ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

บันทึกแด่ตัวตนนักเคลื่อนไหวของผม

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล และภวัต อัครพิพัฒนา ถอดความคำปาฐกถาของ Wael Ghonim วิศวกรผู้จับพลัดจับผลูกลายเป็นผู้นำการโค่นล้ม ฮูสนี มูบารัค ผู้นำเผด็จการของอียิปต์ ในงาน Oslo Freedom Forum 2018 

 

วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ในห้องรับรองนักพูด ผมนั่งอยู่ในนั้น ตื่นเต้นที่จะขึ้นพูดปาฐกถาในงาน Oslo Freedom Forum 2018 ที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ Wael Ghonim เป็นคนพูดคนต่อๆ ไปหลังจากผม ผมทราบมาว่า เขาเป็นวิศวกรผู้จับพลัดจับผลูกลายเป็นผู้นำการปฏิวัติอียิปต์โค่นล้มฮูสนี มูบารัค ลง และหนังสือของเขา Revolution 2.0: The power of people is stronger than the people in power แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ “ปฏิวัติ 2.0” (โดย สำนักพิมพ์โอเพ่นเวิร์ล)  เมื่อผมพูดเสร็จแล้วก็ออกไปฟังผู้พูดคนอื่นๆ ปรากฏว่า เมื่อได้ฟังปาฐกถาสั้นๆ ของเขานั้นรู้สึกกินใจมาก มันสอนผมและสอนคนอื่นๆ ในห้องได้อย่างดี แม้ว่าเขาจะอ้างว่านั่นเขาเขียนให้ตัวเองก็ตาม หลังจากนั้น ผมพบเขาแล้วก็ขออนุญาตแปลคำปาฐกถาเป็นไทย ซึ่งเขาก็อนุญาตในทันที ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับนักกิจกรรมอย่างตัวผม นักกิจกรรมคนอื่นๆ และคนทุกคน ผมและภวัต อัครพิพัฒนา จึงถ่ายทอดมาเป็นภาษาไทยมีข้อความดังต่อไปนี้ - เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล


 

นี่ก็นับได้สิบปีแล้วที่ผมกลายเป็นนักเคลื่อนไหวโดยบังเอิญ บนเส้นทางของผม ผมได้ทำบางสิ่งที่ถูกต้องและหลงผิดมากคณา ผมได้รับแรงบันดาลใจจากผู้สูงศักดิ์กว่าและผมอ่อนน้อมเมื่ออยู่กับผู้น้อย ผมโอบรับความเจ็บปวดและเฉลิมฉลองกับความเบิกบาน

ผมรู้สึกทราบซึ้งที่มูลนิธิสิทธิมนุษยชนได้ให้โอกาสแก่ผมในการแบ่งปันสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในระหว่างการเดินทางในการเป็นบุคคลที่ดีกว่าตัวผมที่ผมเป็นอยู่ แต่ขอให้ผมได้พูดอะไรสั้นๆ สักนาทีสองนาทีเสียก่อนที่จะแบ่งปันกับพวกคุณว่าทำไมผมถึงมาอยู่ ณ จุดๆ นี้ได้

“ภาวนาให้อียิปต์ กังวลใจมากเหมือนกับว่ารัฐบาลมีแผนการจะก่ออาชญากรรมสงครามพรุ่งนี้แก่ประชาชน เราทั้งหมดพร้อมแล้วที่จะเผชิญมัน” 28 มกราคม 2011 - เวลา 12.08 น.

ไม่นานนักหลังจากที่ผมทวีตข้อความนี้ ผมถูกโจมตีโดยชายติดอาวุธสี่คน พวกเขากระชากลากตัวผมเข้าไปในรถ เอาผ้าปิดตามาปิดตาผม เพื่อให้ผมไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะถูกพาไปที่ไหน ผมไม่เคยเจออะไรที่น่ากลัวเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต

เป็นเวลาสิบเอ็ดวันสิบเอ็ดที่ผมถูกล่ามโซ่ ปิดตา และถูกรุมตี พวกเขาพรากทุกอย่างไปจากผม - แม้กระทั่งชื่อตัวผมเอง พวกเขาเรียกผมว่า “สี่สิบเอ็ด” ผมถูกปิดตาไว้ตลอดเวลา ความมืดเป็นสิ่งเดียวที่ผมเห็น ผมหมดกำลังที่จะนับวันคืน เสียงร้องจากการทรมานนอกห้องขังผมทำให้ผมตื่นอยู่ตลอดคืน
 

ก่อนหน้านั้นชีวิตผมปกติสุขทั่วไป ผมยุ่งกับงานธรรมดาทั่วๆ ไป ดูแลครอบครัวขณะที่ทำงานในบริษัทกูเกิล

ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อผมเห็นภาพศพของชายหนุ่มชื่อ คารีด ซาอีด ซึ่งถูกทรมานจนตายโดยฝีมือของตำรวจอียิปต์ ผมรู้สึกอัดอั้นไปด้วยความปวดร้าวและความรู้สึกไร้พลังในขณะผมหลั่งน้ำตาเมื่อเห็นใบหน้าที่เละตุ้มเป๊ะของเขา นี่ทำให้ผมสร้างเพจเฟสบุ๊คอันหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า “เราทั้งหมดคือคารีด ซาอิด”  ซึ่งตัวเพจ โดยการช่วยเหลือจากสหายนักเคลื่อนไหวทั้งหลายจุดชนวนการประท้วงที่นำไปสู่การโค่นลงของมูบารัค

ผมถูกจับขังในฐานะนักเคลื่อนไหวนิรนามไร้คนรู้จัก และผมถูกปล่อยตัวออกมาในฐานะคนดังโดยบังเอิญ ผมออกมาในโลกที่แปลกประหลาดสมบูรณ์จากตัวผม คนนับล้านกำลังประท้วงในจัตุรัสตาฮีร์ มีคนตามเฟสบุ๊คเป็นล้านคน ผมถูกรุมล้อมจากความสนใจของสื่อและหน้าของผมก็กลายเป็นที่รู้จักในหมู่คนที่ผมไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

นี่เป็นอะไรที่เกินเลยตัวผมไปมาก ผมรู้สึกถูกเปิดเผยและสับสนจากการที่มีคนยกย่องเป็นไอดอล และจากการถูกเกลียดโดยคนอื่นๆ - ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มคนที่ผมคิดว่าผมได้ต่อสู้เพื่อพวกเขา

การล้มลงของมูบารัคเป็นห้วงเวลาประวัติศาสตร์สำหรับตัวผม และคนนับล้านในอียิปต์ การต่อสู้กับระบบรวมพวกเราเป็นหนึ่ง ผมคิดในตอนนั้นว่าความฝันของเราที่จะมีอียิปต์ที่เป็นประชาธิปไตยและเสรีคงจะเกิดขึ้นแล้วในไม่ช้า

ทว่า ตรงกันข้าม ความฝันนั้นกลายเป็นฝันร้าย ในช่วงเวลาต่อจากนั้นอีกสองปี การแบ่งขั้วที่ทำลายล้างได้ทำให้ทุกคนแสดงด้านมืดของตนออกมา

จากนั้นการประท้วงเดือนมิถุนายนปี 2013 ได้บังเกิด ตามด้วยการประท้วงขนาดใหญ่อีกอัน ประธานาธิบดีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง โมฮันหมัด มอซี ได้ถูกบีบให้ออกโดยกองทัพอียิปต์ พวกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงกระสุนจริงไปยังผู้ชุมนุมประท้วง พวกหัวรุนแรงทางศาสนาเริ่มการก่อการร้ายโดยมุ่งเป้าไปที่พลเรือนและผู้รักษาความปลอดภัยส่วนบุคคล คนนับพันถูกสังหารและอีกนับหมื่นถูกจองจำ

ผมหมดทางเลือกนอกจากออกจากประเทศเพื่อความปลอดภัยของตัวผมเอง ขณะที่เครื่องบินจะออก น้ำตาก็ไหลลงที่หน้าผม ความรู้สึกละอายและอับอายได้แทรกสู่ตัวผม ผมรู้สึกเหมือนตัวเองละทิ้งอุดมการณ์ของตน ทิ้งเพื่อน ทรยศตัวตนอันยิ่งใหญ่ที่ผู้คนได้มอบหมายให้ผมทั้งที่ผมไม่ต้องการ

ที่หมายของผมหรือครับ นั่นคือแคลิฟอร์เนีย

แต่ผมไม่ได้ลงจอดอย่างรู้สึกสบายใจเอาเลย ผมพบตัวเองตกอยู่ในหลุมยุบแห่งความซึมเศร้าซึ่งไม่เคยประสบมาก่อน ผมพยายามจะกลับไปใช้ชีวิตปกติแต่ก็ทำไม่ได้

ผมพบว่าตัวเองร้องไห้ในที่ทำงานและผมรู้ว่าต้องพอได้แล้ว ผมลาออกจากงานในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว และมาที่บอสตัน ทิ้งให้ครอบครัวอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย

ในบอสตัน ผมได้เดินทางเรียนรู้จากความซึมเศร้าของผมเอง ทีแรก ผมไม่ต้องการจะจัดการมันเลย แต่ลึกๆ ข้างใน ผมรู้ว่านี่คือหนทางเดียวเท่านั้น

ผมตระหนักว่ามันไม่ต่างกับคุกของผม การเคลื่อนไหวของผมได้ล่ามโซ่ผม ปิดตาผม ตีผม พรากผมจากทุกสิ่ง แม้กระทั่งอัตลักษณ์ของผมเอง

จนเกือบจะพังพินาศทั้งหมดนั่นแหละผมถึงจะเข้าใจว่าจิตวิญญาณของผมเองได้ถูกทำให้แตกร้าวมากแค่ไหน และมันได้โหยหาช่วงเวลาที่จะกลับมาใคร่ครวญตัวเองแค่ไหน การจองจำในจิตใจของผมทำให้ผมเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง สะท้อนอดีตของผมและผลักดันให้เปลี่ยน นั่นทำไมที่วันนี้ ผมรู้สึกขอบคุณต่อการพังพินาศ

บันทึกถึงตัวเอง

1. การคิดถึงแต่คนอื่นโดยไม่คิดถึงตัวเองเลย แท้จริงแล้วเป็นการหลงอัตตาตนเอง

2. อย่าอยู่ในสภาวะของการเฉิดฉายตนเองว่าแข็งแกร่งโดยปฏิเสธหรือหลบซ่อนความรู้สึกกลัว เจ็บปวด และอ่อนแอ โดยเฉพาะกับคนที่เขาห่วงใยคุณ

3. นรกของคุณเกิดขึ้นเมื่อคุณแหกออกจากคุณค่าทางศีลธรรมที่คุณยึดถือ สวรรค์ของคุณเกิดขึ้นเมื่อคุณปฏิบัติไปตามนั้น

4. จงตั้งคำถามแก่ผู้ถืออำนาจ

ปล. คุณนั่นแหละคือผู้ถืออำนาจ

-------
การเชื่อในตัวเองและความคิดของตนทำให้นักเคลื่อนไหวพร้อมที่จะทำสิ่งที่ท้าทายเกินความสามารถของพวกเขา แต่ความมั่นใจเดียวกันนั้นก็สามารถจะนำเราไปเป็นเหยื่อแห่งอัตตาตนได้

โซเชียลมีเดียให้เราทั้งโอกาสอันมหัศจรรย์ในการแพร่กระจายความคิดของเราและการมีส่วนร่วมกับคนอื่นๆ แต่มันก็เป็นดุจภัยมหันต์ในการสร้างลัทธิการเคลื่อนไหวเพื่อสนองความต้องการตนเองและป้อนเลี้ยงอัตตาแห่งเรา

บันทึกถึงตัวเอง

1. การได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นวิธีการ ไม่ใช่เป้าหมาย

2. จงทำให้อัตตาเป็นลิ่วล้อรับใช้เป้าหมายของคุณ อย่าให้เป้าหมายของคุณมารับใช้อัตตาของคุณ

3. คนที่พูดในฐานะตัวแทนของเป้าหมายนั้นทำอันตรายกับเป้าหมายได้มากที่สุด ปิดปากให้สนิทจนกว่าคุณจะมีอะไรที่เป็นประโยชน์จึงจะพูด

4. อย่าตกไปในหลุมพรางของการแสวงหาความตื่นเต้นจาก “ยอดไลค์” “ยอดแชร์” และ “การติดตาม”

5. ความสนใจเป็นทรัพยากรที่หายากในโลกยุคใหม่ ความเห็นอกเห็นใจ มีศักดิ์ศรี และความกล้าหาญนั้นหายากยิ่งกว่า

---------------

นักเคลื่อนไหวเป็นศาสดาของเป้าหมายของตนเอง ความสำเร็จของเราอยู่ที่การเอาชนะใจประชาชน ถ้าเราใช้เวลาของเราปฏิสัมพันธ์กับคนที่เป็นเพื่อนนักเคลื่อนไหวที่เห็นด้วยกับเราแล้ว นั่นไม่ใชการทำงานเพื่อเป้าหมาย เราแค่กำลังสร้างลัทธิเพื่อสนองตัวเอง

พลังของนักเคลื่อนไหวอยู่ที่เสียงของพวกเขา เมื่อต้องจัดการกับคนที่อยู่ตรงข้ามเรา เราจำต้องมีระดับของการอดทนอดกลั้นเทียบเท่ากับพนักงานตำรวจที่ถูกอบรมมาอย่างดี

ผมเลิกเชื่อแล้วว่ามีคน “ชั่ว” และ “ดี” มนุษย์เป็นสัตว์สปีชีส์ซับซ้อน ทุกคนมีทั้งดีและไม่ดี

ช่วยแนะนำให้ผมรู้จักคนที่ไม่เคยทำสิ่งที่เขากลับมารู้สึกเสียใจภายหลังเลยหน่อยได้ไหมล่ะ

การเดินทางของผมในฐานะนักเคลื่อนไหวเติบโตขึ้นจนเชื่อว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะออกแบบระบบที่ทำให้เราได้เป็นคนที่ดีที่สุดในสายตาของเราขณะที่ก็ตรวจสอบตรวจตราการกระทำของพวกเราด้วย

บันทึกถึงตัวเอง

1. หยุดสุดโต่งและแบ่งแยก ไปพร้อมกับรณรงค์ขันติธรรมและความหลากหลาย

2. ตำรวจไม่ได้เป็นคนบัดซบโดยธรรมชาติ นักเคลื่อนไหวไม่ได้เป็นเทพเทวดาโดยสันดาน จงใช้พลังงานของคุณในการซ่อมแซมระบบ และทำให้ทุกคนผ่านกระบวนการตรวจสอบได้

3. เราจะรู้สึกดีในทางชีววิทยาเมื่อเราลดทอนความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงข้ามเรา พวกเขาก็ชอบทำแบบนี้เหมือนกัน

4. ใช้เวลาไปกับการทำความรู้จักคนไม่เห็นด้วยกับคุณให้มากขึ้น คาดการณ์ในสิ่งที่คุณไม่เห็นด้วย

5. ถ้าคุณอยากจะทำให้ผู้คนแปลกแยกจากเป้าหมายของคุณ จงด่าทอพวกเขาเสีย

----

ในฐานะนักเคลื่อนไหว ในตัวผมก็ย่อมจะมีส่วนที่ไร้เดียงสาอย่างตั้งใจและมองโลกในแง่ดีโดยไม่ย่อท้อ การมองโลกในแง่ดีอย่างไร้เดียงสานี้เองสร้างสะพานเชื่อมระหว่างความจริงในปัจจุบันและอนาคตอันดีกว่าที่เป็นไปได้ แต่สำหรับผมสิ่งที่ดูเหมือนจะไร้เดียงสาและมองโลกในแง่ดีนั้นอาจจะเป็นกลิ่นอายของความอหังการ เมื่อความสมดุลหายไป ความไร้เดียงสาแบบยะโสโอหังนั้นอาจจะทำลายเป้าหมายของเราลงได้ พลังวิเศษของเหล่านักเคลื่อนไหวคือความสามารถของพวกเขาที่จะสามารถคงเส้นคงวาเสมอต่อคุณค่าทางศีลธรรมที่พวกเขายึดถือ สิ่งหนึ่งที่เป็นคุณค่าสำคัญคือการแสวงหาความจริงอย่างซื่อสัตย์

บันทึกถึงตัวเอง

1. หยุดเชื่อความเท็จซึ่งรองรับอคติของคุณ ขณะที่ประณามคนเห็นต่างกับคุณว่าโกหก

2. 99 เปอร์เซ็นต์ของทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดนั้นมั่ว ใบ้ให้ด้วยว่า คุณจะไม่มีทางเจอ 1 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ ในที่ที่คุณคิดว่ามันอยู่

3. ถ้าหากคุณมีอารมณ์เข้ามามากเท่าไหร่ คุณก็จะมีความสามารถในการใช้เหตุผลน้อยลงเท่านั้น

4. อย่าฟังเสียงร้องที่โกรธเกรี้ยว เสียงเหล่านั้นมักจะปราศจากแก่นสาร

--------

มันง่ายที่นักเคลื่อนไหวจะเข้าไปพัวพันกับการค้นพบความผิดพลาดของระบบและประณามมันว่าเป็นความคิดของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ระบบมักจะมีปัญหามากมายให้พบเจอ สิ่งที่เราจำต้องตระหนักก็คือเราเป็นส่วนผลิตของระบบ พอๆ กับที่ระบบเป็นผลผลิตของเราด้วย เราต้องใช้เวลามากกว่านี้ในการสร้างวิสัยทัศน์ของส่วนรวมเพื่อสิ่งที่เราต้องการ ไม่ใช่แค่การออกมาประท้วงสิ่งที่เราไม่ต้องการ

บันทึกถึงตัวเอง

1. ยิ่งสิ่งที่จะเปลี่ยนนั้นหยั่งรากลึกมากแค่ไหน ก็ยิ่งใช้เวลามากที่จะทำให้ผู้คนโอบรับมัน

2. อย่ามีส่วนร่วมกับฝูงชนที่โกรธา จงมีส่วนร่วมกับขบวนการที่นำเอาความโกรธของคุณไปสู่การทำสิ่งที่มีประโยชน์

3. อุดมคติเป็นเข็มทิศนำไป แต่การประนีประนอมก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

4. อนุรักษ์นิยมจำเป็นต้องมีลิเบอรัลเพื่อความก้าวหน้าทันสมัย ลิเบอรัลเองก็ต้องมีอนุรักษ์นิยมเพื่อความเสถียรภาพ

5. อย่าแปลกแยกคนที่ทำงานในระบบ ร่วมกับความพยายามของพวกเขาในการรีดเร้นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกจากภายในระบบ

-------

ก่อนจะจบปาฐกถาของผม ผมอยากให้ท่านร่วมเฉลิมฉลองสิบปีเวที Oslo Freedom Forum ร่วมกับ ในโอกาสนี้ ผมต้องการแบ่งปันรูปภาพพิเศษสมัยที่ผมยังเป็นเด็กอายุสิบขวบ

และในข้อความที่จริงจังมากกว่า ผมอยากจะส่งต่อบันทึกอันสวยงามนี้ไปให้ท่านทุกคน เพื่อนของผมได้เขียนไว้ให้เมื่อวันเกิดของผม

เพื่อนรัก

ฉันปรารถนาให้เธอจะรักษาอิสระของเธอให้เพียงพอที่จะแก้ไขระบบอันบัดซบนี้ แต่ฉันก็ปรารถนาให้เธอยึดติดอยู่ให้เพียงพอที่จะยังรู้สึกถึงความเป็นบ้าน

ฉันปรารถนาให้เธอยังคงมีพลังภายในที่จะทำสิ่งดีๆ เสมอ แต่ฉันก็ปรารถนาให้เธอยอมอ่อนโอนให้กับพลังภายนอกตัวเธอเป็นครั้งครา

ฉันปรารถนาว่าความมั่นใจของเธอจะรักษาเธอให้มั่นคงแกร่งกล้าอยู่เสมอ แต่ฉันก็ปรารถนาให้เธอจะมีความอ่อนน้อมถ่อมตนเพียงพอที่จะให้ตนเองรับความรัก

ฉันปรารถนาให้เธอมีปัญญาที่จะรู้ว่าเธอจะไม่มีวันเข้าถึงความจริงได้

ฉันปรารถนาเธอยังคงแสวงหาความจริงนั้นอย่างต่อเนื่องต่อไป ♥

 

ขอบคุณครับ

 

 

 

หมายเหตุ: พูดที่งาน Oslo Freedom Forum 2018 จัดโดย Human Rights Foundation

ผู้อ่านสามารถฟังต้นฉบับได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Qf37EaGy9yo นาทีที่  2:26:31 ถึง 2:40:20

 

‘Notes to My Activist Self’ © Wael Ghonim 2018 Translated by Netiwit Chotiphatphaisal and Pawat Akarapipattana

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai