อัดกรมทรัพย์สินฯ เสี่ยงปล่อยคำขอสิทธิบัตรต่างชาติ กัญชารักษาลมบ้าหมู - รัฐยันยังไม่อนุมัติ

นักวิจัยอัดกรมทรัพย์สินทางปัญญาปล่อยคำขอสิทธิบัตรของต่างชาติในการใช้กัญชารักษาโรคลมบ้าหมู ผ่านขั้นตอนต่างๆ จนมาถึงการประกาศโฆษณา ทั้งที่ไม่เข้าเกณฑ์ ขัดต่อ พ.ร.บ.สิทธิบัตร ขัดขวางนักวิจัยอื่นในการใช้และพัฒนาต่อยอด ด้านรัฐมนตรีพาณิชย์ยันยังไม่ได้จดสิทธิบัตร มีขั้นตอนอีกมาก สารสกัดจากพืชไม่อาจรับจดทะเบียนได้ ขอให้ประชาชนนักวิจัยอย่างได้กังวล
 
7 มิ.ย.2561 ตามที่มีรายงานการตรวจสอบข้อมูลสิทธิบัตรยา พบว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศโฆษณาคำขอที่ 1101003758 ชื่อการประดิษฐ์ การใช้ไฟโตแคนนาบินอยด์หรือสารผสมของสารดังกล่าวในการรักษาโรคลมบ้าหมู
ที่มีการยื่นคำขอเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2553 โดยผู้ยื่นคำขอคือ โอกะ ฟาร์มาคิวติคอล คอมปะนี ลิมิเต็ด และ จีดับเบิลยู ฟาร์มา ลิมิเต็ด ผู้ประดิษฐ์ คือ วาสลีย์ เบน, สตีเฟนส์ แกรี, วิลเลียมส์ แคลร์, กาย จีออฟเฟรย์, ไวร์ท สตีเฟ่น, คิคูชิ เคทซูโร นั้น
 
ล่าสุดวันนี้ ดร.อุษาวดี สุตะภักดิ์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ นักวิจัยด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการเข้าถึงยา ให้ความเห็นว่า แม้คำขอนี้ยังไม่ได้สิทธิบัตร แต่เป็นคำขอที่ขัดต่อ พ.ร.บ.สิทธิบัตร ไม่สมควรผ่านขั้นตอนจนมาถึงการประกาศโฆษณาได้ ทำให้ขัดขวางนักวิจัยอื่นในการใช้และพัฒนาต่อยอดสารประกอบกัญชาในการรักษาโรค
 
"คำขอสิทธิบัตรการใช้กัญชาในการรักษาโรคนี้ ขัดมาตรา 9(1) จุลชีพและส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของจุลชีพที่มีอยู่ตามธรรมชาติ สัตว์ พืช หรือสารสกัดจากพืชหรือสัตว์ เนื่องจาก cannabinoid หรือโดยเฉพาะ cannabinoid ชนิด THCV เป็นสารสกัดจากกัญชา และยังขัดต่อมาตรา 9(4) วิธีการวินิจฉัย บำบัด หรือการรักษาโรคมนุษย์หรือสัตว์ การที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ปล่อยให้คำขอดังกล่าวผ่านขั้นตอนการประกาศโฆษณาจึงถือเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ ทั้งที่สามารถสกัดหรือไม่รับคำขอได้ตั้งแต่แรก เนื่องจากก่อนการประกาศโฆษณานั้น ผู้ตรวจสอบต้องพิจารณาว่าขัดมาตรา 9 หรือไม่" ดร.อุษาวดี กล่าว
 
นักวิจัยด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการเข้าถึงยา ชี้ว่า คำขอนี้ ประกาศโฆษณาในวันที่ 30 มิ.ย. 2559 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังการใช้คู่มือการตรวจสอบสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ทางยา ซึ่งในคู่มือดังกล่าวระบุไว้อย่างชัดเจนว่าคำขอที่เป็นลักษณะการใช้..เพื่อการรักษาโรค นั้นขัดต่อมาตรา 9(4) เป็นคำขอที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง 
 
"การปล่อยให้มีคำขอลักษณะนี้ผ่านขั้นตอนต่างๆ แสดงให้เห็นว่า กรมทรัพย์ไม่มีการใช้คู่มือที่พัฒนาขึ้นอย่างจริงจัง ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจต่อการทำงานของกรมทรัพย์สินทางปัญญาในการสร้างความสมดุลย์ระหว่างการคุ้มครองผู้ทรงสิทธิและการคุ้มครองผู้บริโภค" ดร.อุษาวดี กล่าว
 
ทั้งนี้ยังพบว่าในตำราแพทย์ไทยทั้งในตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ซึ่งเป็นตำราแพทย์ฉบับหลวง ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 รวมถึงคัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ ของขุนโสภิตบรรณลักษณ์ ก็ระบุว่ามีการใช้กัญชาเป็นเครื่องประกอบในยารักษาโรคลมต่างๆ รวมถึง ลมชัก ลมบ้าหมู อยู่แล้ว จึงกล่าวได้ว่าการใช้สารสกัดจากกัญชาในการรักษาลมชัก ลมบ้าหมู เป็นองค์ความรู้ดั้งเดิมแต่โบราณ ไม่มีความใหม่ในประเทศไทย
 
ด้าน กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) กล่าวว่า เท่าที่ทราบมา ยังมีคำขอสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับการใช้กัญชาที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศโฆษณาแล้วอีก 3 คำขอเกี่ยวกับการใช้รักษาโรคลมชัก ใช้รักษามะเร็งต่อมลูกหมาก และ มะเร็งเต้านม 
 
"ทุกคำขอดังกล่าวยื่นผ่านระบบ pct ที่ผ่านมาทีมวิชาการที่ทำงานเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและเข้าถึงยาเตือนมาตลอดว่า เป็นคำขอที่ต้องตรวจอย่างละเอียด แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำใหสามารถอนุมานได้ว่า ทุกคำขอที่ยื่นผ่านระบบดังกล่าวนั้น กรมทรัพย์สินฯอาจไม่พิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากเห็นว่ามีการขอรับสิทธิบัตรในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วด้วย การขาดการพิจารณาอย่างรอบคอบย่อมกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการวิจัยและพัฒนายาภายในประเทศ รวมถึงปัญหาด้านสาธารณสุข" กรรณิการ์ กล่าวพร้อมระบุว่า ขอให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดเผยรายงานการสืบค้นข้อมูลประกอบการประกาศโฆษณา (publication of search report) เพื่อให้สาธารณะได้ร่วมตรวจสอบได้ และการแก้ไข พ.ร.บ.สิทธิบัตรขณะนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องเขียนมาตรา 9 ให้ชัดเจนมากขึ้น และจัดการปฏิเสธคำขอลักษณะนี้ก่อนประกาศโฆษณา"
 
พาณิชย์ยันยังไม่ได้ให้สิทธิบัตร รับรองรอบคอบ

วันเดียวกัน MRGonline รายงานว่า นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวในสื่อว่า ขณะนี้บริษัทยาต่างประเทศได้จดทะเบียนสิทธิบัตรสารสกัดจากกัญชาในไทยแล้วตั้งแต่ปี 2553 ว่าข้อเท็จจริงมีความคลาดเคลื่อน เนื่องจากยังไม่มีการจดทะเบียนสิทธิบัตรตามข่าวแต่อย่างใด และจากการตรวจสอบข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญาพบว่า คำขอดังกล่าวมีผู้ยื่นไว้เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2553 โดยยังไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบการประดิษฐ์ (substaintive examination) ตามเงื่อนไขกฎหมายแต่อย่างใด

โดยตามกฎหมายสิทธิบัตร มาตรา 9 การประดิษฐ์ที่จะได้รับความคุ้มครองสิทธิบัตรได้จะต้องไม่เป็นการประดิษฐ์ที่ต้องห้าม เช่น สารสกัดจากพืช วิธีการบำบัดรักษาโรคมนุษย์หรือสัตว์ เป็นต้น และยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขอื่นๆ ตามที่กฎหมายระบุ ได้แก่ เป็นการประดิษฐ์ใหม่ เป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น และสามารถประยุกต์ใช้ได้ในทางอุตสาหกรรม

“สารสกัดจากพืชตามที่เป็นข่าว ย่อมไม่อาจรับจดทะเบียนสิทธิบัตรได้ ขอให้ประชาชนและนักวิจัยอย่ากังวลในเรื่องนี้ และการจะจดสิทธิบัตรแต่ละฉบับยังมีขั้นตอนต้องพิจารณาอีกมาก ซึ่งได้กำชับกรมทรัพย์สินทางปัญญาไปแล้วว่าให้พิจารณาอย่างรอบคอบ เฝ้าระวัง และดำเนินการตามเงื่อนไขของกฎหมายอย่างเคร่งครัด” นายสนธิรัตน์กล่าว

สำหรับหลักการของการจดสิทธิบัตรของไทย สิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เช่น สัตว์ พืช หรือสารสกัดจากสัตว์หรือพืช ไม่สามารถขอรับความคุ้มครองได้ และไม่เปิดโอกาสให้บุคคลใดอ้างสิทธิเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว ขณะเดียวกันจะมีการดำเนินการตรวจสอบสิทธิบัตรตามกฎหมายสิทธิบัตร และปฏิบัติตามคู่มือการตรวจสอบสิทธิบัตร ซึ่งได้มีการจัดทำโดยรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนซึ่งจะไม่ทำให้ประเทศชาติเสียผลประโยชน์แต่อย่างใด
เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น