อัพเดทล่าสุดเมื่อ 16 นาที 17 วินาที ที่ผ่านมา
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

นโยบายเสรีนิยมใหม่ทางการศึกษา : จากอุดมการณ์ด้านเศรษฐกิจการเมืองสู่วาทกรรมการปฏิรูปการศึกษา

 

นับตั้งแต่สมัยของประธานาธิบดี Ronald Reagan ระบบการศึกษาในสหรัฐอเมริกาได้เปลี่ยนโฉมรูปแบบให้มีความสอดคล้องกับความต้องการในการแข่งขันของบรรษัทขนาดใหญ่ภายใต้ระบบตลาดโลก สืบเนื่องมาจากรายงานเรื่อง A Nation at Risk เมื่อ ปี 1983 ซึ่งนักการศึกษาส่วนใหญ่ถือว่ารายงานฉบับดังกล่าวนี้ถูกนำเสนอโดยคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยความเป็นเลิศทางการศึกษา (National Commission on Excellence in Education) รานงานฉบับดังกล่าวถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการให้ความสำคัญในเรื่องมาตรฐานการศึกษาของประเทศ และต่อเนื่องมาถึงการประชุมสุดยอดกลุ่มผู้นำทางการศึกษาระดับชาติ โดยมีเจ้าภาพหลักคือ  บริษัทผลิตคอมพิวเตอร์และให้บริการด้านคอมพิวเตอร์และสารสนเทศรายใหญ่ของโลกที่ชื่อว่า International Business Machines (IBM) การประชุมในครั้งดังกล่าวนี้ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญกับแบบทดสอบอิงมาตรฐาน อีกทั้งยังได้เรียกร้องให้การจัดการศึกษาต้องยึดหลักความรับผิดชอบต่อสาธารณะชน แนวทางการจัดการศึกษาจึงค่อยๆ ถูกปรับรูปโฉมให้สอดคล้องกับอุดมการณ์และนโยบายเศรษฐกิจแนวเสรีนิยมใหม่ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากรัฐบาลและกลุ่มบรรษัทรายใหญ่ต่างๆ


รายงานเรื่อง A Nation at Risk ซึ่งเสนอโดย National Commission on Excellence in Education เมื่อ ค.ศ.1983 ในสมัยประธานาธิบดี Ronald Reagan 

บริบทดังที่กล่าวมาข้างต้นสะท้อนการกำเนิดอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ที่ขยับเคลื่อนตัวมาสู่พื้นที่ทางการศึกษาของรัฐในสหรัฐอเมริกาและได้กลายมาเป็นประเด็นและแง่มุมทางความคิดให้ผู้เขียนมุ่งทำความเข้าใจอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ทางการศึกษาในฐานะเครื่องมือควบคุมการศึกษาผ่านหลักสูตรอิงมาตรฐาน มาตรฐานการศึกษา และหลักความรับผิดชอบต่อสาธารณะชน ด้วยการศึกษาวิเคราะห์และอธิบายเชิงวิภาษวิธีผ่านทฤษฎีมาร์กซิสต์ (Marxist theory) และทฤษฎีเชิงวิพากษ์ (Critical theory) ผนวกเข้ากับการวิเคราะห์วาทกรรมของฟูโกต์ (Foucauldian analysis) ถึงผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจแนวเสรีนิยมใหม่ที่มีต่อพื้นที่ทางการศึกษาและชีวิตทางสังคมของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาโดยตรงได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และนักเรียน และจะสามารถช่วยให้เราเกิดความเข้าใจว่าวาทกรรมเสรีนิยมใหม่สามารถก้าวขึ้นมาครองอำนาจนำอย่างเปิดเผยในพื้นที่ทางการศึกษาได้อย่างไร (Ball, 1994)  

บทความในส่วนแรก ผู้เขียนจะนำเสนอ 2 ประเด็นหลัก คือ 1) การเกิดขึ้นของอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ และความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิส่วนบุคคลและสินค้า รวมทั้งบริการสาธารณะ และ 2) เสรีนิยมใหม่ทางการศึกษา: ความสอดคล้องสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดของ Marx และ Engels โดยให้ความสำคัญกับความเป็นมาของอุดมการณ์และนโยบายเศรษฐกิจแนวเสรีนิยมใหม่ และการใช้เหตุผลเชิงเครื่องมือ (instrumental rationality) ซึ่งเป็น การใช้อำนาจจากสถาบันอย่างมีความชอบธรรม ความเสื่อมถอยของสินค้า รวมทั้งบริการสาธารณะ และการโต้เถียงในพื้นที่สาธารณะ รวมถึงการนิยามคำว่าปัจเจกบุคคลขึ้นใหม่ในฐานะของปัจเจกบุคคลที่มีเหตุผลในตัวเองและเป็นผู้ซึ่งมีคุณลักษณะและความสามารถในการแข่งขันภายใต้ระบบกลไกตลาด (Peters, 1994) อนึ่ง เมื่อประมาณกว่า 150 ปีมาแล้ว Marx ได้เคยกล่าวถึงประเด็นนี้ว่าภายใต้ระบบทุนนิยม ปัจเจกบุคคลจะมีมูลค่าก็ต่อเมื่อเขาเหล่านั้นสร้างผลิตผลทั้งในฐานะของผู้ผลิตและผู้บริโภคให้แก่ระบบเศรษฐกิจ หรือมีฐานะเป็นเพียง “แรงงานที่ได้รับค่าจ้าง” (paid wage laborers) (Marx & Engels, 1952, p. 24) นั่นเอง

ขอบเขตของการศึกษาคือ นโยบายการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศต้นกำเนิดอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ทางการศึกษาและนโยบายการจัดการศึกษาอิงมาตรฐาน (Standard-Based Education) และได้กลายเป็นต้นแบบของนโยบายการปฏิรูปการศึกษาและการกำหนดพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ของประเทศไทย รวมถึงการกำหนดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ในระยะต่อมา    
 

การเกิดขึ้นของอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ และความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิส่วนบุคคลและสินค้า รวมถึงบริการสาธารณะ

รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาได้มีการกำหนดให้การจัดการศึกษาเป็นอำนาจหน้าที่ของแต่ละมลรัฐ  ซึ่งรัฐบาลกลาง (Federal State) ได้กระจายอำนาจไปยังระดับมลรัฐทั้ง 50 แห่ง และเขตปกครองพิเศษ 1 แห่ง  ให้สามารถสร้างมาตรฐานการเรียนรู้ตามรายวิชาต่างๆ โดยมลรัฐส่วนใหญ่ก็ได้นำแบบทดสอบอิงมาตรฐานไปใช้ทดสอบผู้เรียนเพื่อแสดงว่าผู้เรียนต้องสอบผ่านเพื่อให้ได้เลื่อนชั้นหรือเลื่อนระดับการศึกษาจากมัธยมศึกษาไปสู่ระดับอุดมศึกษา การบังคับใช้มาตรฐานและแบบทดสอบอิงมาตรฐานทำให้เขตพื้นที่การศึกษาในระดับมลรัฐและผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาสามารถตรวจตรา ติดตาม และประเมินได้ว่าทั้งครูและนักเรียนมีมาตรฐานตามที่กำหนดไว้หรือไม่ ดังนั้นผลจากการที่ครูพยายามยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้น ครูจึงถูกบีบบังคับ(ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม) ให้จัดการเรียนการสอนเพื่อการทดสอบโดยใช้แบบทดสอบอิงมาตรฐาน (ในสังคมไทยเราจะคุ้นเคยกับคำว่า การสอนเพื่อสอบ) การกระทำดังกล่าวได้ลดคุณภาพและความลึกซึ้งของหลักสูตร ศาสตร์การสอน วิธีการเรียนรู้ และลดระดับความเป็นครูมืออาชีพหรือครูผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์การสอนให้เป็นเพียงช่างเทคนิคทางการสอนหรือช่างเทคนิคทางการศึกษา

อย่างไรก็ตามนักการศึกษาเชิงวิพากษ์ได้อธิบายถึงที่มาของอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่และความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิส่วนบุคคล และสินค้า รวมทั้งบริการสาธารณะว่าได้ถดถอยลงไปเรื่อยๆ (Hursh, 2001; Hursh & Ross, 2000) กล่าวคือ อุดมการณ์เสรีนิยมใหม่เป็นผลพวงมาจากกระแสความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจการเมืองเพื่อขับเคลื่อนสิทธิส่วนบุคคลและสิทธิของแรงงาน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และสิ้นสุดลงหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปโดย Donald Reagan ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นยังสอดรับกับยุคสมัยการปฏิวัติทางวัฒนธรรมครั้งสำคัญของโลกตะวันตกใน ค.ศ. 1960 ที่ประชาชนและกลุ่มนักศึกษาออกมาประท้วงอุดมการณ์และรูปแบบวัฒนธรรมกระแสหลักของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านการแบ่งแยกสีผิว การต่อต้านการเหยียดเพศ การต่อต้านสงคราม และการปฏิเสธแนวคิดชาตินิยมแบบสุดโต่ง (เก่งกิจ กิติเรียงลาภ, 2557) โดยชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันและกลุ่มคนผิวสีได้ต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิเลือกผู้แทน สิทธิด้านการศึกษาที่เท่าเทียม และสิทธิด้านสวัสดิการทางสังคม ขณะที่ผู้หญิงต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิที่เท่าเทียมทั้งในที่บ้านและที่ทำงาน นักเรียนและนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างก็ต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น รวมถึงได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ขณะที่แรงงานก็ต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิในที่ทำงานและการขึ้นค่าแรงเช่นกัน ภายใต้บรรยากาศทางสังคมการเมืองเช่นนี้ที่เราจะเห็นความพยายามของผู้คนที่จะผลิตสร้างตัวตนแบบใหม่ของพวกเขาที่แตกต่างและท้าทายรูปแบบที่มีอยู่เดิมซึ่งถูกกำกับด้วยวัฒนธรรมครอบครัวแบบชายเป็นใหญ่ การกำกับความสัมพันธ์ของคนผ่านการแบ่งแยกเชื้อชาติและศาสนา รวมถึงการครอบงำของลัทธิชาตินิยมที่ยึดมั่นกับอัตลักษณ์แบบเดียวซึ่งแบ่งแยก กีดกัน และเบียดขับคนที่มีความเป็นอื่นไม่ให้มีพื้นที่ในสังคม

เพื่อตอบโต้กระแสธารการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ภาคเอกชนซึ่งประกอบด้วยกลุ่มองค์กรและบรรษัทขนาดใหญ่ รัฐบาลสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศทุนนิยมอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั่วโลกได้ร่วมมือกันกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจำกัดสิทธิส่วนบุคคลและพลังทางการเมืองของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน แต่กลับสนับสนุนมาตรการที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสะสมทุนหรือผลกำไรของกลุ่มผลประโยชน์ นโยบายทางเศรษฐกิจแนวเสรีนิยมใหม่ถือเป็นจุดเปลี่ยนจากนโยบายเศรษฐกิจและเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ (Keynesian economics เป็นแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมที่ชื่อ John Maynard Keynes อันเป็นที่มาของแนวคิดเศรษฐศาสตร์แนวเสรีนิยม หรือเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ ซึ่งเน้นบทบาทของรัฐบาลในการส่งเสริมการค้า การลงทุน การจ้างงาน และการบริโภค) และความกังวลต่อสวัสดิการทางสังคมโดยทั่วไป โดยที่นโยบายทางเศรษฐกิจแนวเสรีนิยมใหม่ให้ความสำคัญกับการลดระดับการควบคุมทางเศรษฐกิจ การเปิดการค้าเสรี และการลดภาระความรับผิดชอบของภาครัฐในด้านการศึกษา การสาธารณสุข และสวัสดิการสังคม และที่สำคัญที่สุดคือ ภาคอุตสาหกรรมการเงินเข้ามายึดครองพื้นที่ทางเศรษฐกิจเหนือภาคการผลิตและภาคธุรกิจบริการ (Vilas, 1996) นอกจากนั้นเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำในการควบคุมการดำเนินกิจการขององค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ ธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) องค์กรระหว่างประเทศทั้งสองนี้ได้ผลักดันให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกากำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจที่เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสิทธิในทรัพย์สินให้อยู่เหนือสิทธิในสวัสดิการทางสังคมและสิทธิส่วนบุคคล ในประเด็นนี้โรงเรียนในฐานะสถาบันการศึกษาของรัฐจะถูกประเมินว่าผู้เรียนควรมีความรู้ ทัศนคติ และคุณลักษณะที่เหมาะสมกับการเป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพในระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ทว่าในความเป็นจริงโรงเรียนควรถูกประเมินว่าผู้เรียนได้รับการศึกษาเพื่อปลูกฝังความรู้ ทัศนคติ และคุณลักษณะความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยมากกว่า

อุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ได้กลายเป็นนโยบายกระแสหลักทางเศรษฐกิจที่เข้ายึดครองพื้นที่นโยบายสาธารณะของรัฐ ในแง่หนึ่งอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ได้กดทับ เบียดขับกลุ่มคนที่พยายามส่งเสียงให้มีพื้นที่ทางเลือกอื่นๆ ในสังคมที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าในชีวิตมนุษย์ซึ่งไม่สามารถประเมินค่าได้จากวัตถุหรือสิ่งของ หากแต่เป็นคุณค่าทางธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สุขภาพ และสวัสดิการทางสังคม ดังนั้นมนุษย์เราจึงค่อยๆ สยบยอมต่อวิธีคิดที่ว่า เรามีชีวิตอยู่ในสังคมโลกยุคโลกาภิวัตน์ ดังนั้นจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจแนวเสรีนิยมใหม่ไปได้ ประมวลข้อสันนิษฐานทั้งหมดต่างก็ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่ออธิบายสาเหตุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นไปเองโดยปริยาย สังเกตได้จากอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุด รวมถึงความสามารถในการผลิตและการแข่งขันเป็นเป้าหมายสูงสุดเพียงประการเดียวที่มนุษย์เป็นผู้กระทำการในกิจกรรมต่างๆ ทุกปฏิบัติการล้วนมุ่งไปสู่เป้าหมายของการสร้างผลประโยชน์สูงสุดทั้งด้านวัตถุและผลประโยชน์ด้านสัญลักษณ์ทั้งสิ้น

Bourdieu กล่าวว่า มนุษย์ไม่สามารถต้านทานพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจได้ ข้อสันนิษฐานที่มีอยู่ก็คือข้อสันนิษฐานทั้งหมดของเศรษฐศาสตร์ ดังนั้นจึงเกิดการแบ่งแยกกันอย่างสุดขั้วระหว่างเศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม และการลดความสำคัญลงให้เหลือเพียงมิติเชิงเศรษฐกิจด้านเดียว ขณะที่ประเด็นทางสังคมวัฒนธรรมกลายเป็นภาระหน้าที่ของนักสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ โดยนัยนี้คือวิธีการปฏิเสธประเภทหนึ่ง (Bourdieu, 1998, p. 31) และเพื่อให้เรา (นักวิชาการ) สามารถปะทะประสานกับการครองอำนาจนำของวาทกรรมและภาคปฏิบัติการจริงของอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ได้นั้น Bourdieu เรียกร้องให้เราดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพในด้านผลกระทบเชิงวัตถุและเชิงนโยบาย ซึ่งการวิเคราะห์ต้องอาศัยมุมมองเชิงลึกจากกรอบแนวคิดแบบมาร์กซิสต์และการวิเคราะห์ตามแนวทางของฟูโกต์  Bourdieu เสนอว่า ผลจากการศึกษาเชิงประจักษ์จำนวนมากพอสมควรสามารถนำมาใช้ตอบโต้วาทกรรมและภาคปฏิบัติการจริงของอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ได้ อาทินโยบายใดของรัฐที่ส่งผลให้เราต้องรับผิดชอบหรือมีราคาต้องจ่ายในระยะยาวจากการตกงาน ความเจ็บป่วย โรคภัยไข้เจ็บ การติดเหล้าและเครื่องดื่มมึนเมา การติดยา และความรุนแรงในครัวเรือน สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดมีราคาที่ต้องจ่ายเป็นทั้งจำนวนเงิน และความตกทุกข์ได้ยากอย่างแสนสาหัส ในหนังสือ The Weight of the World (1999) Bourdieu ได้วิเคราะห์ตามแนวทางที่เขานำเสนอไว้และเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับที่ Sebastiao Salgado นำเสนอผลงานภาพถ่ายเกี่ยวกับชีวิตทางสังคมของผู้ใช้แรงงานและผู้อพยพย้ายถิ่น ความทุกข์ยากของกลุ่มคนเหล่านี้มีต้นเหตุมาจากนโยบายเศรษฐกิจแนวเสรีนิยมใหม่ที่มีต่อผู้ใหญ่ เด็ก เยาวชน และผู้ใช้แรงงานทั่วโลกให้จำต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (Bourdieu, 1999, p. 41)

นักวิจารณ์หลายๆ คน รวมทั้งนักวิจารณ์สังคมการเมืองคนสำคัญอย่าง Harvey ได้ประมวลข้อมูลเชิงปริมาณในด้านผลกระทบของนโยบายเสรีนิยมใหม่โดยอ้างอิงจากสถิติที่องค์การสหประชาชาติและธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการไว้ ในงานเขียนของเขาที่ชื่อว่า Spaces of Hope (2000) อธิบายถึง ความไม่เท่าเทียมและความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ ทั่วโลก เขาชี้ให้เห็นว่าเงื่อนไขเชิงวัตถุของผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะเงื่อนไขด้านสภาพแวดล้อมในการทำงานและค่าจ้างแรงงานซึ่งอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตรอดไปวันๆ เท่านั้น เงื่อนไขเหล่านี้สนับสนุนความรุนแรงทางจริยธรรมให้แพร่หลายและยังดำรงอยู่ต่อไป ดังเช่นที่เคยปรากฏในแถลงการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ในยุคสมัยของ Marx (Harvey, 2000, p. 44)

อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแต่เงื่อนไขเชิงวัตถุเท่านั้นที่ต้องศึกษาวิเคราะห์ในเชิงลึก เราควรจะให้ความสำคัญกับการศึกษากระบวนการผลิตและการแพร่กระจายของวาทกรรมเสรีนิยมใหม่อีกด้วย (Bourdieu, 1998) ดังที่เขาได้กล่าวไว้ว่า “เราได้ยินได้ฟังเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเสรีนิยมใหม่ในทุกหนทุกแห่งทั้งทางตรงและทางอ้อม และด้วยเหตุนี้เองที่ส่งผลให้วาทกรรมเสรีนิยมใหม่มีความแข็งแกร่ง ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีอะไรจะสามารถต้านทานวาทกรรมเสรีนิยมใหม่ได้ เนื่องจากมันเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความจริงในตัวของมันเอง ดังนั้นจึงไม่เหลือทางเลือกอื่นเลยในการดำรงชีวิต และถ้ามันเป็นแบบนี้ไปโดยปริยายก็เป็นผลมาจากพลังแห่งการครอบงำทุนทางวัฒนธรรมหรือทุนทางสัญลักษณ์ทั้งระบบที่ซึ่งสื่อสารมวลชนและประชาชนพลเมืองทั่วไปมีส่วนร่วมอย่างเฉื่อยชา ขณะที่มีปัญญาชนเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่มีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น” (Bourdieu, 1998, p. 29)

สำหรับการครอบงำผ่านทุนทางวัฒนธรรม(cultural capital) หรือทุนทางสัญลักษณ์ (symbolic capital) โดยใช้เครื่องมือในการสะสมทุนทางวัฒนธรรม หรือทุนทางสัญลักษณ์นั้น อาจกล่าวได้ว่า ทุนเหล่านี้ปฏิบัติการอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคนผ่านการทำงานของสถาบันหรือกลไกต่างๆ ทางสังคม เช่น โรงเรียน ศาสนา ครอบครัว สื่อสารมวลชน ฯลฯ สถาบันเหล่านี้ทำงานครอบงำอยู่ตลอดเวลา แต่ทว่าส่วนใหญ่ผู้คนจะไม่มีความรู้สึกว่าเป็นการใช้ความรุนแรงในการครอบงำดังที่ Bourdieu เรียกว่าเป็น ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์ (symbolic violence) นั่นเอง
 

เสรีนิยมใหม่ทางการศึกษา: และความสอดคล้องสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดของ Marx และEngels

ขณะที่วาทกรรมว่าด้วยโลกาภิวัตน์และนโยบายเศรษฐกิจแนวเสรีนิยมใหม่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ แต่การขยายตัวของระบบเศรษฐกิจโลกและกระบวนการทำให้แรงงานกลายเป็นสินค้ามิใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด กล่าวคือเมื่อประมาณเกือบสองศตวรรษที่ผ่านมา Marx และ Engels ได้วิพากษ์แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจดังกล่าวไว้ในหนังสือ The Manifesto of the Communist Party ดังที่ Harvey กล่าวไว้ว่า “ สิ่งที่เราเรียกว่า โลกาภิวัตน์ ในยุคปัจจุบันนั้นได้เกิดขึ้นมาในรูปแบบหนึ่งหรืออาจจะเป็นรูปแบบอื่นๆ มาเป็นเวลานานมากแล้ว อย่างน้อยก็สามารถย้อนกลับไปได้จนถึงปี ค.ศ. 1492 หรืออาจจะเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ปรากฏการณ์และผลกระทบเชิงเศรษฐกิจการเมืองที่เกิดขึ้นจากสภาวะความเป็นโลกาภิวัตน์กลายเป็นประเด็นสำหรับการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งไม่เพียงแต่ Marx และ Engels ที่ศึกษาวิเคราะห์และกระตุ้นให้เราตระหนักถึงความเป็นโลกาภิวัตน์ผ่านหนังสือ The Manifesto of the Communist Party เท่านั้น แต่ยังมีนักปรัชญาและนักคิดร่วมสมัยคนอื่นๆ อีกด้วย ” (Harvey, 2000, p. 21)

อนึ่ง สาระบางส่วนใน Manifesto ค่อยๆ ล้าสมัยหรือสะท้อนถึงแนวคิดที่ไม่เพียงพอต่อการทำความเข้าใจชีวิตทางสังคมซึ่งสัมพันธ์กับมิติทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ถูกกำหนดโครงสร้างโดยระบบทุนนิยมที่อยู่นอกเหนือยุโรปและอเมริกา แต่แก่นแกนสำคัญของหนังสือเล่มนี้ยังทรงพลังในการอธิบายสังคมโลกร่วมสมัยอยู่เสมอ กล่าวคือ Marx และ Engels ได้คาดการณ์ถึงสภาวะความเป็นโลกาภิวัตน์ในยุคปัจจุบันได้อย่างแม่นยำ ดังนี้ “ ความต้องการขยายฐานการค้าการผลิตในระบบตลาดทำให้กลุ่มชนชั้นกลางซึ่งประกอบด้วย พ่อค้า นักธุรกิจ และผู้ประกอบการขึ้นมามีอำนาจในพื้นที่สังคมทั่วโลก พวกเขาลงหลักปักฐานและสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ไปทั่วทุกหนทุกแห่ง กลุ่มชนชั้นกลางมั่งมีขึ้นมาจากการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรในระบบตลาดโลก ซึ่งเป็นระบบที่มีความเป็นสากลด้านการผลิตและการบริโภคในทุกประเทศ โรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นมาก่อนหน้าค่อยๆ ถูกทำลายทิ้งไป โดยมีโรงงานอุตสาหกรรมประเภทใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ การเข้ามาของโรงงานอุตสาหกรรมประเภทใหม่ๆ กลายเป็นประเด็นคำถามที่เกี่ยวพันกับชีวิตและความตายของสรรพสิ่งในประเทศอุตสาหกรรมทุกประเทศ โดยที่ระบบอุตสาหกรรมในประเทศเหล่านั้นไม่ได้ใช้วัตถุดิบภายในประเทศเพื่อการผลิต หากแต่ดึงเอาวัตถุดิบมาจากประเทศที่อยู่ห่างไกลออกไป โรงงานอุตสาหกรรมผลิตสินค้าเพื่อการบริโภคซึ่งไม่เพียงแต่การบริโภคภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังขยายฐานการบริโภคออกไปทั่วทุกมุมโลก ในพื้นที่ของความต้องการบริโภคแบบดั้งเดิมค่อยๆ ได้รับการตอบสนองความพึงพอใจผ่านกระบวนการผลิตภายในสังคมประเทศนั้นๆ ในขณะเดียวกันเราพบกับความต้องการบริโภคแบบใหม่ที่สินค้าจากพื้นที่และภูมิอากาศที่แตกต่างห่างไกลสามารถตอบสนองความพึงพอใจของตนได้ สำหรับในเขตพื้นที่วัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีการดำรงชีวิตแบบพึ่งตนเองและตัดขาดจากโลกภายนอก เรายังพบเห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในทุกทิศทุกทาง รวมถึงการพึ่งพาอาศัยกันของรัฐชาติต่างๆ ทั่วโลก” (Marx & Engels, 1952, p. 46-47)

Marx และ Engels ได้ทำนายไว้ล่วงหน้าถึงผลกระทบจากระบบทุนนิยมโลกที่มีต่อแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ นักกฎหมาย นักบวช นักวรรณกรรม และผู้รอบรู้ในศาสตร์ต่างๆ “มันคือการแบ่งแยกคุณค่าส่วนบุคคลให้กลายเป็นคุณค่าที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนได้ และในแง่ของเสรีภาพที่ถูกผูกติดอยู่กับสัญญาเช่าที่ไม่สามารถเพิกถอนได้ ได้ติดตั้งให้เสรีภาพที่ไร้สามัญสำนึกดำรงอยู่ นั่นก็คือ ระบบการค้าเสรี” (Marx & Engels, 1952, p. 44) สำหรับ Marx และ Engels นั้นเสนอไว้ชัดเจนว่า แรงงาน หมายถึงเราทุกคนที่ไม่ใช่นายทุนหรือเจ้าของธุรกิจ โดยที่เราทุกคนต่างก็ถูกลดทอนความเป็นมนุษย์พอๆ กัน นอกจากนั้นอาจกล่าวได้ว่าชะตากรรมของปัจเจกบุคคลภายใต้วาทกรรมเสรีนิยมใหม่คือ ปัจเจกบุคคลมีอิสรภาพ แต่เป็นความมีอิสระในการแข่งขันอย่างเท่าเทียมในระบบตลาด (Peters, 1994) อาจกล่าวได้ว่าเราทุกคนที่ไม่ใช่นายทุนหรือเจ้าของธุรกิจ ก็ไม่ต่างไปจากแรงงานหรือมนุษย์ผู้ใช้แรงงานทั่วไปในสังคม พวกเราต่างก็ถูกกดขี่ขูดรีดจากระบบการผลิตที่พวกเราควบคุมอะไรไม่ได้และไร้ความมั่นคงในชีวิต นอกจากนั้นไม่เพียงแต่แรงงานเท่านั้นที่ถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ให้มีฐานะเป็นเพียงสินค้าที่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้ ผลพวงจากวาทกรรมเสรีนิยมใหม่ทำให้แรงงานรู้สึกแปลกแยกจากความเป็นมนุษย์ที่มีความคิดสร้างสรรค์ แรงงานถูกทำให้แปลกแยกเนื่องจากคุณลักษณะความคิดสร้างสรรค์ถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับทุนเพื่อการผลิตสินค้า แรงงานต้องเผชิญกับการฝึกฝนทักษะ การลดทักษะ และการเพิ่มพูนทักษะการผลิตแรงงานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดทางเทคโนโลยีและการถ่ายทอดวิถีการปฏิบัติงานประจำวัน (Harvey, 2000)

Marx ได้เสนอข้อโต้แย้งไว้ในหนังสือ Capital: Critique of Political Economy (1867) ว่าชีวิตที่ลำบากยากจนของแรงงานอยู่ในฐานะที่เป็นปัญหาสังคมและเป็นความตกต่ำทางศีลธรรม รัฐควรเป็นผู้สร้างความยุติธรรมโดยการควบคุมการผลิตและการกระจายรายได้ให้เท่าเทียมและป้องกันไม่ให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจตกไปอยู่ในมือของคนบางกลุ่ม ยิ่งไปกว่านั้นระบบทุนนิยมและเสรีนิยมยังถูกวิจารณ์ว่ากดทับและลดทอนความเป็นมนุษย์โดยเฉพาะมวลชนที่เป็นแรงงานจะกลายเป็นผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบและไร้อิสรภาพ ซึ่ง Marx เรียกสิ่งนี้ว่าความแปลกแยกในตัวตน (self-alienation) ซึ่งหมายถึงการมีชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้น อดอยาก และด้อยคุณภาพทั้งทางกายและจิตใจ ปัญหาเหล่านี้คือด้านลบของระบบทุนนิยมและเสรีนิยม (Marx, 1867) ซึ่งองค์กรในศาสนาคริสต์ได้ออกมาเคลื่อนไหวและเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสังคมเพื่อขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นและความเสื่อมโทรมทางศีลธรรม การเคลื่อนไหวนี้รู้จักกันในชื่อ Social Catholicism ซึ่งมีจุดเริ่มต้นในประเทศเยอรมนีในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 (Stegmann, 2004) การเคลื่อนไหวทางศาสนานี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้เห็นมิติความไม่ลงรอยกันระหว่างความเจริญทางเศรษฐกิจ (วัตถุ) กับปัญหาสังคม (จิตใจ) ที่เกิดขึ้นในระบบทุนนิยมและเสรีนิยมในโลกตะวันตก (นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ, 2557)   

ในพื้นที่ทางการศึกษา เสรีนิยมใหม่มีอิทธิพลต่อการให้ความสำคัญกับการสร้างแรงงานที่มีประสิทธิภาพ รู้จักปรับตัว เรียนรู้พัฒนาทักษะและความสามารถใหม่ๆ และมุ่งทำงานที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรหรือหน่วยงานนั้นๆ กล่าวคือในแง่หนึ่งระบบทุนนิยมต้องการแรงงานที่มีการศึกษาและมีความสามารถทำงานได้อย่างอิสระ ซึ่งโดยปกติระบบทุนนิยมจะแยกการคิด การสร้างสรรค์กับการผลิตในโรงงานออกจากกันแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม ซึ่งแรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้คิดหรือไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดในกระบวนการผลิต แต่เน้นการใช้แรงงานร่างกายมากกว่า อย่างไรก็ตามระบบทุนนิยมปฏิเสธความคิดที่ว่าแรงงานควรจะคิดหรือสร้างสรรค์เพื่อตนเองโดยอิสระ เพราะขณะที่การจัดการศึกษาสำหรับแรงงานมีความสำคัญมาก เพราะการศึกษาเป็นพื้นที่ผลิตสร้างวัฒนธรรมและระบบความหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้เรียน (ซึ่งจะเติบโตไปเป็นแรงงานในอนาคต) มากขึ้น การศึกษาจึงค่อยๆ ถูกแปลงรูปเปลี่ยนรากจากที่เป็นฟันเฟืองสนับสนุนรูปแบบการผลิตในระบบทุนนิยมไปสู่ระบบทุนนิยมยุคหลังอุตสาหกรรม (post-industrial capitalism) ที่ผลิตสร้าง “อวัตถุ” (immaterial) ได้แก่ การผลิตสร้างระบบความรู้ ความคิด ภาษา สัญญะ ความหมาย และวาทกรรมชุดต่างๆ การศึกษาได้ทำหน้าที่ผลิตวัฒนธรรมและระบบความหมายกลายเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้เรียนมากขึ้น การผลิต และการคิด การสร้างสรรค์จึงกลายเป็นสิ่งเดียวกันมากขึ้นเรื่อยๆ การศึกษาในโลกทุนนิยมยุคหลังอุตสาหกรรมจึงมิใช่การศึกษาที่ปลดปล่อยให้ผู้เรียนได้คิดอย่างเสรี (Apple, 2001; Aronowitz & Giroux, 1985; Bowles & Gintis, 1976)
 

บทส่งท้าย

บทความส่วนถัดไปผู้เขียนมุ่งวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นว่าด้วยเสรีนิยมใหม่ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน: การควบคุมการศึกษาผ่านหลักสูตรอิงมาตรฐาน มาตรฐานการศึกษา และหลักความรับผิดชอบต่อสาธารณะชน โดยนำเสนอ 2 ประเด็นย่อยได้แก่ 1) กำเนิดมาตรฐานการศึกษา การทดสอบ และหลักความรับผิดชอบต่อสาธารณะชน และ 2) วาทกรรมการศึกษาอิงมาตรฐาน: การครองอำนาจนำในพื้นที่ทางการศึกษาช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 21 ผู้เขียนมุ่งถกเถียงว่า ความพยายามและความปรารถนาดีของรัฐบาลในการกำหนดมาตรฐานการศึกษา การทดสอบ การวัดและประเมินผล และหลักความรับผิดชอบต่อสาธารณะชนได้กัดเซาะชีวิตทางสังคมของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาโดยตรงไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และนักเรียน รวมถึงผู้ปกครองและชุมชนที่เกี่ยวข้อง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นปัญหาระดับสากลไม่เพียงแต่ในประเทศต้นกำเนิดนโยบายเสรีนิยมใหม่อย่างสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยที่ดำเนินการปฏิรูปการศึกษาตามแนวทางนี้เช่นกัน

 

อ้างอิง

เก่งกิจ กิติเรียงลาภ. (2557). “เราทุกคนคือศิลปิน”: อวัตถุศึกษาว่าด้วยแรงงาน. วารสาร สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา, 33(2), 129-158.

นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ. (2557). อำนาจของลัทธิเสรีนิยมใหม่. ชาติพันธุ์กับเสรีนิยมใหม่. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).

Apple, M. (2001). Educating the “Right Way”: Markets, Standards, God, and Inequality. New York: Routledge.

Aronowitz, S., & Giroux, H.A. (1985). Education under Siege: The Conservative and Radical Debate over Schooling. South Hadley, MA: Bergin & Garvey.

Ball, S. (1994). Education Reform: A Critical and Post-structural Approach. Buckingham,  England: Open University Press.

Bourdieu, P. (1998). Acts of Resistance: Against the Tyranny of the Market. New York: The New Press.

Bourdieu, P. (1999). The Weight of the World: Social Suffering in Contemporary Society. Stanford: Stanford University Press.

Bowles, S., & Gintis, H. (1976). Schooling in Capitalist America. New York: Basic Books.

Harvey, D. (2000). Spaces of Hope. Berkeley: University of California Press.

Hursh, D. (2001). Social Studies within the Neo-liberal State: The Commodification of

Knowledge and the End of Imagination. Theory and Research in Social Education, 29(2), 349-356.

Hursh, D. & Ross, E.W. (2000). Democratic Social Studies: Social Studies for Social Change. New York: Falmer Press.

Marx, K. & Engels, F. (1952). Manifesto of the Communist Party. Moscow.

Marx, K. (1867). Capital: Critique of Political Economy, Vol, 1. New York: Penguin Books,1990.

Peters, M. (1994). Individualism and Community: Education and the Politics of Difference. Discourse, 14(2).

Stegmann, F.J. (2004). Economic Liberalism, Marxism and Critical Judgment. St. Augustine Papers, 5(1).

Vilas, C. (1996). Neoliberal Social Policy: Managing Poverty (somehow). NACLA Report on the America, 29(2), 16-21.

เกี่ยวกับผู้เขียน: ออมสิน จตุพร เป็นอาจารย์ผู้สอนประจำสาขาวิชาสังคมศาสตร์การศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai