพทย์พยาบาลก็บอกว่ามีคนเสียชีวิตมากกว่า 40 คนเมื่อวันที่ 7 เม.ย. ที่ผ่านมาในเมืองดูมาซึ่งเป็นเมืองที่ถูกกลุ่มกบฏยึดครอง โดยต้องสงสัยว่ามาจากการโจมตีด้วยอาวุธเคมี
 
ฝ่ายรัฐบาลรัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวนี้ขณะที่รัสเซียอ้างว่าพวกเขาก็มี "หลักฐานที่ไม่อาจโต้แย้ง" ยืนยันว่ามีการ "จัดฉาก" ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวโดยมีอังกฤษร่วมมือด้วย ตัวแทนของรัสเซียในยูเอ็น วาสสิลี เนเบนเซีย กล่าวต่อคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติเมื่อวันที่ 9 เม.ย. ว่าพวกเขาได้ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของรัสเซียไปลงพื้นที่สำรวจดินของดูมาแต่ไม่พบว่ามีสารพิษทำลายประสาทหรือพบสารคลอรีนแต่อย่างใด
 
อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังคงสั่งให้มีการโจมตีทางอากาศในวันที่ 14 เม.ย. ที่ผ่านมาในจุดเป้าหมายใกล้กับเมืองฮอมและในกรุงดามาสกัส โดยอ้างว่าเพื่อต่อต้านการผลิต การแพร่กระจาย และใช้อาวุธเคมี มีการใช้ขีปนาวุธโจมตีราว 100 ชุด ถือว่ามากกว่าที่ใช้โจมตีช่วงปี 2560 เป็นจำนวนสองเท่า และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการโจมตีซีเรียด้วยการอ้างโต้ตอบการใช้อาวุธเคมี ก่อนหน้านี้ก็เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง มีบางกรณีที่ยูเอ็นกล่าวยืนยันว่าเกิดขึ้นจริง เช่น ในปี 2556 มีผู้เชี่ยวชาญของยูเอ็นยืนยันว่ามีการใช้อาวุธเคมีเป็นแก๊สซารินสังหารประชาชนเสียชีวิตกลายร้อยคน
 
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเลขาธิการสหประชาชาติจะออกมาประณามว่าถ้าหากมีการตรวจพบการใช้อาวุธเคมีจริงไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใดก็ตามก็ถือเป็นการสิ่งที่น่ารังเกียจและเป็นการละเมิดกฎหมายนานาชาติอย่างชัดเจน แต่พวกเขาก็ไม่ได้อนุญาตให้มีการทิ้งระเบิดซีเรีย อีกทั้งสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ออกมติให้อำนาจสั่งการเรื่องนี้ แต่เป็นการตัดสินใจของทรัมป์เอง
 
จอน เรนวอเทอร์ ผู้อำนวยการบริหารขององค์กรพีซแอคชันแถลงว่าการตัดสินใจของทรัมป์เป็นการตัดสินใจแบบ "บุ่มบ่าม อันตราย และเป็นการละเมิดกฎหมายในบ้านตัวเองและกฎหมายนานาชาติอย่างชัดเจน" เรนวอเทอร์วิจารณ์อีกว่าการโจมตีในครั้งนี้ทำอันตรายให้กับกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคนั้นเองและเชื้อชวนให้เกิดการยกระดับสถานการณ์จากรัสเซีย อิหร่าน และซีเรีย
 
เรื่องนี้ทำให้ตัวแทนจากกลุ่มสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (ACLU) ร่วมประณามว่าการกระทำของทรัมป์ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ เอง ฮีนา ชัมซี ประธานโครงการความมั่นคงแห่งชาติของ ACLU กล่าวว่าในกฎหมายรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ สั่งห้ามไม่ให้มีการใช้กำลังในเชิงปฏิปักษ์โดยไม่มีการอนุมัติจากสภาคองเกรส ขณะที่กหมายนานาชาติสั่งห้ามไม่ให้มีการใช้กำลังเพียงฝ่ายเดียวเว้นแต่จะเป็นการทำไปเพื่อป้องกันตัว แต่ทรัมป์กลับสั่งโจมตีประเทศที่ไม่ได้โจมตีสหรัฐฯ
 
นอกจากนักกิจกรรมแล้ว ส.ส. จากพรรคเดโมแครต บาร์บารา ลี ก็กล่าวประณามเรื่องที่ทรัมป์สั่งโจมตีโดยไม่ได้มีการสนับสนุนหรือการอนุมัติจากสภาคองเกรสเช่นกัน ถือเป็นการแสดงออกหยามหยันรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ลีกล่าวย้ำอีกว่าประเทศของพวกเขาไม่ได้เป็นเผด็จการ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่ต้องอภิปรายและตัดสินใจอนุมัติปฏิบัติการทางทหารไม่ใช่ตัวประธานาธิบดีเองเป็นผู้สั่งการ การกระทำของทรัมป์ถือเป็นการแสดงออกให้เห็นว่าเขาไม่ใส่ใจประชาชนอเมริกันและไม่ใส่ใจรัฐสภาของตัวเอง รวมถึงไม่สนใจการตรวจสอบหรือความรับผิดชอบใดๆ ต่อสงคราม
 
ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางก็เตือนว่าการตัดสินใจบุ่มบ่ามเป็นอันตรายต่อการทำให้ภูมิภาคนั้นลุกเป็นไฟ เรซา มาราชี ผู้อำนวยการวิจัยของสภาแห่งชาติชาวอิหร่านอเมริกันกล่าวว่า การที่อิหร่านและรัสเซียมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลซีเรียการโจมตีจะเพิ่มความเสี่ยงอย่างมากในการโต้ตอบที่ทำให้เกิดการนองเลือดหนักขึ้นส่งผลให้การลดระดับความขัดแย้งทำได้ยาก
 
มาราชีบอกอีกว่าสิ่งที่ทำให้ซีเรียกลายเป็นซากปรักหักพังในตอนนี้เป็นเพราะทุกฝ่ายใช้แต่วิธีการทางทหารแทนวิธีการทางการทูต "การใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟันไม่สามารถนำพาความยุติธรรมหรือสันติภาพต่อซีเรียได้ และไม่มีความน่านับถือทางศีลธรรมให้กับผู้ที่โต้ตอบความรุนแรงท่น่าชิงชังด้วยความรุนแรงมากขึ้น" มาราชีกล่าว
 
ราเอ็ด จาร์ราร์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ประจำภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือขององค์กรแอมเนสตีสหรัฐฯ กล่าวว่า 6 ปีแล้วทีชาวซีเรียต้องเผชิญกับการโจมตีที่สร้างความเสียหายรุนแรงรวมถึงการโจมตีด้วยอาวุธเคมีซึ่งหลายกรณีถือเป็นอาชญากรรมสงคราม
 
 
เรียบเรียงจาก
 
In 'Clear Violation of Domestic and International Law,' Trump Bombs Syria, Common Dreams, 13-04-2018
 
Syria war: What we know about Douma 'chemical attack', BBC, 14-04-2018
เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai