อัพเดทล่าสุดเมื่อ 28 นาที 33 วินาที ที่ผ่านมา

กรมราชทัณฑ์เผยได้ประหารนักโทษ 1 ราย นับเป็นรายล่าสุดในรอบ 9 ปี

อธิบดีกรมราชทัณฑ์เผยว่าได้ประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดในคดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณ โดยใช้วิธีฉีดยาสารพิษ นับเป็นนักโทษที่ถูกประหารรายล่าสุดนับตั้งแต่การประหารครั้งสุดท้ายเมื่อ 24 ส.ค. 2552 โดยนับตั้งแต่เปลี่ยนโทษประหารเมื่อธันวาคม 2546 มีผู้ถูกประหารด้วยวิธีฉีดยาสารพิษแล้ว 6 ราย ขณะที่สถิติเดือนเมษายน 2561 มีนักโทษประหารชีวิตทั่วประเทศ 517 ราย ในจำนวนนี้เป็นนักโทษเด็ดขาด คดีถึงที่สุดแล้ว 200 ราย

แฟ้มภาพ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ (ที่มา: ประชาสัมพันธ์ กรมราชทัณฑ์)

สถิตินักโทษประหารชีวิต เดือนเมษายน 2561 (ที่มา: กรมราชทัณฑ์)

18 มิ.ย. 2561 ในจดหมายแถลงข่าวกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม "ราชทัณฑ์ประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาด คดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณ" เผยแพร่ในมติชนออนไลน์ ระบุว่า พ.ต.อ.ณรัชต์  เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 15.00-18.00 นาฬิกา  กรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาลด้วยการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดชายธีรศักดิ์ หลงจิ อายุ 26 ปี ผู้ต้องขังในคดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายเพื่อชิงทรัพย์ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 เหตุเกิดที่จังหวัดตรัง นักโทษเด็ดขาดดังกล่าวได้ทำร้ายและบังคับให้เอาทรัพย์สิน คือ โทรศัพท์มือถือ และกระเป๋าสตางค์ รวมทั้งใช้มีดแทงผู้ตาย รวม 24 แผล เป็นเหตุให้เหยื่อถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิต ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืนเป็นผลให้คดีถึงที่สุด

พ.ต.อ.ณรัชต์กล่าวอีกว่า การบังคับโทษประหารชีวิตดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 ประกอบมาตรา 19 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการประหารชีวิตนักโทษ พ.ศ.2546 ซึ่งกำหนดให้ดำเนินการด้วยวิธีการฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย นับเป็นผู้ต้องขังรายที่ 7 นับแต่มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2546 ซึ่งเปลี่ยนวิธีการบังคับโทษประหารชีวิตจากการยิงเสียให้ตายเป็นการฉีดสารพิษ

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยังเปิดเผยต่อไปว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2478 ถึงปัจจุบันมีการบังคับโทษประหารชีวิตมาแล้ว จำนวน 325 ราย โดยแยกเป็นการใช้อาวุธปืนยิงจำนวน 319 ราย (ยิงรายสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2546) การฉีดยาสารพิษ จำนวน 6 ราย (ฉีดสารพิษครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2546 และครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552) การประหารชีวิต ถือเป็นบทลงโทษทางอาญาที่หนักที่สุดตามกฎหมายไทย ซึ่งมีโทษ 5 อย่างคือ ปรับ ริบทรัพย์สิน กักขัง จำคุก และประหารชีวิต แม้หลายประเทศได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้วก็ตาม แต่ก็มีอีกหลายประเทศที่ยังคงมีโทษประหารชีวิตอยู่เช่นเดียวกับประเทศไทย เช่น สหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่งเน้นการปกป้องสังคมและพลเมืองส่วนใหญ่ให้พ้นจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมมากกว่าเน้นสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่กระทำผิดกฎหมาย กรมราชทัณฑ์ หวังว่าการประหารชีวิตในครั้งนี้ จะเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ที่คิด จะก่ออาชญากรรมร้ายแรงหรือกระทำผิดกฎหมายได้ยั้งคิดถึงบทลงโทษนี้

‘โทษประหาร’ ของมันต้องมีหรือถึงเวลาต้องยกเลิก?, 15 มีนาคม 2561

แอมเนสตี้เผย 142 ประเทศไม่ประหารชีวิตแล้ว ปี 60 จีนยังครองแชมป์ ไทยยังใช้โทษนี้อยู่, 12 เมษายน 2561

อนึ่งข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ ระบุว่าในเดือนเมษายน 2561 มีนักโทษประหารชีวิตทั่วประเทศ 517 ราย ในจำนวนนี้เป็นนักโทษเด็ดขาดเมื่อคดีถึงที่สุด 200 ราย

ข้อมูลจากสมาคมสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเปิดเผยว่า ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันกัมพูชาและฟิลิปปินส์ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้ว โดยโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต ประเทศบรูไน พม่า ลาว ยกเลิกในทางปฏิบัติ หมายความว่าไม่มีการประหารชีวิตมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว

ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และไทยยังคงโทษประหารชีวิตไว้ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีการประหารชีวิตครั้งล่าสุดเมื่อปี 2552 ถ้าอีก 1 ปีกว่านี้ยังไม่มีการประหารชีวิตเกิดขึ้น ก็จะครบ 10 ปี ซึ่งจะถือว่าไทยไม่มีโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ อย่างไรก็ตามก็มีการลงโทษประหารชีวิตล่าสุดดังกล่าว