สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 30 เม.ย.-6 พ.ค. 2561

ไฟไหม้โรงงานผลิตแผงวงจรไฟฟ้าในไต้หวัน คนไทยเสียชีวิต 2 คน/ผลโพลเผยพนักงาน 37% อยากลาออกหางานใหม่/กยศ.เชิญหน่วยงานองค์กรนายจ้างภาคราชการ เตรียมความพร้อมหักเงินข้าราชการและลูกจ้างส่งเงินคืนกู้ยืมกองทุนกว่า 195,000 ราย/นายกรับ 10 ข้อร้องเรียนแรงงาน/‘นายจ้าง-แรงงานต่างด้าว’ เฮ! พรก.2 ฉบับใหม่ประกาศใช้แล้ว/สมาคมแต่งผม-เสริมสวย จ.เชียงใหม่ คัดค้านการปลดล็อคอาชีพสงวน

อมตะจัดมหกรรมดึงแรงงานป้อนเข้าการผลิต 5.5 พันราย

6 พ.ค. 2561 นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ กระทรวงแรงงาน และจังหวัดชลบุรี จัดงาน “มหกรรมนัดพบแรงงานจังหวัดชลบุรี” ประจำปี 2561 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภายในงานมีผู้ประกอบการโรงงานกว่า 150 บริษัท มาร่วมเปิดบูธรับสมัครงาน พร้อมตำแหน่งงานว่างกว่า 5,500 อัตรา ซึ่งมีอัตราการจ้างงานเพิ่มสูงขึ้นกว่าปีก่อนในหลายอุตสาหกรรม อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์อาหาร ขนส่ง ก่อสร้าง เป็นต้น ณ ลานอเนกประสงค์ ด้านหน้านิคมอุตสาหกรรมอมตะ ซิตี้ ชลบุรี

ทั้งนี้การเปิดรับอัตราแรงงานที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ เนื่องจากตลาดมีความต้องการแรงงานเข้าสู่ระบบภาคการผลิตเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ไม่ว่าจะเป็นแรงงานฝีมือ และแรงงานที่มีความชำนาญการเฉพาะด้าน  เช่น ด้านเทคโนโลยี และช่างกล ที่อยู่ในสายอาชีวะศึกษา ที่ขณะนี้เป็นบุคคลากรที่มีความต้องการของตลาดเป็นจำนวนมาก

“หลังจากที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ทั้งในภาคการผลิตและส่งออก ทำให้ภาคอุตสาหกรรม ต้องการแรงงานฝีมือเข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเห็นจากจำนวนการเปิดรับสมัครงานของผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 2 แห่ง ทั้งใน อมตะ ซิตี้ ชลบุรี และอมตะ ซิตี้ ระยอง ซึ่งการเปิดมหกรรมนัดพบแรงงานในครั้งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้สถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม และผู้ที่ต้องการหางานได้พบปะกันโดยตรง และส่งเสริมการจัดหาแรงงานที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบการผลิตต่อไป” นายวิบูลย์ กล่าว

ที่มา: ไทยโพสต์, 6/5/2561

ก.แรงงานติวเข้มเชฟไทยปีนี้ไป ตปท.แล้ว 1,101 คน

นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าในปัจจุบันพ่อครัวแม่ครัวไทย ยังคงเป็นที่ต้องการของร้านอาหารไทย โรงแรม สถานประกอบกิจการท่องเที่ยวและบริการในต่างประเทศ จากข้อมูลของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ระบุว่าในปี 2560 มีแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ ตำแหน่งคนครัว จำนวน 3,224 คน ส่วนในปี 2561 (1 มกราคม-30 เมษายน 2561) จำนวน 1,101 คน มีรายได้เฉลียประมาณ 40,000-90,000 บาทต่อเดือน ประเทศที่พ่อครัวแม่ครัวไทยนิยมเดินทางไปทำงาน ได้แก่ ไต้หวัน ญี่ปุ่น อิสราเอล สาธารณรัฐเกาหลี มาเลเซีย

ทั้งนี้เพื่อเป็นการพัฒนาทักษะฝีมือ เพิ่มขีดความสามารถของแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศให้เป็นแรงงานทักษะ กพร. ได้ดำเนินการฝึกอบรมผู้ประกอบอาหารไทยรองรับครัวไทยสู่ครัวโลก ดำเนินการแล้ว 3,318 คน จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 7,740 คน สำหรับคนที่ต้องการไปทำงานต่างประเทศในตำแหน่งคนครัว นอกจากจะเข้ารับการฝึกอบรมแล้ว อยากเชิญชวนให้เข้ารับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานกับทาง กพร. ด้วย เนื่องจากในแต่ละประเทศมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันในการรับเข้าทำงาน

ที่มา: ไอเอ็นเอ็น, 5/5/2561

กสร.เตือนมีลูกจ้าง 200 คนขึ้นไป ต้องจัดห้องพยาบาล

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า กฎหมายคุ้มครองแรงงานได้กำหนดให้นายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการจัดสวัสดิการที่จำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ลูกจ้าง เช่น การจัดให้มีน้ำดื่มสะอาด ห้องน้ำ ห้องส้วม สิ่งจำเป็นในการปฐมพยาบาล เป็นต้น สำหรับสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างจำนวนมาก เช่น มีลูกจ้างทำงานในเวลาเดียวกันตั้งแต่ 200 คนขึ้นไป กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีห้องพยาบาลและพยาบาลไว้ประจำอย่างน้อยหนึ่งคนตลอดเวลาทำงาน รวมทั้งต้องจัดแพทย์อย่างน้อยหนึ่งคนเพื่อตรวจรักษาลูกจ้างไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมงในเวลาทำงาน สำหรับสถานที่ทำงานที่มีลูกจ้างทำงานในเวลาเดียวกันตั้งแต่ 1,000 คนขึ้นไป จะต้องจัดให้มีห้องพยาบาลและพยาบาลอย่างน้อยสองคนประจำตลอดเวลาทำงาน และต้องจัดให้มีแพทย์เพื่อตรวจรักษาไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 12 ชั่วโมงในเวลาทำงาน รวมทั้งจัดเตรียมยานพาหนะพร้อมที่จะนำลูกจ้างส่งสถานพยาบาลได้

อธิบดีกสร. กล่าวต่อว่า ในกรณีที่ไม่สะดวกในการจัดแพทย์ประจำ นายจ้างสามารถทำความตกลงกับสถานพยาบาลที่เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง และเป็นสถานพยาบาลที่นายจ้างสามารถนำลูกจ้างเข้ารับการรักษาพยาบาลได้โดยสะดวกและรวดเร็ว แทนการจัดให้มีแพทย์มาตรวจรักษาได้ ทั้งนี้ต้องได้รับการอนุญาตจากกสร.ก่อน สำหรับนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็จะมีความผิด โดยมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 ถึง 10 หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือโทรศัพท์สายด่วน 1506 กด 3

ที่มา: กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, 4/5/2561

ก.แรงงานตั้งเป้าปี 2561 ส่งแรงงานทำงาน ตปท.4 หมื่นคนใน 10 ปท.

นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตั้งเป้าปี 2561 จะส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศจำนวน 40,000 คน ใน 10 ประเทศ ภูมิภาคเอเชียจำนวน 30,000 คน ภูมิภาคตะวันออกกลาง 5,000 คน ภูมิภาคยุโรป 5,000 คน เพื่อหวังให้แรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศอย่างมีศักยภาพและได้รับการคุ้มครองตามหลักสากลทั้งก่อนการเดินทาง ระหว่างการทำงาน และเมื่อเดินทางกลับประเทศเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงานไทย

ที่มา: MGR Online, 3/5/2561

สมาคมแต่งผม-เสริมสวย จ.เชียงใหม่ คัดค้านการปลดล็อคอาชีพสงวน

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 เวลา 9.00 น .ณ.อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ สมาคมแต่งผม -เสริมสวย จ.เชียงใหม่ ชมรมช่างเสริมสวยลำพูน และ สมาคมช่างผมภาคเหนือแห่งประเทศไทย เดินทางมายื่นหนังสือคัดค้านการปลดล็อคอาชีพสงวน เกรงแรงงานต่างด้าวแย้งอาชีพ

นายพัฒนา หน้าผ่อง นายกสมาคมแต่งผม-เสริมสวย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เนื่องจากกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม มีแนวคิดที่จะเปิดให้แรงงานต่างด้าวสามารถประกอบอาชีพเป็นช่างตัดผม ช่างเสริมสวยในประเทศไทยได้ จากเดิมที่เคยสงวนไว้ให้เฉพาะคนไทยที่มีสัญชาติไทย สามารถประกอบการอาชีพนี้ได้เท่านั้น ซึ่ง อาชีพช่างตัดผม ช่างเสริมสวย ไม่ได้เป็นอาชีพที่มีปัญหาขาดแคลนแรงงาน

ดังนั้นจึงไม่จำเป็นจะต้องเปิดให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาประกอบอาชีพช่างตัดผม-ช่างเสริมสวยในประเทศไทย พวกเราผู้ประกอบการร้านแต่งผม เสริมสวย จึงขอคัดค้านแนวคิดดังกล่าวของกระทรวงแรงงาน ฯ ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงใหม่ไปยังรัฐบาล และผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ได้โปรดระงับความคิดดังกล่าวและสงวนอาชีพช่างตัดผม ช่างเสริมสวยไว้ให้เฉพาะคนไทย ที่มีสัญชาติไทยดังเดิม โดยมีนายศเนติ จิรภาสอังกูร ผู้อำนวยการกลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงใหม่และตัวแทนแรงงานจังหวัด เชียงใหม่ เป็นผู้รับมอบหนังสือคัดค้าน ผ่านไปยังท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและรัฐบาล

อาจารย์เฉลิมชัย พรมมา นายกสมาคมช่างผมภาคเหนือแห่งประเทศ กล่าวว่า ในนามสมาคมช่างผมภาคเหนือแห่งประเทศ พร้อมคณะ เป็นตัวแทนสมาชิก ฯ มายื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เรื่อง ขอคัดค้าน ปลดล็อคอาชีพตัดผม-เสริมสวย พร้อมได้แนบรายชื่อผู้ร่วมคัดค้านมาด้วย ทั้งนี้เนื่องจากว่า อาชีพช่างตัดผม-ช่างเสริมสวย ไม่ได้เป็นอาชีพที่มีปัญหาขาดแคลนแรงงาน จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเปิดให้แรงงานต่างด้าว เข้ามาประกอบอาชีพนี้ ในประเทศไทย จึงขอคัดค้านแนวคิดดังกล่าว ของกระทรวงแรงานฯ ผ่านมาทางผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงใหม่ไปยังรัฐบาล และผู้ที่เกี่ยวข้องได้โปรดระงับความคิดดังกล่าว และขอสงวนอาชีพช่างตัดผม-ช่างเสริมสวยไว้ให้เฉพาะคนไทย สัญชาติไทย ดังเดิม ผมว่าการปลดล็อคครั้งนี้ ทางรัฐบาลต้องทบทวนเพราะว่าช่างตัดผม เสริมสวย ปัจจุบันมีมากพอสมควรแล้ว เป็นอาชีพสงวน สำหรับคนไทยมานานแล้ว อยากสงวนให้คนไทยต่อไป

ด้านนายธนกฤต สุวรรณพรหม ประธานชมรมช่างเสริมสวยลำพูน กล่าวว่า ร้านเสริมสวยและร้านบาร์ เบอร์ เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพ เพราะจะต้องมีการขึ้นทะเบียนกับเทศบาล ในส่วนที่อยู่ต่างจังหวัด ถ้าอยู่ที่กรุงเทพก็ขึ้น ทะเบียนกับเขต ซึ่งจะต้องมีใบประกอบวิชาชีพเสริมสวย ต้องมีความเชี่ยวชาญ ความสามารถ หลายๆระดับ ระดับที่ 1- ระดับที่ 4 ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 4 เป็นเจ้าของกิจการ ซึ่ ถ้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำอาชีพช่างตัดผม เสริมสวย เราจะเอาเครื่องมืออะรัยมาวัด มีใบประกอบวิชาชีพมัย ปัญหามากมายจะตามมา จึงขอให้ปลดล็อคอาชีพสงวน ช่างตัดผมช่างเสริมสวย คนไทยเราก็ทำอาชีพนี้เยอะอยู่แล้ว ทุกวันนี้ก็แข่งขันกันเองอยู่แล้ว ไม่ได้ขาดแคลน แต่อย่างใด

ที่มา: เชียงใหม่นิวส์, 3/5/2561

‘นายจ้าง-แรงงานต่างด้าว’ เฮ! พรก.2 ฉบับใหม่ประกาศใช้แล้ว

2 พ.ค.2561- เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา หน้า 31 เล่ม 135 ตอนที่ 31 ก ได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การอนุมัติพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 พ.ศ.2561 ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีลงนามแล้ว

โดยประกาศดังกล่าวระบุว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2561 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 พ.ศ.2561 รวม 2 ฉบับไปเพื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นั้นในคราวประชุม สนช.ครั้งที่ 24/2561 วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน 2561 ที่ประชุมได้พิจารณาและลงมติอนุมัติพระราชกำหนดทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวแล้ว จึงประกาศมาตามความในมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ทั้งนี้ในการประชุม สนช.เมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ประชุมได้มีมติมติเอกฉันท์ 177 เสียง เห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 และมีมติ 176 เสียง เห็นชอบกับ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองที่ ครม.เป็นผู้เสนอ

สำหรับสาระสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.บริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว เพื่อให้มีการใช้ระบบอนุญาตเพียงเท่าที่จำเป็น และกำหนดกระบวนการในการควบคุมและตรวจสอบการนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงาน อาทิ กรณีนายจ้างจ้างแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมายทำงาน หรือเปลี่ยนสถานที่ทำงาน รวมถึงยกเลิกประกาศเขตที่พักอาศัยของแรงงานต่างด้าว โดยให้แรงงานสามารถทำงานและพักที่ใดก็ได้ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกันห้ามนายจ้างเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากแรงงานต่างด้าว เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ จนเป็นเหตุให้เกิดการค้ามนุษย์ รวมทั้งการปรับปรุงอัตราโทษให้มีความเหมาะสม เช่น มาตรา 101 ที่กำหนดโทษแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตจากเดิมจำคุก 5 ปี ปรับ 2 หมื่นถึง 1 แสนบาท ได้ตัดโทษจำคุกออก เหลือเพียงโทษปรับ 5 พัน-5 หมื่นบาท มาตรา 102 ที่กำหนดให้นายจ้างที่จ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย จากโทษปรับเดิมตั้งแต่ 4-8 แสนบาท ต่อแรงงานต่างด้าว 1 คน เหลือ 1 หมื่น-1 แสนบาทต่อคน และใครทำผิดซ้ำซากจะจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 5 หมื่น-2 แสนบาท และห้ามจ้างแรงงานต่างด้าวเป็นเวลา 3 ปี ทั้งนี้ ในบทเฉพาะกาลกำหนดมิให้นำมาตราที่ถูกพักการบังคับใช้มาบังคับใช้จนกว่าจะถึงวันที่ 1 ก.ค.นี้

ส่วนสาระสำคัญของ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวและกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

ที่มา: ไทยโพสต์, 2/5/2561

23 ชีวิตกระเด็นออกจากรถ! กระบะขนแรงงานยางระเบิด! พลิกคว่ำดับ 1 เจ็บระนาว

เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ร.ต.อ.เดช ภูมิสถาน ร้อยเวรสอบสวน สภ.ระเบาะไผ่ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งเหตุรถกระบะเสียหลักพลิกคว่ำ บนถนนทางหลวงหมายเลข 359 สาย สระแก้ว-เขาหินซ้อน หลักกม.ที่ 64-65 บ้านมาบเหียง ม.10 ต.หนองโพรง อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี หลังจากรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมพ.ต.อ.กนกศักดิ์ สิงห์ทอง ผกก.สภ.ระเบาไผ่ นายพงษ์สิทธิ์ เนื่องจำนง นายอำเภอศรีมหาโพธิ เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย สว่างบำเพ็ญ และร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุเป็นถนนฝั่งขาเข้าจ.สระแก้ว พบรถกระบะ 4 ประตู ยี่ห้อโตโยต้า สีดำ ทะเบียน ชภ-9026 กรุงเทพฯ สภาพพลิกหงายท้องล้อชี้ฟ้าอยู่บนกลางถนน พบสิ่งของกระเป๋าเป้สัมภาระต่างๆกระจัดกระจายเกลื่อนถนน และพบผู้บาดเจ็บจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ได้เร่งนำส่งโรงพยาบาลศรีมหาโพธิ และโรงพยาบาลโสธรเวช นอกจากนี้ พบผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย นอนเสียชีวิตอยู่ล่องกลางถนน ส่วนคนขับรถยนต์คันดังกล่าว คาดว่าน่าจะอาศัยความมืดหลบหนีไปก่อนเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เดินทางมากับรถคันดังกล่าวทั้งหมดเป็นแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา

ต่อมาได้ตรวจสอบที่โรงพยาบาลศรีมหาโพธิ และโรงพยาบาลโสธรเวช พบว่ามีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 23 ราย โดยมีอาการสาหัส 5 ราย เป็นชาย 1 ราย หญิง 4 ราย จากการสอบถามแรงงานชาวกัมพูชาที่พอจะพูดภาษไทยได้ ทราบว่า รถยนต์คันดังกล่าวได้รับแรงงานทั้งหมดมาจากอรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อจะเข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯ โดยมีสองสามีภรรยาที่เป็นคนไทยและเป็นเจ้าของรถพามา โดยนั่งมาในตัวรถ 12 คน และนั่งกระบะหลัง 11 คน

แรงงานชาวกัมพูชา กล่าวต่อว่า จากนั้น รถก็ขับมาตามเส้นทางดังกล่าว พอมาถึงที่เกิดเหตุเกิดเสียงดังคล้ายยางรถยนต์ระเบิดด้านล้อหลัง จากนั้น รถก็เสียการทรงตัวพุ่งตกลงไปในล่องกลางถนน ก่อนที่จะพลิกคว่ำข้ามไปอีกฝั่งของถนน ส่งผลให้ผู้โดยสารที่นั่งมาด้านท้ายกระบะกระเด็นไปคนละทิศละทางเกิดเหตุดังกล่าว

ที่มา: ข่าวสด, 2/5/2561

กรุงเทพโพลล์: “ความในใจของแรงงานไทย 4.0”

เนื่องในวันที่  1 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ เป็นวันแรงงานแห่งชาติ  กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ  ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “ความในใจของแรงงานไทย 4.0”  โดยเก็บข้อมูลกับผู้ใช้แรงงาน ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล  จำนวน 1,045 คน พบว่า ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ร้อยละ 64.3  รับทราบการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศเป็น 308- 330 บาท ตามที่รัฐมีมติปรับขึ้นเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา ขณะที่ร้อยละ 35.7 ยังไม่ทราบ

เมื่อถามต่อว่าได้รับค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นตามที่รัฐมีมติปรับขึ้นค่าจ้างใหม่หรือไม่ ส่วนใหญ่ร้อยละ 59.6 ได้รับแล้ว ขณะที่ร้อยละ 40.4 ยังไม่ได้รับ

เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรกับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 2 ปี ติดต่อกัน ส่วนใหญ่ร้อยละ 52.7 รู้สึกมีความสุข อยากให้ขึ้นแบบนี้ทุกๆปี ส่วนร้อยละ 35.7 รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ขณะที่ร้อยละ 11.6 รู้สึกแย่ คิดว่าน่าจะขึ้นมากกว่านี้

ทั้งนี้เมื่อถามว่าค่าแรงขั้นต่ำที่ได้รับในแต่ละวันเพียงพอกับค่าใช้จ่ายหรือไม่ ผู้ใช้แรงงานร้อยละ 39.9 ระบุว่า ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ต้องกู้ ต้องหยิบยืม ขณะที่ร้อยละ 30.9 ระบุว่า เพียงพอกับค่าใช้จ่ายและมีเงินเก็บออม ส่วนร้อยละ 29.2 ระบุว่า พอดีกับค่าใช้จ่ายจึงไม่มีเงินเหลือเพื่อเก็บออม

สำหรับเรื่องที่กังวลหลังจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 2 ปีติดต่อกันพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 85.5 กังวลว่าข้าวของจะราคาแพงขึ้น เพราะต้นทุนผู้ประกอบการสูงมากที่สุด รองลงมาร้อยละ 25.1 กังวลว่าค่าแรงขั้นต่ำจะไม่ขึ้นอีกหลายปี และร้อยละ 19.8 กังวลว่าแรงงานต่างด้าวเข้ามาแย่งงาน

เมื่อถามว่าการขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำไปทั่วทุกภูมิภาค ทำให้อยากกลับไปทำงานที่บ้านเกิดหรือไม่ ส่วนใหญ่ร้อยละ 62.3 อยากกลับ ขณะที่ร้อยละ 37.7 ไม่อยากกลับ โดยในจำนวนนี้ ให้เหตุผลว่า ในกทม. และปริมณฑลมีสวัสดิการดีกว่า (ร้อยละ 43.4) รองลงมาคือ มีงานให้เลือกน้อย (ร้อยละ41.4) และชอบอยู่กทม.และปริมณฑลมากกว่า (ร้อยละ 37.2)

สุดท้ายเมื่อถามถึงความในใจที่อยากบอกกับนายจ้างพบว่า เรื่องที่อยากบอกนายจ้างมากที่สุดคือ อยากให้เพิ่มเงินรายวันให้มากขึ้น(ร้อยละ 35.0) รองลงมาคือ อยากให้เพิ่มสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล (ร้อยละ 17.1) และอยากให้มีงานจ้างทุกวัน (ร้อยละ 13.8)

ที่มา: กรุงเทพโพลล์, 2/5/2561

นายกรับ 10 ข้อร้องเรียนแรงงาน

1 พ.ค. 2561 ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เป็นประธานในการพิธีเปิดงานวันแรงงานแห่งชาติ พ.ศ.2561 โดยมีพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน และแรงงานกว่า 1 พันคนเข้าร่วมต้อนรับ

จากนั้นนายพนัส ไทยล้วน ประธานคณะกรรมการฯจัดงาน ได้ยื่นข้อเรียกร้อง 10 ข้อต่อนายกฯในวันแรงานแห่งชาติปีนี้ ประกอบด้วย 1. ขอให้รัฐบาลแก้ไขพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยกำหนดให้ลูกจ้างเกษียณอายุที่  60 ปี ในกรณีที่ลูกจ้างอายุครบ 55 ปี ประสงค์จะลาออกจากการเป็นลูกจ้าง ให้นายจ้างอนุญาต และให้ลาออกโดยได้รับสิทธิและประโยชน์เช่นเดียวกับลูกจ้างที่เกษียณอายุทุกประการ

2.ขอให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.)ปรับฐานการรับเงินบำนาญ โดยมีอัตราเริ่มต้นที่ 500 บาท 3.ผู้ประกันตนเมื่อพ้นสภาพการเป็นมาตรา 33 และรับบำนาญ ให้มีสิทธิ์สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ได้โดยไม่ตัดสิทธิ์การรับบำนาญ 4.ในกรณีที่ลูกจ้างพ้นจากการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ให้สปส.ใช้ฐานค่าจ้างตามมาตรา 33 เดิม คำนวณเป็นฐานรับบำนาญ

5. ขอให้รัฐบาลกำหนดให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นภาคบังคับที่นายจ้างต้องจัดให้มีขึ้นและกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิ์ ได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมื่อสิ้นสุดการเป็นลูกจ้าง  6.ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการออกกฎหมายที่สนับสนุนการสร้างระบบธรรมาภิบาลในรัฐวิสาหกิจ ให้กลายเป็นองค์กรมหาชนหรืออื่น ๆ ที่เป็นการแบ่งผลกำไรจากรัฐไปให้เอกชน

7.ให้รัฐบาลออกกฎหมายคุ้มครองส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพแรงงานนอกระบบ และมีสิทธิ์จัดตั้งองค์กรได้ 8.ขอให้รัฐบาลดำเนินการให้มีการรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่87,98  9. ขอให้รัฐบาลแก้ไขพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา11/1ให้เป็นภาคบังคับและมีโทษอาญา ในกรณีที่นานจ้างไม่ปฎิบัติตาม และ10.ให้รัฐบาลดำเนินการสั่งให้กระทรวงแรงงานปฏิบัติการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 74 อย่างเคร่งครัด โดยให้นายจ้างและรัฐบาลต้องร่วมกันดำเนินการตัดสินใจโดยเฉพาะในระบบแรงงานสัมพันธ์

จากนั้นนายกฯกล่าวว่า ยินดีได้พบอีกครั้งในวันแรงงานแห่งชาติ การพบปะวันนี้มีเจตนาอันบริสุทธิ์ร่วมกัน และเป็นเวทีรับฟังความเห็นหารือร่วมกันในการเข้าถึงทุกปัญหา แรงงานทุกคนเป็นพลังงานสำคัญในการพัฒนาประเทศ แต่เนื่องจากเรามีรายได้น้อย เราก็ต้องไปแก้ปัญหาค่าแรงที่ได้มีการปรับไปแล้ว

รัฐบาลนี้จริงจังจริงใจแก้ไขปัญหาให้กับคนทุกระดับ เพราะทุกคนมีความเป็นคนเท่ากับตน สิ่งที่คาดหวังคือลูกหลาน องค์กรของเราจะอยู่อย่างยั่งยืนได้อย่างไร โดยไม่มีความขัดแย้งในสังคม ข้อเสนอที่ยื่นมา 10 อย่างทำได้ 6 อย่างเหลือ 4 อย่างต้องหารือกันต่อไป ถ้าดึงดันทำทั้งหมดก็ทำไม่ได้ ถ้าเราตามข้อเรียกร้องอย่างเดียวระบบแรงงานจะอันตรายและล้มเหลว

นายกฯ กล่าวว่าเรื่องที่อยากให้รัฐบาลเน้นความคุ้มครองทางสังคม ความมั่นคงในอาชีพ ค่าตอบแทนและรายได้ที่ต้องสูงขึ้นตามสัดส่วนที่เหมาะสม ความปลอดภัยและมาตรการทางสังคม สิทธิตามกฎหมาย รัฐบาลยินดีทุกเรื่องและจะทำให้ได้มากที่สุด ซึ่งแรงงานต้องพัฒนาตัวเองไปด้วย สิ่งที่รัฐบาลทำมาได้เยอะพอสมควร แต่ไม่ได้บอกว่าดีที่สุดหรือดีแล้ว แต่จะทำให้ได้มากที่สุดกว่าห้วงที่ผ่านมา สำหรับแผนแม่บทพัฒนาแรงงานไทย 5 ปีเราเน้นสหภาพแรงงาน ความมั่นคง ความเข้มแข็ง เกียรติยศ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สร้างความสมดุลที่ดีขึ้นเรื่อยๆและได้รับการยอมรับจากสากล ชมแรงงานไทยยอดเยี่ยม

นายกฯ กล่าวว่า ทั้งนี้ได้รับการร้องเรียนว่ามีหลายกิจการบีบให้คนไทยออก และรับแรงงานต่างด้าวแทน เพราะค่าจ้างถูกกว่า ตนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใจร้ายกันแบบนี้ เดี๋ยวจะให้ไปสำรวจทั้งหมด ถ้ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามกฎหมาย ขอให้แจ้งมาทุกช่องทาง วันนี้ไม่ต้องกลัวตกงานกันหมดเพราะเป็นไทยแลนด์ 4.0 รายได้แพง ใช้คนน้อย โดยใช้เครื่องจักร แต่ที่ต้องใช้แรงงานที่มีฝีมือยังอยู่ ส่วนเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ต้องปราบปรามให้ได้ จะมาบอกว่ารัฐบาลก็ไม่เป็นธรรมเท่าไหร่ ต้องช่วยกันดูช่วยกันแจ้ง ถ้าแจ้งกระทรวง หน่วยงานแล้วไม่ทำก็แจ้งที่นายกฯ จะได้สอบสวนและเล่นงานคนรับผิดชอบโดยตรงได้    

ที่มา: คมชัดลึก, 1/5/2561

กอง บก.สปริงนิวส์ระส่ำ! ผู้บริหารสั่งปลด พนง.80 คน

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า ขณะนี้สถานีโทรทัศน์ สปริงนิวส์ มีนโยบายปรับลดพนักงานบริษัทลง โดยกำหนดเป้าหมายปลดพนักงานล็อตแรกจำนวน 80 คน ในเดือนพ.ค.2561 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพนักงานฝ่ายข่าว ใช้วิธีการโทรศัพท์แจ้งผลโดยตรงถึงพนักงานที่อยู่ในข่ายถูกปลดออกเพื่อให้รับเงินชดเชยตามกฎหมาย ซึ่งมีพนักงานหลายคนได้รับแจ้งผลทางโทรศัพท์ไปแล้ว ในช่วงค่ำวันที่ 30 เม.ย.2561 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความระส่ำระสายในหมู่พนักงาน หมดกำลังใจในการทำงาน เพราะไม่แน่ใจว่าจะถูกแจ้งให้ออกจากงานด้วยหรือไม่

แหล่งข่าวจาก สปริงนิวส์ กล่าวว่า เหตุผลที่ สถานีโทรทัศน์ สปริงนิวส์ ต้องปลดพนักงานฝ่ายข่าวลงจำนวนมาก เป็นเพราะปัจจุบันมีการโยกพนักงานบางส่วนไปทำงานที่เนชั่น หลังจากเข้าไปบริหารงาน และปัจจุบันผู้บริหารมีนโยบายขายเวลาให้กับรายการทีวีไดเร็คจำนวนมาก เนื่องจากมีรายได้ตอบแทนสูง ส่งผลทำให้เวลาในการออกอากาศรายการข่าวต้องปรับลดลดลง รวมเวลาประมาณ 8-9 ชั่วโมงต่อวัน  รายการข่าวหลักๆ ที่ออกอากาศในปัจจุบันเหลืออยู่แค่ไม่กี่รายการ ทำให้พนักงานในกองบรรณาธิการที่มีอยู่จำนวน 400 กว่าคน มีจำนวนมากเกินไปทำให้ต้องปรับลดจำนวนพนักงานลงเพื่อให้เหมาะสมกับนโยบายการทำธุรกิจในปัจจุบัน

สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า สถานีโทรทัศน์ สปริงนิวส์ เป็นของบริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจในเครือบริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนจัดตั้ง 26 กุมภาพันธ์ 2553 ทุน 2,000 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่ 333 อาคารเล้าเป้งง้วน 1 ชั้น 11 ซอยเฉยพ่วง ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร  นำส่งข้อมูลงบการเงิน ณ 31 ธันวาคม 2559 แจ้งว่ามีรายได้รวม 156,182,733.04 บาท รวมรายจ่าย 910,240,206.14 บาท ขาดทุนสุทธิ 839,391,565.84 บาท

ที่มา: สำนักข่าวอิศรา, 1/5/2561

กยศ.เชิญหน่วยงานองค์กรนายจ้างภาคราชการ เตรียมความพร้อมหักเงินข้าราชการและลูกจ้างส่งเงินคืนกู้ยืมกองทุนกว่า 195,000 ราย

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่าสืบเนื่องมาจากประกาศพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 ซึ่งในสาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดให้องค์กรนายจ้างทั้งภาครัฐและเอกชนมีหน้าที่หักเงินได้พึงประเมินของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืม เพื่อชำระเงินกู้ยืมคืนตามจำนวนที่กองทุนแจ้งให้ทราบผ่านกรมสรรพากร ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กองทุนกำหนด กองทุนจึงมีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมให้แก่หน่วยงานองค์กรนายจ้างทุกแห่ง โดยเริ่มดำเนินการจากหน่วยงานราชการก่อน รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ และภาคเอกชนตามลำดับ

สำหรับงานสัมมนาครั้งนี้ กองทุนได้เชิญกรมบัญชีกลางและกรมสรรพากรมาร่วมชี้แจงแนวปฏิบัติ หลักเกณฑ์เงื่อนไขและวิธีการหักเงินเดือน ให้แก่ผู้แทนหน่วยงานราชการที่มีการใช้ระบบจ่ายตรงเงินเดือน หรือ direct payment  224 แห่ง ได้รับทราบ และร่วมมือกันดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินและความรับผิดชอบของข้าราชการและลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมกองทุนกว่า 195,000 ราย ในการชำระเงินคืนเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียน นักศึกษารุ่นต่อไป

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 1/5/2561

สพฐ.จ่อเปิดช่อง‘ไร้ตั๋ว’สอบครูผู้ช่วยสาขาขาดแคลน

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงกรณี สภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) มีข้อกังวลเรื่องการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งจะรับสมัครในเดือนพฤษภาคม 2561 จัดสอบโดยส่วนกลาง หรือสพฐ. และให้มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) เป็นผู้ออกข้อสอบ ว่าคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) จะผ่านมติให้เปิดให้ผู้ที่จบสาขาอื่นให้มาสอบในสาขาขาดแคลนโดยไม่สอบถามความเห็นจากสถาบันฝ่ายผลิต ว่า เท่าที่คิดและ ได้หารือในที่ประชุมก.ค.ศ.ครั้งล่าสุด มีหลักเกณฑ์ว่า การกำหนดสาขาขาดแคลน ต้องสำรวจจากพื้นที่มาก่อน และถ้าพื้นที่บอกว่าขาดแคลน ก็ต้องมาดูภาพรวมว่าขาดแคลนทั้งประเทศหรือไม่ ถ้าขาดแคลนเฉพาะพื้นที่อาจจะกำหนดให้ คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ในพื้นที่ดังกล่าว ประกาศเป็นบัญชีขาดแคลนเฉพาะในพื้นที่นั้น  แต่ถ้าเป็นขาดแคลนทั้งประเทศ จะต้องประกาศเป็นมติภาพรวม เช่น จังหวัดชลบุรี มีผู้ทรงคุณวุฒิของก.ค.ศ. สะท้อนว่า ทางจังหวัดเปิดรับวิชาเอกนาฏศิลป์ แต่ไม่มีคนไปสอบ เพราะสถาบันผลิตในพื้นที่อาจไม่เปิดสอนเอกนาฏศิลป์ ดังนั้น จังหวัดชลบุรี อาจจะประกาศให้เอกนาฏศิลป์ เป็นสาขาขาดแคลน ซึ่งต้องมาดูว่าจะยกเว้นให้ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูสามารถสมัครสอบได้หรือไม่ ทั้งนี้ในการประชุมก.ค.ศ.ครั้งต่อไปสพฐ.จะต้องสรุปข้อมูลและเสนอให้ก.ค.ศ. อนุมัติเปิดสอบ โดยสพฐ.จะประกาศรับสมัครครูผู้ช่วยในวันที่ 21 พฤษภาคม ดังนั้นทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยก่อนวันประกาศรับสมัคร

“ผมจะหารือกับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และสำนักงานก.ค.ศ. เรื่องสอบบรรจุครูผู้ช่วย เพื่อวางแนวทางสำรวจข้อมูล ดูทั้งสาขาที่ขาดแคลนซ้ำซาก ไม่มีครู ไม่มีใครย้ายไป และสำรวจว่าในพื้นที่มีมหาวิทยาลัยใดที่ผลิตในสาขาที่ขาดแคลนดังกล่าวบ้าง หรืออยู่ระหว่างการผลิตแต่ยังไม่จบ โดยจะขอให้กศจ. ส่งข้อมูลมา เมื่อได้ข้อมูลจะเชิญคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ มาประชุม เพื่อให้มีความเห็นร่วมกันว่า เป็นสาขาขาดแคลนเฉพาะพื้นที่หรือเป็นสาขาขาดแคลนภาพรวมทั้งประเทศ”นายบุญรักษ์ กล่าว และว่า ทั้งนี้เมื่อกำหนดสาขาขาดแคลนแล้ว จะเปิดกว้างให้ผู้ที่ไม่ได้จบครู มาสอบด้วยหรือไม่นั้น คิดว่าน่าจะมี เพราะการสอบครูผู้ช่วยปีที่ผ่านมาเปิดโอกาสให้สอบได้ ปีนี้ก็คงต้องมี แต่คิดว่าน้อยมาก เพราะต้องเป็นสาขาขาดแคลนจริงๆ จนไม่มีคนมาสมัคร เช่น สายอาขีพเพราะขณะนี้โรงเรียนเปิดสายอาชีพค่อนข้างมาก และคนที่จบในสาขาเหล่านี้ ไม่ได้เตรียมตัวมาเป็นครู ดังนั้น ต้องมีช่องทางให้เขาสามารถเข้ามาเป็นครูได้ สพฐ. เลือกเปิดสอบสาขาขาดแคลนตามประโยชน์ของเด็ก ไม่ใช่ตามประโยชน์ของใคร

ผู้สื่อข่าวถามว่า ส.ค.ศ.ท.ระบุว่าผู้ที่จบสาขาอื่นมาสอบเป็นครูสอนไม่เป็น นายบุญรักษ์ กล่าวว่า อาจจะไม่จริงทุกคน ที่สอนเก่งก็เห็นจำนวนมาก เพราะคนที่เป็นติวเตอร์ดัง ก็ยังมาสอบเป็นครูผู้ช่วยสังกัดสพฐ. ส่วนที่บอกว่าเก่งแต่ติวนั้นใครตัดสินได้ ต้องดูที่ผลลัพธ์ของเด็ก

ที่มา: มติชน, 30/4/2561

ผลโพลเผยพนักงาน 37% อยากลาออกหางานใหม่

ริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดทำผลสำรวจดัชนีความสุขในการทำงานของพนักงานไทยจากกลุ่มตัวอย่าง 1,108 คน ตลอดทั้งปี 2560 พบ 60% ของคนไทยมีความสุขกับการทำงาน แต่ค่าเฉลี่ยของคะแนนดัชนีความสุขคิดเป็น 4.55 คะแนน ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าครึ่ง และน้อยลงเมื่อเทียบกับปี 2559 ส่วนดัชนีความสุขในการทำงานอีก 6 เดือนข้างหน้า มีทิศทางลดลงเหลือ 4.51 คะแนน

5 สายงานที่มีความสุขในการทำงานสูงสุดในปี 2560 ได้แก่ งานบริหาร (4.95 คะแนน), งานธุรการและทรัพยากรบุคคล (4.94 คะแนน), งานวิศวกรรม (4.86 คะแนน), งานไอที (4.74 คะแนน) และงานขนส่ง (4.73 คะแนน)

เมื่อเทียบระดับความสุขของพนักงานใน 7 ประเทศ รวมไทย ที่ร่วมทำการสำรวจครั้งนี้ คือ ฮ่องกง เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทย พบว่า พนักงานไทยมีระดับความสุขเป็นอันดับที่ 5 (ปีก่อนได้อันดับ 3) เป็นรองแรงงาน อินโดนีเซีย (5.27) เวียดนาม (5.19) ฟิลิปปินส์ (4.97) และมาเลเซีย (4.65) รั้งท้ายด้วย ฮ่องกง (4.45) และสิงคโปร์ (4.31)

และเมื่อสอบถามว่า อะไรคือความสุขของพนักงานในอีก 6 เดือนข้างหน้า พบว่า 37% ของพนักงานที่ตอบแบบสอบถาม เลือกลาออกจากงานเพื่อหางานใหม่ ขณะที่ 20% จะพอใจกับชีวิตการทำงานในองค์กรเดิมมากขึ้นหากได้รับการปรับเงินเดือน และ 8% จะมีความสุขกับการทำงานมากขึ้นหากได้รับการยอมรับในผลงานหรือได้รับรางวัลจากการทำงาน

ที่มา: news.bectero.com, 30/4/2561

แรงงานไทย 2 คน เสียชีวิตเหตุเพลิงไหม้ในไต้หวัน ได้ชดเชยคนละ 40,000 บาท

จากเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในโรงงานชินพูน สาขาผิงเจิ้น ในเมืองเถาหยวน เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา และลุกลามมาติดหอพักแรงงาน

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลานานกว่า 9 ชั่วโมง จึงจะสามารถควบคุมเพลิงได้ เนื่องจากโรงงานแห่งนี้ผลิตแผงวงจรไฟฟ้า มีวัตถุไวไฟเป็นส่วนประกอบ ทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิง เสียชีวิต 5 คน และแรงงานไทยเสียชีวิต 2 คน ทราบชื่อคือ นายภาณุพงษ์ แสงลำ อายุ 24 ปี ภูมิลำเนาจังหวัดฉะเชิงเทรา และนายเชิดศักดิ์ บุรัมย์สูง อายุ 42 ปี มาจากจังหวัดบุรีรัมย์

ผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คน เป็นแรงงานถูกกฎหมาย จัดส่งโดยบริษัทจัดหางาน เอสพี ลีดเดอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (ไทย) และบริษัทจัดหางาน SUMMIT ไต้หวัน

นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน ยืนยันว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คน เป็นสมาชิกกองทุนช่วยเหลือผู้ที่ไปทำงานในต่างประเทศ จึงได้รับเงินชดเชยคนละ 40,000 บาท และค่าทำศพจ่ายตามจริงแต่ไม่เกิน 40,000 บาท

นอกจากนี้ยังมอบหมายให้สำนักงานจัดหางานจังหวัดแจ้งญาติของผู้เสียชีวิต เพื่อประสานงานและให้การช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวในเบื้องต้น ส่วนสำนักงานแรงงานไทยในไต้หวัน อยู่ระหว่างตรวจสอบสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากนายจ้าง

สำหรับโรงงานชินพูน สาขาผิงเจิ้น แจ้งว่าจ้างแรงงานต่างชาติประมาณ 500 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานไทย 250 คน เวียดนาม 220 คน และฟิลิปปินส์ 30 คน หอพักที่เกิดเหตุเพลิงไหม้มีคนงานต่างชาติพักรวมกัน 380 คน ที่เหลือพักอยู่ในหอพักนอกโรงงาน ขณะนี้นายจ้างได้จัดให้คนงานทั้ง 380 คน พักตามหอพักในโรงงานชินพูนสาขาหนานข่านและหอพักชั่วคราวแล้ว

ที่มา: ThaiPBS, 30/4/2561

ไฟไหม้โรงงานผลิตแผงวงจรไฟฟ้าในไต้หวัน คนไทยเสียชีวิต 2 คน

เมื่อเวลา 21:26 น. วันที่ 28 เม.ย. 2561 เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โรงงานชินพูน (CHIN POON INDUSTRIAL) สาขาผิงเจิ้น เนื่องจากเป็นโรงงานผลิตแผงวงจรไฟฟ้าหรือ PCB รายใหญ่ของโลก เพลิงลุกลามไปยังหอพักคนงานต่างชาติที่อยู่ติดกัน คนงานต่างชาติในหอพัก ซึ่งประกอบด้วยคนงานไทยเพศชาย 180 คน และแรงงานหญิงเวียดนาม 130 คน ขณะเกิดเหตุบางคนทำงานกะกลางคืน บางคนนอนอยู่ในหอพัก แต่ละคนวิ่งหนีกันอลหม่าน ข้าวของส่วนใหญ่ไม่ได้เอาติดตัวไปด้วย

ตำรวจดับเพลิงรุดไปที่เกิดเหตุ แต่เนื่องจากภายในโรงงานมีวัตถุไวไฟปริมาณมากและเกิดการระเบิดหลายครั้ง จนถึงรุ่งเช้า 06.00 น. จึงควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ อย่างไรก็ตาม  เหตุเพลิงไหมครั้งนี้ สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง มีตำรวจดับเพลิงเสียชีวิต 6 นาย บาดเจ็บสาหัส 1 นาย ในส่วนของแรงงานไทย เสียชีวิต 2 ราย ได้แก่ นายภานุพงษ์ และนายเชิดศักดิ์   โรงงานชินพูน สาขาผิงเจิ้น ผลิตแผลวงจรไฟฟ้าหรือ PCB ว่าจ้างแรงงานต่างชาติประมาณ 500 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานไทย 250 คน เวียดนาม 220 คน และฟิลิปปินส์ 30 คน หอพักที่เกิดเหตุเพลิงไหม้มีคนงานต่างชาติพักรวมกัน 380 คน ที่เหลือพักอยู่ในหอพักนอกโรงงาน ขณะนี้ นายจ้างได้จัดให้คนงานทั้ง 380 คน ไปพักตามหอพักในโรงงานชินพูนสาขาหนานข่านและหอพักชั่วคราวแล้ว

ที่มา: Radio Taiwan International, 29/4/2561

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์