อัพเดทล่าสุดเมื่อ 4 ชั่วโมง 34 นาที ที่ผ่านมา
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ป่าแหว่ง: การใช้สิทธิชุมชน

 

จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม การที่ประชาชนชาวเชียงใหม่ได้ออกมารณรงค์ให้มีการ “รื้อ เต ตุ๊บ” บ้านพักของตุลาการแถบเชิงดอยสุเทพจนเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศและทั่วโลก(ที่มีคนไทยอยู่)นั้นคือการใช้  “สิทธิชุมชน” ซึ่งผมอยากจะนำเรื่องสิทธิชุมชนนี้มาเสนอเพื่อเป็นตัวอย่างของการใช้สิทธิชุมชน โดยขอไม่กล่าวถึงรายละเอียดของผลการเจรจาเพราะมีรายละเอียดปรากฏตามข่าวเยอะแล้ว

การออกมาใช้ “สิทธิชุมชน”ของคนเชียงใหม่นั้นไม่ใช่ของใหม่ ที่ผ่านมากลุ่มชนต่างๆในสังคมไทย ต่างออกมาเรียกร้องสิทธิกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องสิทธิในที่ดิน น้ำ ป่าหรือสิทธิในการทำประมงชายฝั่ง จึงเกิดมีคำถามตามขึ้นมาเสมอๆว่า ทำไมชาวบ้านถึงคิดว่าตนเองมีสิทธิในทรัพยากรเหล่านั้น ในขณะที่ภาคราชการกลับคิดว่าชาวบ้านไม่มีสิทธิ อย่างเช่นในกรณีของสิทธิที่ชาวบ้านออกมาเรียกร้องค่าชดเชยจากการสูญเสียอาชีพประมงในแม่น้ำมูล ซึ่งเกิดจากการสร้างเขื่อนปากมูล หรือ การที่ชาวบ้านลุกขึ้นปกป้องสิทธิของตน ด้วยการคัดค้านการสร้างเขื่อน การสร้างโรงไฟฟ้าพลังถ่านหิน หรือการสร้างท่อก๊าซ และล่าสุดคือกรณีป่าแหว่ง

กรณีต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นความขัดแย้งในการตีความหมายของสิทธิ หรือการเข้าใจความหมายของสิทธิแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหมายของสิทธิชุมชน เช่น สิทธิของชาวนา สิทธิชาวบ้าน และสิทธิของท้องถิ่น ทั้งๆ ที่เป็นความคิดที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2540 แล้ว ล่าสุดคือรัฐธรรมนูญฯปี 60 ก็บัญญัติไว้ให้ชุมชนย่อมมีสิทธิ “จัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ”

การบัญญัติเรื่องสิทธิชุมชนไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดก็เพื่อให้ความสำคัญกับสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร แต่เนื่องด้วยความหมายที่ยังไม่คุ้นเคย จึงมีการตีความที่ไม่ตรงกัน

สิทธิชุมชนคืออะไร

ได้มีผู้ให้คำนิยามหรือความหมาย “สิทธิชุมชน”ไว้เยอะมาก

นิธิ  เอี่ยวศรีวงศ์  กล่าวว่า “แนวความคิดเรื่อง  สิทธิชุมชน สำหรับสังคมไทยอาจดูเป็นเรื่องใหม่ แต่อย่างน้อยที่สุด ขณะนี้เราก็สามารถปลูกฝังสิ่งนี้ลงไปในสังคม โดยผ่านกระบวนการนอกระบบการศึกษา จนในที่สุดมันซึมเข้าไปในระบบการศึกษากลายเป็นสิ่งที่ชาวบ้านใช้ในการต่อสู้หลายต่อหลายเรื่อง สิ่งสำคัญคือทำอย่างไร ที่จะทำให้แนวคิดเรื่อง สิทธิ  ซึ่งในความเข้าใจของคนทั่วไปนั้น ยังเป็นความหมายเพียงแค่ขอบเขตของปัจเจกบุคคล ได้ขยายความหมายของคำๆ นี้ออกไปตามแนวคิดของโครงสร้างสังคมสมัยใหม่ได้  เราไม่ควรไปติดกับชุมชนที่มีความหมายเป็นแค่เพียงพื้นที่เพียงอย่างเดียว เพราะในเมืองไทยมีสำนึกเกี่ยวกับชุมชนที่ไม่ได้เป็นพื้นที่อย่างเดียวมากมาย เช่น กรณีคนพิการขอให้มีบันไดเลื่อน ถึงแม้จะต่างคนต่างอยู่แต่เป็นประโยชน์ร่วมของเขา จากการที่เขานับตัวเองเป็นคนหนึ่งของ        ผู้พิการ ดังนั้น เรื่องของชุมชนกับเรื่องของอัตลักษณ์เป็นเรื่องเดียวกัน หมายความว่า ตัวเองมีผลประโยชน์ร่วมกับคนอื่นอย่างไร หรือควรจะมีทรัพยากรของตัวเองร่วมกับคนอื่นอย่างไร เหล่านี้เองคือความเป็นชุมชน และการที่คนเหล่านั้นมีจินตนาการว่าตัวตนของตัวเองส่วนหนึ่งร่วมอยู่กับส่วนอื่นเพราะเหตุผลอย่างนั้น  นี่คือ สิทธิชุมชน ”

เสน่ห์ จามริก ,ยศ สันตสมบัติและอานันท์ กาญจนาพันธุ์ ใน“ป่าชุมชนในประเทศไทย แนวทางการพัฒนาเล่มที่ 1 ป่าฝนเขตร้อนกับภาพรวมของป่าชุมชนในประเทศไทย” เมื่อ 2536 ชี้ว่าสภาวะของสิทธิชุมชน เกิดขึ้นในสถานการณ์ความขัดแย้ง ที่รัฐและทุนดำเนินการแย่งชิงทรัพยากร ที่ชุมชนพึ่งอาศัย กระบวนการต่อสู้เพื่อพิทักษ์ทรัพยากร เช่น การต่อสู้ ต่อต้าน การสัมปทานไม้ การกันแนวเขตป่าชุมชน สิทธิชุมชนจึงเสมือนเป็นประดิษฐ์กรรมทางสังคม ของชุมชน และขบวนการภาคประชาชน ที่สร้างขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจ จากภายนอกที่เข้ามาส่งผลกระทบต่อชุมชน

ที่ชัดเจนที่สุดก็คือความเห็นของเย็นจิตร ถิ่นขาม ที่สรุปว่า “สิทธิชุมชน”  คือ ข้อตกลง กฎเกณฑ์ทางสังคม หรืออาจพัฒนาสู่ความเป็นสถาบันร่วมกันของกลุ่มคนเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากร การจัดการทางเศรษฐกิจ สังคม และอื่น ๆ กลุ่มคนดังกล่าวมีความสัมพันธ์ทางสังคมร่วมกัน หรือเป็น “ชุมชน” ลักษณะชุมชนนั้นมิได้ยึดติดกับชุมชนหมู่บ้าน อันเป็นรูปแบบการปกครองของรัฐ แต่เป็นเครือข่ายทางสังคมของผู้คนที่มีวัฒนธรรมร่วมกัน อยู่ในระบบนิเวศเดียวกัน มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน หรือมีแบบแผนการผลิต ระบบเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกัน ซึ่งอาจจะมีขอบเขตชุมชนใดชุมชนหนึ่ง หรือหลายชุมชน หลายกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ได้จำกัดแค่ชุมชนชนบท แต่ขยายครอบคลุมถึงเมือง เป็นเครือข่ายท้องถิ่น หรืออาจจะเป็นชุมชนในจินตนาการ ที่ผู้คนสัมพันธ์ผ่านสื่อ หรือนิยามว่าเราเป็นพวกเดียวกัน มีความสัมพันธ์ผ่านสิทธิร่วมกัน

สิทธิชุมชนในฐานะของอุดมการณ์ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชน

ประภาส ปิ่นตบแต่ง ชี้ให้เห็นว่าสิทธิชุมชนในฐานะของอุดมการณ์ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนได้เปิดพื้นที่ทางสังคมและการเมืองอย่างกว้างใหญ่ไพศาล  อันเป็นห้วงเวลาที่พื้นที่ทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับนโยบายเปิดช่องทางในการรวมตัว การแสดงความคิดเห็น การมีส่วนร่วมในทางการเมือง สิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นหลักการสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย งานศึกษาดังกล่าวได้ขยายไปสู่สถานภาพความรู้ของขบวนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในการลุกขึ้นมาปกป้องเคลื่อนไหวของขบวนการภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากทิศทางในการพัฒนาของรัฐ

จากกรณีป่าแหว่งที่เชียงใหม่ได้มีการพยายามอธิบายหรือป้ายสีการเคลื่อนไหวนี้ออกไปในหลายรูปแบบ บ้างก็บอกว่าเป็น “ขบวนการเขียวหางแดง”(ริบบิ้นสีเขียว+เสื้อแดง),บ้างก็บอกว่าเป็นขบวนการพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของตุลาการ,บ้างก็บอกว่าเป็นความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนแท้ๆไม่ใช่ความเคลื่อนไหวทางการเมืองและพยายามกีดกันนักการเมืองออกไปจากความเคลื่อนไหวนี้

ซึ่งในความเห็นที่ว่าไม่ใช่ความเคลื่อนไหวทางการเมืองนี้ผมในฐานะนักรัฐศาสตร์ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่นัก เพราะหากพิจารณาตามความหมายของคำว่า “การเมืองคืออะไร” ของฮาโรล์ด ลาสเวล (Harold D. Lasswell) ปรมาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ ชาวอเมริกันที่กล่าวว่า “การเมือง คือ การได้มาซึ่งอำนาจ เพื่อที่จะตัดสินว่าใครจะได้อะไร เมื่อใด และอย่างไร(Politics is,who gets “What”, “When”, and “How”) แล้ว  กรณีป่าแหว่งนี้ก็คือการเมืองอย่างหนึ่ง แต่เป็นการเมืองภาคประชาชนด้วยการใช้ “สิทธิชุมชน”ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง

 

 

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 16 พฤษภาคม 2561

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai