อัพเดทล่าสุดเมื่อ 11 นาที 47 วินาที ที่ผ่านมา

คุยนอกเรื่องการเมืองกับ ‘Prakammanu’ เพจดังทะลุแสนแชร์วาดการ์ตูนล้อการเมือง

คุยกับแอดมินเพจ ‘Prakammanu’ เพจที่มีคนแชร์โพสต์เกินแสน กับรูปวาดล้อการเมืองไทยผสมกับหนังอเวนเจอร์ภาคสามที่ลายเส้นประณีตสวยคม แม้เขาจะบอกว่าไม่รู้ลึกเรื่องการเมืองและเพจก็นำเสนอเรื่องอื่นด้วย แต่เขาคิดว่า “เรื่องการเมืองจะเป็นเรื่องที่คนพูดถึงบ่อยๆ มีเรื่องราวแปลกๆ ที่สามารถเอามาเป็นวัตถุดิบได้เรื่อยๆ” ยันเดินหน้าวาดพาร์ทสามต่อ

ต้นอาทิตย์ที่ผ่านมา ‘Prakammanu’ อาจจะเป็นเพจเฟซบุ๊คที่หลายคนเห็นผ่านตา หลายคนอาจหัวเราะแล้วแชร์อัลบั้มรูปวาดล้อเลียนการเมืองไทยผสมกับหนังอเวนเจอร์ภาคสามที่ลายเส้นประณีตสวยคม เปิดเรื่องด้วยปมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างเผ็ดร้อนอย่างเรื่องบ้านพักตุลาการเชิงดอยสุเทพ แล้วยกทัพเหล่าคนดังทางการเมืองและทางมีมในอินเตอร์เน็ตที่แปรสภาพมาเป็นตัวละครในหนังอเวนเจอร์อย่างแนบเนียน เช่น บิ๊กตู่ (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) บิ๊กป้อม (พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ) เสธ.ไก่อู (พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด) สศจ. (สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล) ธัมมี่ (พระธัมมชโย) เนเน่ (เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล) ส่งผลให้โพสต์นั้นมียอดแชร์ถล่มทลายเป็นแสนโพสต์ในไม่กี่วัน

‘Prakammanu’ หรือชื่อภาษาไทยว่า ‘ประกัมมนู’ มีเจ้าของเพจเพียงหนึ่งเดียวคือมือกราฟฟิควัย 26 ปีแห่งบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง เขายืนยันกับประชาไทว่าไม่ได้รู้ลึกเรื่องการเมือง และเพจเองก็นำเสนอมุกตลกอื่นนอกจากเรื่องการเมือง เพียงแต่เรื่องการเมืองนั้นผ่านตาเขาแทบทุกวันในฟีดเฟซบุ๊ค และหลายเพจก็นำมาล้อ มาแซวกันอย่างขำขันเป็นเรื่องปกติ จนเขาเองก็อยากนำมาทำให้ตลกในมุมของเขาบ้าง และแม้เขาจะไม่ได้ตามเรื่องการเมืองตลอดเวลา แต่เมื่อจะนำมาวาดเขาก็จำเป็นต้องศึกษาและถามผู้รู้เพิ่มเติม เพื่อไม่ให้วาดออกมาแบบมั่วๆ เขายืนยันว่าไม่อยากพูดถึงเรื่องการเมือง เราจึงจะคุยกับเขาในเรื่องอื่นนอกเหนือจากนั้น

แอดมินเพจ ‘Prakammanu’

ชื่อเพจมาได้ไง?

ประกัมมนู มาจากนามสกุล มันมาจากตอนเด็กๆ ที่เราวาดรูปแล้วอยากมีนามปากกา เรานึกไม่ออกก็เลยใช้นามสกุลตัวเองเป็นนามปากกา ซึ่งตอนนี้เริ่มอยากเปลี่ยนชื่อแล้ว เพราะกลายเป็นว่าเราตามหาตัวง่ายมากๆ เสิร์ชจากนามสกุลก็เจอเลย (หัวเราะ)

กระแสตอบรับจากการ์ตูนล้ออเวนเจอร์ทั้งพาร์ทแรกพาร์ทสอง (หรือในชื่อ ‘วิกฤตประเทศไทย) ดีขนาดนี้รู้สึกยังไงบ้าง?

พาร์ทสองตอนแรกคนแชร์เป็นหมื่นเราก็ดีใจมากแล้ว แต่มันกลายเป็นแสนแชร์ เราก็รู้สึกมันไปไกลขนาดนั้นได้ไง เราทำเพจมาประมาณ 5-6 ปี คนไลก์ไม่เกินหนึ่งแสนคน แต่พอโพสต์นั้นออกไปโพสต์เดียวยอดไลก์เพิ่มมาอีกแสนคน ใจหนึ่งก็ดีใจนะ แต่อีกใจก็กังวล

มีคนชอบมาแซวว่า พี่ยังอยู่อีกเหรอวะ พี่ยังไม่โดนจับอีกเหรอวะ พ่อเราถึงกับโทรมาว่า “ระวังให้ดีเหอะมึง” ลูกพี่ลูกน้องก็โทรมาบอกว่า “โดนแน่ อยากกินอะไร ข้าวผัดไหม โอเลี้ยงไหม” เอาจริงพอทุกคนพูดแบบนี้เราเริ่มกังวล แต่พอมันไม่มีอะไรเกิดขึ้นเราก็เลยเลิกกังวลไปแล้ว กำลังเดินหน้าพาร์ทสามอยู่ เพราะพาร์ทสองมันยังไม่จบ คิดอยู่ว่ามันจะพีคเท่าอันเดิมไหม แต่ถึงไม่เท่าก็ไม่เป็นไร เพราะผมก็อยากทำให้มันสุดของมัน

เราทำงานอยู่อเจนซี่โฆษณา เขาก็จะบอกกันว่าแสนแชร์มันไม่ใช่ง่ายๆ บูสท์โพสต์ก็ยังอาจจะไม่ได้ แสดงว่ากระแสเกี่ยวกับเรื่องนี้มันคงมาจริงๆ ทั้งหนังที่เราเอามาใช้ และเหตุการณ์จริงที่หยิบมา

แล้วก็มีคนทักมาหลังไมค์ถามว่าคุณสีเสื้อไหน ที่คุณวาดมันก็ดีนะแต่มันบิดเบือนความจริง เราก็ตอบไปว่าผมไม่มีสีเสื้อไหนครับ แค่อยากแซวเฉยๆ สุดท้ายแล้วเรื่องนี้มันคือเรื่องที่แต่งขึ้น ผมไม่ได้มีเจตนาบิดเบือนความจริง ก็ขอโทษด้วย เราก็พูดกันดีหลังไมค์ (ในแชท) แต่ในโพสต์ก็มีคอมเมนต์ดุเดือดมากๆ

เป็นแบบนี้แล้วยังรู้สึกคุ้มที่จะเล่นไหม?

ส่วนตัวผมมองว่ามุกมันฮา ผมไม่ได้คิดเรื่องความสมจริงสมจังของเนื้อหา แต่ผมคิดว่าเราใส่มุกนี้แม่งฮาแน่นอน ซึ่งมันฮาจริงๆ คุ้มไหมผมคิดว่าก็คุ้ม แต่ครั้งหน้าแค่ต้องระวังเรื่องบางเรื่อง คนชอบมันก็มี คนเกลียดมันก็มี ตอนนี้ก็เริ่มปลงๆ เรารู้สึกว่าเราล้อขำๆ เราไม่ได้ล้อแบบปลุกระดมให้คนลุกขึ้นมาต่อต้าน

กดดันไหม?

แรกๆ ไม่กดดัน ตอนนี้เริ่มกดดันแล้ว มันเริ่มมีความคาดหวังจากทุกคนเยอะ เริ่มมีคนบอกว่าเอาตัวนั้นเข้ามาสิ ตัวนี้เข้ามาสิ หลังจากพาร์ทสามถ้าจะมีอีกก็คงจะไม่ใช่เกี่ยวกับอเวนเจอร์ภาคสามแล้ว ก็อาจจะต้องรอหนังเรื่องใหม่ หรืออเวนเจอร์สี่เข้า ก็อาจจะผลัดไปเล่นมุกตลกในชีวิตประจำวันอีก จริงๆ การเมืองในเพจเรามันก็มาไม่บ่อย เราเพิ่งมาทำในช่วงหลัง เพราะเวลาเราตัน เรื่องการเมืองจะเป็นเรื่องที่คนพูดถึงบ่อยๆ มีเรื่องราวแปลกๆ ที่สามารถเอามาเป็นวัตถุดิบได้เรื่อยๆ

คุณคิดว่าอารมณ์ขันมีพลังไหม?

(พยักหน้า) ใช่ สมัยผมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเรามักเป็นตัวล้อเพื่อน แกล้งเพื่อน ทำให้เกิดเสียงหัวเราะขึ้นในกลุ่ม แล้วเราก็รู้สึกดีเอง แล้วยิ่งพอเราไปทำในเพจแล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ของคนหัวเราะไปกับเรา มันอาจจะมีคนที่เครียดจากงาน ทะเลาะกับแฟนมา แต่ถ้าเขามาเห็นมุกเราแล้วเขาหัวเราะ เรารู้สึกชอบความรู้สึกนี้  และไม่เคยคิดว่าเพจเราจะมีคนมากดไลก์เยอะขนาดนี้ ก่อนหน้านี้เราก็วาดเรื่องอื่นซึ่งคนก็ชอบเกินคาดเหมือนกัน แน่นอนว่ายอดไลก์ที่เพิ่มขึ้นแสนหนึ่งมันมาจากที่เราวาดเกี่ยวกับการเมือง แต่จุดมุ่งหมายการทำเพจคือเราไม่อยากทำเพจซีเรียส อยากทำเพจขำๆ เล่าเรื่องฮาๆ

ฝึกวาดรูปมานานรึยัง?

ชอบวาดมาตั้งแต่เด็ก แต่ก่อนจะอ่านการ์ตูนแล้วก็จะเปิดการ์ตูนพวกนี้วาดรูปตาม แต่ผมอ่านการ์ตูนไม่เยอะ ที่อ่านก็อย่างเช่น วันพีช เดธโน้ต ทเวนตี้เซนจูรี่บอย ที่ชอบที่สุดคงเป็นเดธโน้ต ตอนเด็กๆ เราพยายามจะก็อปลายเส้นเดธโน้ตมาเป็นลายเส้นของตัวเราเอง แต่ก็รู้สึกว่ามันเกินความสามารถเรา โตขึ้นมาเราเจอนักเขียนการ์ตูนไทยคนหนึ่งชื่อ ‘เดอะดวง’ เริ่มตามผลงานเขา เขาเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เราหันมาวาดการ์ตูนอย่างจริงจัง รู้สึกว่างานเขามันดี มีโอกาสได้ไปเจอเขาตอนเข้าแคมป์ฝึกวาดการ์ตูนตอนม. 4 ด้วย

หลังจากนั้นเราก็ฝึกวาดจากงานของเดอะดวง ตอนนั้นมีความคิดว่ายิ่งเราวาดเหมือนเขาเท่าไหร่ยิ่งเก่งเท่านั้น วาดให้เพื่อนดูเพื่อนก็บอกว่าเหมือนเดอะดวงเลย เรารู้สึกภูมิใจ ‘เราเป็นเงาของเดอะดวงเลยนะเว้ย’ หลังๆ รู้สึกว่า ‘เออ นี่เราเป็นเงานี่หว่า’ เราเลยรู้สึกต้องฉีกออกมา เราได้ดูงานเยอะขึ้น ที่ประทับใจคืองานของศิลปินเกาหลีชื่อ ‘คิมจุงกิ’ ที่ผมรู้สึกว่าเขาไม่เหมือนใครและสกิลเขามันสุดจริงๆ ปกติเวลาเราจะวาดอะไรเราต้องร่างก่อนแต่เขาไม่ต้องร่างเลย เหมือนภาพทุกอย่างอยู่ในหัว เราซื้ออาร์ตเวิร์คเขามาหลายเล่ม แล้วก็เข้าเว็บไซต์ Pinterest หาพวกงาน illustration ดูเยอะๆ ฝึกมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ก็ไม่มีใครทักว่างานเราเหมือนเดอะดวงแล้ว  

ที่มาของเพจ?

ย้อนไปสมัยปี 2012 เราวาดรูปแล้วโพสต์ลงเฟซบุ๊คตัวเอง เพื่อนๆ ก็ยุว่าเปิดเพจไหม จะได้เอาผลงานไปลง เราก็เลยลองเปิด ตอนแรกๆ ที่เปิดเพจจะวาดรูปแนวโชว์สกิล วาดสวยๆ งามๆ แต่ตอนหลังเริ่มรู้สึกว่าวาดโชว์ไปแล้วมันยังไงต่อ คนดูแล้วก็คิดว่าสวยดี แล้วก็ผ่านไป เราเลยคิดว่าต้องเอาอะไรมาใส่ มาเล่าเรื่องหน่อย คนถึงจะชอบกัน เลยเริ่มมาทำเป็นการ์ตูนแก๊กที่เล่าเรื่องทีละแผ่นๆ เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว แล้วก็ลองทำมาเรื่อยๆ

ความตลกมาได้ไง?

บอกไม่ได้ว่ามันมาได้ไง รู้สึกว่าเราก็เป็นคนร่าเริงคนหนึ่ง แล้วเราก็มักจะเอามุกตลกที่เล่นๆ กันกับเพื่อนมาใช้ในงานบ่อยๆ แต่เมื่อก่อนเราจะวาดมุกตลกบ้าง เศร้าบ้าง ผสมกันไปแล้วแต่ว่าเราอยู่ในอารมณ์แบบไหน แต่บางทีเราอยู่ในช่วงอารมณ์เศร้าเราก็จะวาดแต่เรื่องเศร้าๆ จนมีอยู่วันหนึ่งมีลูกเพจมาบอกว่าช่วงนี้เศร้าจังเลยเนอะ เราก็รู้สึกสะอึกขึ้นมาว่าการวาดให้คนอินเรื่องเศร้าไปกับเรามันแย่เนอะ เราอยากให้พลังด้านบวกกับคนดูมากกว่า

หลังๆ ก็เลิกทำเรื่องเศร้า เน้นเรื่องตลกอย่างเดียวเลย ซึ่งบางทีมันก็ยากที่จะคิดเรื่องตลก ทำให้คนตลกไปกับเรา บางทีหยุดไปเกือบเดือนเพราะไม่รู้จะวาดอะไรให้มันตลก แต่เวลามันจะมามันก็มา เราชอบดูหนังมากๆ บางทีเราจับหนังที่เราไปดูมาผสมผสานกับโลกแห่งความเป็นจริง มันเข้ากันพอดีเป๊ะเลยว่ะ มันเลยกลายเป็นมุกตลกอีกมุกหนึ่งขึ้นมา

มุกตลกเกี่ยวกับหนังเคยทำแล้วตอนที่ไปดูสตาร์วอร์มาแล้วเอามาวาดล้อธรรมกาย เวลาไปดูหนังมันอิน แล้วอยากจะวาด พอมาเรื่องอเวนเจอร์ก็คิดอยู่ว่าต้องวาดอีก ตอนแรกก็ไม่รู้จะเอาเรื่องอะไรมาผสม แต่พอคิดไปคิดมา การเมืองมันก็เข้ากับเรื่องนี้นี่หว่า ตอนโพสต์พาร์ทหนึ่งก็ได้ผลตอบรับที่ดี เนติวิทย์เขาก็ทักมาขอรูปไปแชร์ เราก็ดีใจมากเลยมีเซเลปขอไปแชร์ด้วย ตอนแรกกะทำแค่พาร์ทหนึ่งแล้วจบ แต่พอคนบอกว่ามันต้องมีต่อแล้วพี่ เราก็เอาวะ ต่อพาร์ทสอง

ซึ่งที่ผ่านมาเราก็แซวทุกกลุ่มการเมือง อะไรที่มันเป็นข่าวในตอนนั้น เวลามันหมดมุกแบบไม่รู้จะวาดอะไรเลยจริงๆ ผมก็เปิดดูข่าวว่าอะไรที่มันเป็นกระแสในตอนนั้น มันก็จะมีบางช่วงที่เรารู้ว่าต้องเอาข่าวนี้มาเล่น แต่ก็มีบางอันที่ไม่รู้จะเล่นยังไง ไม่รู้จะร้อยเรียงยังไงก็ปล่อยผ่านไป อย่างเรื่องเสือดำ ก็ไม่ได้เล่น เพราะคนอื่นก็เล่นกันหมดแล้ว

วิธีการร้อยเรื่อง?

เราจะคิดต้น กลาง จบ ไว้ก่อน แต่ระหว่างทางเราจะเอาอะไรไปใส่ค่อยคิดอีกที บางทีเราอาบน้ำ ไปเดินห้าง เรานึกอะไรออก หรือบางทีเราคุยกับเพื่อนแล้วมันตลก เรารีบจด รีบแคปไว้เลยเป็นมุก แล้วพอเราจะวาดเราก็มาเปิดดูว่าเราจะเอามุกนี้ใส่เข้าไปในช่วงไหน

อย่างพาร์ทสองเราคิดต้น กลาง จบ แล้วก็คิดไปทำไประหว่างทางด้วย ซึ่งเราคิดว่ามันไม่ต้องตามหนังเป๊ะๆ แต่เราจะสามารถฉีกได้แค่ไหน พลังของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องตามหนัง แต่เอาชีวิตจริงที่เขามีประเด็นอะไรกันมาวิเคราะห์แล้วดัดแปลงว่าคนนี้เหมาะกับพลังแบบนี้ มันมีทั้งความเรียลและความไม่เรียลอยู่ด้วย

เอาเวลาไหนไปทำ?

พาร์ทหนึ่งทำไม่นานเพราะมี 20 กว่ารูป แต่พาร์ทสองมี 70 รูป ก็ทำระหว่างหลังเลิกงาน ทำอยู่อาทิตย์หนึ่ง ตั้งแต่ประมาณห้าทุ่มเที่ยงคืนจนถึงตีสี่ แล้วก็ตื่นสิบโมงมาทำงาน วันสุดท้ายเราทำถึงหกโมงเช้า เพราะอยากปล่อยให้ทันเวลาที่ตั้งไว้ พาร์ทหนึ่งกับสองเลยปล่อยห่างกันอาทิตย์หนึ่งพอดี

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai