อัพเดทล่าสุดเมื่อ 22 นาที 30 วินาที ที่ผ่านมา

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 18-24 มิ.ย. 2561

ย้ำนายจ้างต้องจัดน้ำสะอาดสำหรับดื่มให้ลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานฝ่าฝืนมีความผิด/แรงงานเถื่อนคนไทย ไลฟ์สดเข้าป่าหลบหนี ตม.เกาหลีใต้กวาดล้าง/เคาะอาชีพสงวนต่างด้าว ทำได้ 12 ห้ามทำ 28 อาชีพ/สปส.จัด ‘คลินิกโรคจากการทำงาน’ กระจาย รพ.รัฐ-สถานประกอบการ 109 แห่งทั่วประเทศ

ติวภาษาและเทคนิคช่างคนไทย ก่อนไปทำงานญี่ปุ่น

นางสุทัศนี สืบวงศ์แพทย์ ประธานมูลนิธิพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่ามูลนิธิพัฒนาฝีมือแรงงานมีนโยบายส่งเสริมให้กำลังแรงงานไทย มีการพัฒนาศักยภาพด้านภาษา ด้านช่าง และด้านคณิตศาสตร์ ในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับการคัดเลือกตาม โครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงแรงงาน (กรมการจัดหางาน) กับองค์กรพัฒนาแรงงานระดับนานาชาติ ประเทศญี่ปุ่น (Public Interest Foundation, International Manpower Development Organization: IM Japan) ที่คัดเลือกแรงงานชายที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป เพื่อไปฝึกงานด้านเทคนิคในสถานประกอบกิจการของประเทศญี่ปุ่น เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยต้องผ่านการทดสอบความรู้ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ ด้านช่าง และด้านภาษาญี่ปุ่นขั้นพื้นฐาน

นางสุทัศนี กล่าวต่อไปว่ามูลนิธิพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงได้ร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน จัดอบรม “หลักสูตรเตรียมความพร้อมด้านภาษาญีปุ่น ด้านช่าง และด้านคณิตศาสตร์ เพื่อการฝึกงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่น” ขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมดังกล่าว ใช้ระยะเวลาการฝึกอบรม 30 ชั่วโมง (5 วัน) ผู้เข้ารับการฝึกอบรม จะได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในประเทศญี่ปุ่นให้ประสบความสำเร็จ ทบทวนความรู้ด้านคณิตศาสตร์ ด้านภาษาญี่ปุ่น ด้านช่าง ถ่ายทอดความรู้โดยวิทยากรอดีตนักเรียนทุนประเทศญี่ปุ่นของกพร.ระยะเวลาการ ฝึกอบรมระหว่างวันที่ 2-6 กรกฎาคม 2561 เวลา 08.30-16.30 น. ณ อาคารวิทยาลัยแรงงานกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน สนใจติดต่อสมัครได้ที่อาคารมูลนิธิพัฒนาฝีมือแรงงาน ชั้น 1 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สอบถามรายรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-245-1707 ต่อ 1004 หรือ 095-565-9347

การฝึกอบรมในครั้งนี้จะได้รับฟังประสบการณ์ตรงจากอดีตนักเรียนทุนประเทศญี่ปุ่นที่กพร.จัดส่งเข้ารับทุน ซึ่งมีความเข้าใจวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี กฎหมายเกณฑ์ต่างๆ เป็นอย่างดี สามารนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ได้

ที่มา: Spring News, 24/6/2561

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานย้ำนายจ้างต้องจัดน้ำสะอาดสำหรับดื่มให้ลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานฝ่าฝืนมีความผิด

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงาน กำหนดให้เป็นหน้าที่ของนายจ้างที่จะต้องจัดน้ำสะอาดสำหรับดื่มให้กับลูกจ้าง โดยต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งที่สำหรับลูกจ้างไม่เกิน 40 คน และให้จัดเพิ่มขึ้นในอัตราส่วน 1 ที่ต่อลูกจ้างทุก ๆ 40 คน กรณีเศษของลูกจ้างถ้าเกิน 20 คนให้ถือเป็น 40 คน กสร. จึงขอย้ำให้นายจ้างปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามกฎหมาย

อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิด โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ นายจ้าง ลูกจ้าง มีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 ถึง 10 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือโทรศัพท์สายด่วน 1506 กด 3

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 23/6/2561

แรงงานเถื่อนคนไทย ไลฟ์สดเข้าป่าหลบหนี ตม.เกาหลีใต้กวาดล้าง

พบทางการเกาหลีใต้ระดม ตม. 3 คันรถบัส ไล่จับคนไทยค้าแรงงานเถื่อน กวาดไปได้นับร้อยคน พบคนไทยบางคนไลฟ์สดอาศัยอยู่ในป่า กลับห้องไม่ได้

จากกรณีที่ทางการเกาหลีใต้ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง บุกตรวจค้นสถานประกอบการ เนื่องจากพบว่ามีแรงงานไทยจำนวนมากเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย อาศัยเป็นนักท่องเที่ยว แต่กลับเข้ามาขายแรงงานโดยที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน และไม่ได้รับอนุญาตจากทางการเกาหลีใต้ มากกว่า 5 หมื่นคน โดยพบว่า ได้มีเฟซบุ๊กแรงงานไทยบางคน เผยแพร่วีดีโอคลิปขณะหลบหนีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้ ซึ่งได้ระดมเจ้าหน้าที่กว่า 3 คันรถบัสตรวจค้นสถานประกอบการทั่วประเทศ โดยหนุ่มรายหนึ่งโพสต์วีดีโอคลิปขณะที่แรงงานไทยจำนวนมากหลบหนีออกมา พร้อมกับโพสต์ข้อความว่า "4x100 ใครไวกว่าก็รอด ชีวิตยังต้องเจออะไรอีกเยอะ"

นอกจากนี้ ยังมีแรงงานไทยอีกรายหนึ่ง ได้เฟซบุ๊กไลฟ์ในป่าแห่งหนึ่งระหว่างหลบหนีระบุว่า "ชีวิตคนไทยในเกาหลี ดีมาก ใครจะมาก็มา กู้ร้อยละ 5 ก็อย่างนี้ ถ้ากู้ร้อยละ 10 ก็จะอยู่สูงบนเขา ร้อยละ 20 อยู่อีกที่หนึ่ง" และกล่าวว่า วันนี้พ่อมา (พ่อ หมายถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง) 3 คันรถบัส วันนี้จะนอนค้างในป่า ข้าวไม่มี เบียร์ไม่มี มีแต่หญ้า ตอนนี้ทางการเกาหลีใต้กวาดไปกว่า 100 คน กว่าจะกลับก็ดึก กลับห้องไม่ได้ คาดว่าช่วงเที่ยงคืนจะกลับเข้าห้องได้ ไม่ได้สบายกว่าที่คิด อยากมาก็ต้องสู้

สำหรับวิธีการเข้ามาขายแรงงานในประเทศเกาหลีใต้อย่างผิดกฎหมาย มีการชักชวนผ่านทางโซเชียลมีเดีย จะมีนายหน้าดำเนินการโดยเสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 35,000 บาทขึ้นไป โดยนายหน้าจะหักค่าหัวคิวแรงงานคนละ 10,000 บาท คนที่อยากไปขายแรงงานที่เกาหลีเพื่อหาเงินเพราะคิดว่ารายได้ดีกว่าอยู่ในเมืองไทย ก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน จากนั้นจะมีบริษัททัวร์บังหน้าคอยพาแรงงานเถื่อนปะปนกับนักท่องเที่ยวเข้าไปในเกาหลีจนสำเร็จ ซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานเถื่อนเหล่านี้ไม่ได้สุขสบายนัก เมื่อเทียบกับรายได้ที่เยอะกว่าอยู่เมืองไทย

ที่มา: MGR Online, 23/6/2561

ผู้ประกันตน ม.40 ทางเลือก 1,2 ชำระเงินสมทบผ่านเคาน์เตอร์เซ็นเพย์ ได้แล้ววันนี้

นางสาวอำพันธ์ ธุววิทย์ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม และโฆษกสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคม ได้ร่วมกับบริษัท ห้างเซ็นทรัล ดีพาทเมนท์สโตร์ จำกัด ให้บริการรับชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ผ่านเคาน์เตอร์เซ็นเพย์ (เฉพาะทางเลือก 1 และทางเลือก 2) ณ จุดชำระเงินในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ปที่มีสัญลักษณ์ ได้ทุกวันทำการ ทุกสาขา ทั่วประเทศ จำนวน 1,876 สาขา โดยเปิดให้บริการแล้ว

ทั้งนี้ผู้ประกันตนมาตรา 40 สามารถชำระเงินสมทบ และเงินสมทบเพิ่มเติม (ถ้ามี) งวดเดือนปัจจุบันและชำระเงินสมทบล่วงหน้าไม่เกิน 12 งวดเดือน รวมชำระเงินสมทบได้ไม่เกิน 13 งวดเดือน กรณีเงินสมทบเพิ่มเติมชำระได้ไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท เพียงผู้ประกันตน ยื่นบัตรประจำตัวประชาชนหรือหลักฐานของทางราชการที่ปรากฏเลขประจำตัวประชาชนและเงินสด จำนวนตามทางเลือกที่ต้องนำส่งสำนักงานประกันสังคม โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมและได้รับใบเสร็จรับเงินทันที

โฆษกสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อไปว่าสำนักงานประกันสังคมยังคงมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อพัฒนาทุกช่องทางการให้บริการรับชำระเงินสมทบผู้ประกันตนตามมาตรา 40 เพื่ออำนวยความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาติดต่อขอรับบริการที่สำนักงานประกันสังคม สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลสำนักงานประกันสังคมทางโทรศัพท์ 1506 ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ หรือที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา ทั่วประเทศ

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 22/6/2561

เคาะอาชีพสงวนต่างด้าว ทำได้ 12 ห้ามทำ 28 อาชีพ

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว เพื่อพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ว่า ที่ประชุมมีมติห็นชอบกำหนดอาชีพสงวนใหม่ คือให้คนต่างด้าวทำได้ 12 อาชีพ 3 แบบ คือแบบไม่มีเงื่อนไข 1อาชีพ ได้แก่ กรรมกร  และแบบมีเงื่อนไข  คือต่างด้าวต้องเป็นลูกจ้าง เป็นงานที่ขาดแคลนแรงงาน อนุญาตให้ทำได้เท่าที่จำเป็น โดยไม่กระทบต่อโอกาสการมีงานทำของคนไทย 8 อาชีพ ได้แก่ 1)กสิกรรม เลี้ยงสัตว์ งานป่าไม้ หรือประมง ยกเว้นงานที่ใช้ความชำนาญงานเฉพาะสาขา ควบคุมดูแลฟาร์ม 2)ก่ออิฐ ช่างไม้ หรือก่อสร้างอื่น 3)ทำที่นอนหรือผ้าห่มนวม 4)ทำมีด 5)ทำรองเท้า 6)ทำหมวก 7)ประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย 8)ปั้นหรือทำเครื่องปั้นดินเผา

และแบบมีเงื่อนไขตามข้อตกลงระหว่างประเทศอาเซียน  ซึ่งคนต่างด้าวต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามกฎหมายไทยก่อนขอรับใบอนุญาตทำงาน 3 อาชีพ คือ 1)บัญชี ควบคุม ตรวจสอบ ปฏิบัติงานหรือให้บริการทางบัญชี ยกเว้น ตรวจสอบภายในเป็นครั้งคราว งานตามข้อตกลงหรือพันธกรณี ที่ประเทศไทยมีความผูกพัน โดยที่สภาวิชาชีพบัญชีเป็นผู้ให้การรับรองคุณสมบัติ 2) วิศวกรรม สาขาวิศวกรรมโยธา ที่เกี่ยวกับงานออกแบบและคำนวณ จัดระบบ วิจัย วางโครงการทดสอบ ควบคุมการก่อสร้างหรือให้คำแนะนำ ยกเว้นผู้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมและวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตามข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพของอาเซียน (MRAs) รวมทั้งข้อตกลงระหว่างประเทศอื่นที่เกี่ยวกับการให้บริการวิศวกรรมข้ามแดน หรือผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธาตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกร

3)งานในวิชาชีพสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวกับงานออกแบบ เขียนแบบ ประมาณราคา อำนวยการก่อสร้าง หรือให้คำแนะนำ ยกเว้นผู้ประกอบวิชาชีพตามข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพของอาเซียน (MRAs)

ส่วนอาชีพสงวนห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาดมี 28 อาชีพ 1)แกะสลักไม้ 2)ทอผ้าด้วยมือ 3)ทอเสื่อ 4)ทำกระดาษสาด้วยมือ 5)ทำเครื่องเงิน 6)ทำเครื่องดนตรีไทย 7)ทำเครื่องถม 8)ทำเครื่องทอง เครื่องเงิน หรือเครื่องนาก 9)ทำเครื่องลงหิน 10)ทำตุ๊กตาไทย 11)ทำบาตร 12)ทำผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมด้วยมือ 13)ทำพระพุทธรูป 14)ทำร่มกระดาษหรือผ้า 15)เรียงตัวพิมพ์อักษรไทยด้วยมือ 16)สาวหรือบิดเกลียวไหมด้วยมือ 17)ขับรถ 18)ขายของหน้าร้าน 19)ขายทอดตลาด 20)เจียระไนเพชรหรือพลอย 21)ตัดผม ดัดผม หรืองานเสริมสวย 22)นายหน้า หรืองานตัวแทน ยกเว้นงานนายหน้าหรืองานตัวแทนในธุรกิจการค้าหรือการลงทุนระหว่างประเทศ 23)มวนบุหรี่ด้วยมือ 24)มัคคุเทศก์ หรืองานจัดนำเที่ยว 25)เร่ขายสินค้า 26)เสมียนพนักงานหรือเลขานุการ และ 27)ให้บริการทางกฎหมายหรืออรรถคดี ยกเว้นงานปฏิบัติหน้าที่อนุญาโต หรืองานให้ความช่วยเหลือหรือทำการแทนในการดำเนินกระบวนการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ และ 28) นวดไทยเป็นงามเพิ่มขึ้นมาใหม่

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวต่อว่า ในส่วนงานขายของหน้าร้าน ต่างด้าวทำได้ แค่เสิร์ฟและช่วยขายของ แต่ห้ามเก็บหรือทอนเงิน เฝ้าร้านแทนนายจ้างได้แค่ชั่วคราวและต้องมีนายจ้างอยู่ด้วย ส่วนร้านเสริมสวย ทั้งร้านตัดผม และทำเล็บ ต่างด้าวทำได้แค่ปัดกวาดเช็ดถูภายในร้านและล้างเท้า มือได้เท่านั้น ห้ามตัดผม สระผม ตัดเล็บ ทาเล็บเด็ดขาด ซึ่งหลังจากประกาศใช้ 1 ก.ค.จะทำความเข้าใจและชี้แจง พร้อมประชาสัมพันธ์ต่อประชาชน และเจ้าหน้าที่ เป็นเวลา1เดือน ซึ่งในช่วงนี้จะบังคับใช้กฎหมายเฉพาะในส่วนของต่าวด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตและผ่อนผันให้ต่าวด้าวที่ทำงานห้ามทำเท่านั้น จากนั้นในเดือนสิงหาคมจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 21/6/2561

ก.แรงงาน ผนึกเอกชน เปิดตัว LINE JOBS เพิ่มช่องทางคนหางาน

ก.แรงงาน ผนึกกำลังภาคเอกชน เปิดตัว LINE JOBS เพิ่มช่องทางการหางาน - สมัครงาน ผ่านแอปพลิเคชั่น LINE ตอบสนองนโยบาย Thailand 4.0

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2561 เวลา 11.00 น. พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน และคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ร่วมเป็นเกียรติในงาน “ประชารัฐรวมใจ เพื่อคนไทยมีงานทำ” และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดหางาน ระหว่างกรมการจัดหางาน บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทจัดหางาน สเกาท์ เอาท์ จำกัด ณ ห้องประชุมเทียน อัชกุล ชั้น 10 กรมการจัดหางาน

โดย พล.ต.อ. อดุลย์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมฯ ในครั้งนี้ เป็นการสร้างความร่วมมือด้านการจัดหางานระหว่างกรมการจัดหางาน บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทจัดหางาน สเกาท์ เอ้าท์ จำกัด ที่ได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนตามแนวทางประชารัฐ ส่งเสริมให้ประชาชนมีงานทำ สามารถเข้าถึงตำแหน่งงานว่างได้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ รวมถึงเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์แนวโน้มความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งกระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางานจะเป็นศูนย์รวมความต้องการแรงงาน สำหรับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และวางแผนผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งงานและการสมัครงานที่สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

พล.ต.อ. อดุลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวทางความร่วมมือด้านการจัดหางานผ่านแอปพลิเคชั่น LINE JOBS กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทจัดหางาน สเกาท์ เอาท์ จำกัด จะมีการแลกเปลี่ยนป้ายประกาศ หรือ Banner เพื่อนำไปติดตั้งบนเว็บไซต์ SMARTJOB และแอปพลิเคชั่น LINE JOBS เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งงานและบริการจัดหางานผ่านช่องทางดังกล่าวได้ทันที ทางด้านบริษัทจัดหางานสเกาท์ เอาท์ จำกัด จะสนับสนุนข้อมูลเชิงสถิติ เพื่อให้กรมการจัดหางานได้รวบรวมข้อมูลตำแหน่งงานทั้งหมดมาประมวลผล และนำไปวิเคราะห์ความต้องการแนวโน้มตลาดแรงงานของประเทศ

“ภาครัฐบริหารงานในกรอบธรรมาภิบาล ภาคเอกชนมีองค์ความรู้ เทคนิคการทำงาน และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันและมีเครือข่ายเชื่อมโยง เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตลาดแรงงานในศตวรรษที่ 21 เตรียมแรงงานไทยให้มีทักษะที่สอดคล้องกับสังคมในปัจจุบันและอนาคต กระทรวงแรงงานขอแสดงความยินดีและขอบคุณ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทจัดหางาน สเกาท์ เอาท์ จำกัด ที่ได้เล็งเห็นความสำคัญและประโยชน์ในความร่วมมือด้านการจัดหางาน ที่จะทำให้ประชาชนมีงานทำ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นก้าวแรกของการพัฒนาร่วมกันที่จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมต่อไปในอนาคต” พล.ต.อ. อดุลย์ฯ กล่าวในท้ายที่สุด

ทั้งนี้ ผู้ว่างงานที่ต้องการหางานทำหรือผู้ที่ต้องการเปลี่ยนงานใหม่ สามารถค้นหางานและสมัครงานผ่านแอปพลิเคชั่น LINE ได้ทันที โดยการพิมพ์ @LINEJOBSTH ในช่องค้นหา และกดเพิ่มเพื่อน สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้บริการเพิ่มเติม ติดต่อสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 21/6/2561

DSI ประสานกัมพูชารวบนายหน้าลักลอบพาแรงงานเข้ามาทำงานในไทยโดยผิดกฎหมาย

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ สั่งการให้กองคดีการค้ามนุษย์ ดำเนินการตามที่ได้รับข้อมูลจากองค์การยุติธรรมนานาชาติ (International Justice Mission – Bangkok (IJM)) กรณีนายหน้าจัดหางานชื่อ นายวันนา สาม สัญชาติกัมพูชา มีพฤติการณ์ใช้กลฉ้อฉลและหลอกลวงในการจัดหา ซื้อ กักขัง และให้ที่พักกับแรงงานกัมพูชาโดยผิดกฎหมาย จัดส่งแรงงานไปยังท่าเรือในจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อไปบังคับใช้แรงงานบนเรือประมงในน่านน้ำราชอาณาจักรไทยต่อเนื่องสหพันธรัฐมาเลเซียจนนำไปสู่การขออนุมัติเป็นคดีพิเศษ ซึ่งได้สืบสวนสอบสวน รวมทั้งประสานงานสถานเอกอัครราชทูตสหพันธรัฐมาเลเซียประจำประเทศไทย พร้อมกันนี้ได้เดินทางไปยังราชอาณาจักรกัมพูชาเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงในคดี โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ง จากคณะกรรมการค้ามนุษย์แห่งชาติ ราชอาณาจักรกัมพูชา ,กองบัญชาการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์และเด็ก และสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ทำให้ทราบว่าในคดีดังกล่าวมีการกระทำในลักษณะขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

ทั้งนี้ จากการสืบสวนสอบสวนของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษดังกล่าว นำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาสัญชาติกัมพูชา เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2561 ล่าสุดในวันที่ 19 มิถุนายน 2561 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษนำโดย พันตำรวจตรี อาริชย์ ทัศน์พันธุ์ ผู้อำนวยการส่วนคดีการค้ามนุษย์ 3 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว ทำการจับกุมตัวนายวันนา สาม สัญชาติกัมพูชา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1174/2561 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2561 โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เข้าตรวจค้นบ้านพักของนายวันนา สาม ซึ่งทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการสอบปากคำผู้ต้องหา ก่อนนำตัวไปฝากขังยังศาลอาญาต่อไป

ที่มา: ไอเอ็นเอ็น, 19/6/2561

กสร. ติวเข้มข้าราชการใหม่ เตรียมส่งเสริมทัพ PIPO-Safety

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า กสร.  จัดโครงการปฐมนิเทศให้แก่ข้าราชการบรรจุใหม่ จำนวน 53 คน ในวันที่ 18 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา  เพื่อสร้างความพร้อมข้าราชการบรรจุใหม่ให้สามารถปฏิบัติงานในการคุ้มครองแรงงานให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนดและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม รวมไปถึงการคุ้มครองแรงงานให้มีความปลอดภัยในการทำงาน ข้าราชการบรรจุใหม่ทั้ง 53 คนนี้ จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งพนักงานตรวจแรงงาน ณ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออก เรือประมง (PIPO) จำนวน 21 คน พนักงานตรวจความปลอดภัย 9 คน และพนักงานตรวจแรงงานอีก 23 คนจะปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานสังกัดกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทั่วประเทศ

​อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวต่อไปว่า การฝึกอบรมข้าราชการบรรจุใหม่มีระยะเวลารวม 4 วัน โดยมุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติในพื้นที่จริง ได้แก่ ฝึกการตรวจแรงงานในกิจการประมงทะเล ฝึกปฏิบัติงานประจำศูนย์ PIPO ฝึกตรวจแรงงานในสถานประกอบกิจการ และฝึกรับ วินิจฉัยคำร้อง ทั้งนี้ ข้าราชการบรรจุใหม่ถือเป็นกำลังสำคัญ และเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนภารกิจของกรมให้บรรลุ ผลสำเร็จ ดังนั้นการฝึกอบรมในครั้งนี้จะทำให้ข้าราชการที่อยู่ระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการได้รับการพัฒนาให้มีความรู้ความเข้าใจ และมีทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน ตลอดจนได้รับการปลูกฝังให้เป็นข้าราชการที่ดี โดยต้องมีคุณธรรม จริยธรรม ซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง และมุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติราชการเพื่อประโยชน์ประชาชนอย่างเต็มความสามารถต่อไป

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 19/6/2561

สปส.จัด ‘คลินิกโรคจากการทำงาน’ กระจาย รพ.รัฐ-สถานประกอบการ 109 แห่งทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2561 นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน กล่าวว่าการดูแลคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างในสถานประกอบการในกรณีที่ลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน นอกจากการสูญเสียรายได้แล้ว บางรายถึงขั้นสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ หรือตาย ซึ่งทำให้นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนมากขึ้นอีกด้วย สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข จัดตั้งโครงการคลินิกโรคจากการทำงาน เพื่อให้มีการดูแลลูกจ้างที่เจ็บป่วยด้วยโรคที่เกิดจากการทำงานอย่างเป็นระบบ คือให้การตรวจรักษาวินิจฉัยโรค และให้การรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐาน การเฝ้าระวัง/ป้องกัน และลดอุบัติเหตุจากการทำงาน พร้อมทั้งให้คำปรึกษาและส่งเสริมงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานแก่สถานประกอบการ รวมไปถึงการสนับสนุนดำเนินการด้านการแพทย์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.เงินทดแทน และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

นพ.สุรเดชกล่าวอีกว่า โดยในปี 2561 มีโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการคลินิกโรคจากการทำงานแล้วถึง 109 แห่ง เป็นโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 103 แห่ง โรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย จำนวน 5 แห่ง และขณะนี้ได้มีโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานครเข้าร่วมโครงการจำนวน 1 แห่ง ทั้งนี้ เพื่อให้บริการครอบคลุมลูกจ้างได้จำนวน 9.33 ล้านคน และสถานประกอบการ 357,723 แห่ง และจากสถิติข้อมูลของกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม ในปี 2560 ที่ผ่านมา มีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานจำนวนทั้งสิ้น 86,346 ราย กองทุนเงินทดแทนจ่ายไปแล้ว 1,488,266,520.87 บาท

ที่มา: มติชนออนไลน์, 19/6/2561

แรงงานต่างด้าวกว่า 300 ราย หยุดงานประท้วงขอสวัสดิการเพิ่ม

เมื่อเวลา 18.30 น.วันที่ 18 มิ.ย. 2561 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งมีแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมากว่า 300 คน ได้หยุดงานเรียกร้องสวัสดิการกับนายจ้างบริษัท ท็อป ฟิชชิ่ง เน็ท แอนด์โรป จำกัด ซึ่งตั้งอยูหมู่ที่ 3 ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี โดยแรงงานได้ออกจากโรงงานมาพักรวมกันที่วัดบ้านคลองกลาง หมู่ 10 ต.กบินทร์ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องกับนายอองจอ เลขานุการเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ในการช่วยเหลือ และ รอนายสามหมอกอู เอกอัคราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทยที่เดินทางมาไกล่เกลี่ยปัญหาให้กับแรงงานกับนายจ้าง

อย่างไรก็ตามได้ประสานงานกับนายวัลลภ ประวัติวงศ์ นอภ.กบินทร์บุรี และลงตรวจสอบ พบมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กบินทร์บุรี , ทหารชุดรักษาความเรียบร้อย จากมณฑลทหารบกที่ 12 (มทบ.12) มาดูแลอำนวยความสะดวกและรักษาความเรียบร้อย พบการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ

ทราบจากแกนนำว่า กลุ่มผู้มาชุมนุมเป็นแรงงานชาวเมียนมาที่ทำงานในโรงงานผลิตแห,อวนแรงงาน ซึ่งแรงงานทั้งหมดประกอบด้วยชาวกัมพูชา,พม่า และ คนไทย โดยก่อนหน้านี้ แรงงานเมียนมาเคยเรียกร้องเงินสวัสดิการกับทางนายจ้างที่สวัสดิการและแรงงาน จ.ปราจีนบุรีมาก่อนแล้ว แต่ยังหาข้อยุติไม่ได้ มาในช่วงเช้าวันนี้ (18 มิ.ย.) แรงงานเมียนมาจึงพากันออกจากโรงงานมารวมตัวที่ศาลาการเปรียญวัดบ้านคลองกลางดังกล่าวเพื่อรอทูตชาวเมียนมามาเจรจายุติปัญหาดังกล่าว

ต่อมาเวลา 19.30 น. นายอองจอ เลขานุการเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) พูดคุยและสอบถามปัญหาใช้เวลานานกว่า 50 นาที โดยอองจอ กล่าวว่า “ แรงงานชาวเมียนมารวมตัวเรียกร้องในปัญหาเรื่องเงินค่าแรงงานขั้นต่ำที่จ่ายไม่ถูกต้อง , เรื่องเงินค่าแรงงานที่เหลือ ซึ่งทางบริษัทยังไม่จ่าย และจะได้มีการตกลงทำ MOU กับทางบริษัทกับพนักงานที่เป็นแรงงานเมียนมาต่อไป

“ล่าสุดทางนายสามหมอกอู เอกอัคราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย ได้เข้าพบ-เจรจากับทางผู้บริหารของบริษัททอป ฟิชชิ่ง เน็ท แอนด์โรปจำกัด” นายอองจอกล่าว

ขณะที่นายเซน อายุ 21 ปี กล่าวว่า เป็นแรงงานชาวเมียนมาที่รู้ภาษาไทยมากที่สุด แต่ส่วนใหญ่มีปัญหา สื่อสาร ที่ผ่านมาทำงานงานเข้างาน 8 โมง เลิก 2 ทุ่ม ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ได้ค่าแรง 308 บาท กับ 310 บาท ตามอายุงาน มีค่าเช่าบ้าน ห้องละ 1,000 บาท อยู่กัน 4 คน ทำงานมีถึงวันเสาร์ , ค่าแรงก็ไม่ให้กับพนักงาน ยังค้างค่าแรงไว้ 5,000 บาท สวัสดิการประกันสังคม บางคนก็ใช้ไม่ได้ ไปหาหมอก็ใช้ไม่ได้ แต่หักประกันสังคม ส่วนใหญ่ก็พูดภาษาไทยไม่ได้ ทำงานกันบางคนก็ อายุงาน 2 ปี ถึง 8 ปี ความต้องการเงิน จำนวน 5,000 บาท ที่ทางบริษัทค้างจ่าย ที่ทำงานยังไม่ได้เงินเดือน เดือนนี้ยังไม่ได้จ่ายค่าแรง และล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมากลุ่มแรงงานถูกเถ้าแก่ไล่ออก ได้พากันมาอยู่วัดคลองกลาง

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 18/6/2561

เดดไลน์!! 30 มิ.ย.รัฐบาลขีดเส้น แรงงานต่างด้าวพิสูจน์สัญชาติ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ขณะนี้เหลืออีก 2 สัปดาห์ในการพิสูจน์สัญชาติ การจัดทำและปรับปรุงทะเบียนประวัติแรงงานต่างด้าว โดยตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.นี้ จะเริ่มระดมกวาดล้างแรงงานผิดกฎหมาย

"พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด" โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบรายงานความคืบหน้าการพิสูจน์สัญชาติ การจัดทำและปรับปรุงทะเบียนประวัติแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ระยะที่ 2 ณ ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จทั่วประเทศแล้ว

โดยล่าสุดแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาได้รับการพิสูจน์สัญชาติครบถ้วนแล้ว ส่วนกัมพูชายังคงเหลือที่ต้องเข้ารับการพิสูจน์สัญชาติอีก 22,770 คน และลาว 5,614 คน  ส่วนการจัดทำและปรับปรุงทะเบียนประวัติแรงงานต่างด้าว ตรวจลงตราวีซ่า และขออนุญาตทำงาน ณ ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ระยะที่ 2 นั้น มีแรงงานที่คงเหลือจะต้องเข้าศูนย์ฯ อีกประมาณ 59,000 คน

“นายกฯ ขอบคุณทางการเมียนมา และนายจ้างของแรงงานต่างด้าวเมียนมา ที่ได้ดำเนินการพิสูจน์สัญชาติแล้วเสร็จก่อนกำหนดที่ตั้งไว้ และขอความร่วมมือส่วนที่เหลือให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ทั้งการพิสูจน์สัญชาติและขั้นตอนอื่นๆ เพราะเหลือเวลาอีกเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น เพื่อประโยชน์ของทั้งตัวแรงงานเองและการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวโดยรวม”

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า "นายกรัฐมนตรี" เน้นย้ำว่าไม่ควรรีรอจนถึงวันสุดท้าย เพราะอาจไม่ทันเวลาหรือไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร หากมีผู้ไปติดต่อจำนวนมาก และรัฐบาลจะไม่มีการผ่อนปรนหรือขยายเวลาอย่างแน่นอน

หากพ้นวันที่ 30 มิ.ย.นี้แล้วยังไม่ไปดำเนินการ แรงงานต่างด้าวจะไม่สามารถอยู่และทำงานต่อไปได้ โดยจะต้องกลับประเทศต้นทางและกลับเข้ามาใหม่ในรูปแบบการนำเข้าแรงงานตามระบบ MOU

ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 61 เจ้าหน้าที่จะระดมกวาดล้างผู้กระทำผิดกฎหมายครั้งใหญ่ หากพบแรงงานต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด จะมีโทษปรับ 5,000 – 50,000 บาท และเมื่อชำระค่าปรับแล้วจะถูกส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร และห้ามขออนุญาตทำงานภายใน 2 ปี

ส่วนนายจ้างที่จ้างแรงงานต่างด้าวโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด จะมีโทษปรับ 10,000 -100,000 บาทต่อแรงงานต่างด้าวที่จ้าง 1 คน หากกระทำผิดซ้ำต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างแรงงานต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี

ที่มา: คมชัดลึก, 17/6/2561

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai