อัพเดทล่าสุดเมื่อ 1 ชั่วโมง 8 นาที ที่ผ่านมา

แดน สเลเทอร์: รัฐศาสตร์นวัตกรรมในโลกแห่งความพลิกผัน I 70 ปีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

‘แดน สเลเทอร์’ อาจารย์มหาวิทยาลัยมิชิแกนกล่าวว่า ความหลากหลายทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมของอาเซียน ทำจีนไม่อาจเป็นผู้นำเอเชียได้อย่างจริงจัง เผยไทยมีแนวโน้มยอมรับการปฏิวัติโดยทหารมากกว่าประเทศอื่น สังเกตจากประวัติศาสตร์การปฏิวัติยึดอำนาจในไทยที่ผ่านมา

 

 

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนาหัวข้อ “Disruptive World: Innovative Political Science?” รัฐศาสตร์นวัตกรรมในโลกแห่งความพลิกผัน เนื่องในโอกาสครอบรอบ 70 ปี วันคล้ายวันสถาปนาคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ณ ห้องประชุมเกษม สุวรรณกุล อาคารเกษม อุทยานิน เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยช่วงแรกของภาคเช้ามีการปาฐกถาโดย แดน สเลเทอร์ (Dan Slater) อาจารย์จากมหาวิทยาลัย มิชิแกน สหรัฐอเมริกา

แดน สเลเทอร์ ชี้ให้เห็นถึงลักษณะสำคัญของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองในแต่ละประเทศ ทำให้แม้ประเทศจีนจะพยายามแผ่อิทธิพลเข้าครอบงำประเทศต่างๆ ในภูมิภาคด้วยการพัฒนาในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีทางอวกาศหรือการทหารก็ตาม แต่ด้วยความหลากหลายดังกล่าว จึงทำให้จีนยังไม่สามารถเป็นผู้นำของภูมิภาคได้อย่างจริงจัง และสเลเทอร์ยังมีความเห็นว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับอิทธิพลมาจากยุโรป จะมีการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆได้ดีกว่าประเทศอื่นๆ

สเลเทอร์กล่าวอีกว่า การที่จะทำความเข้าใจระบบการเมืองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้นั้น จำเป็นจะต้องมีการศึกษาเชิงเปรียบเทียบ เพื่อให้สามารถทำความเข้าใจรูปแบบทางการเมืองของประเทศต่างๆ จึงได้มีการจัดกลุ่มประเทศโดยแบ่งจากแนวทางการพัฒนารูปแบบการเมือง ออกเป็น 4 กลุ่มดังนี้

1.) กลุ่มคตินิยมการพัฒนา (Developmental Statism) ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ซึ่งจะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศเหล่านี้มีการพัฒนาประชาธิปไตยมาอย่างยาวนาน

2.) กลุ่มนักการทหาร (Developmental Militarism) ประกอบไปด้วยประเทศอินโดนีเซีย ประเทศเมียนมาร์ และประเทศไทย

3.) กลุ่มประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากอังกฤษ (Developmental Britannia) ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย ฮ่องกง และสิงคโปร์

4.) กลุ่มสังคมนิยม (Developmental Socialist) ประกอบไปด้วยประเทศจีน และเวียดนาม   

นอกจากนี้ สเลเทอร์ยังได้กล่าวถึงความแตกต่างของอิทธิพลของสหรัฐอเมริกา ประเทศมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น กับ อิทธิพลของประเทศจีนในปัจจุบันว่า ในยุค ค.ศ.1970 นั้น โลกมีขั้วอำนาจเพียงขั้วเดียวคือสหรัฐอเมริกา แต่ในปัจจุบันภายใต้สภาะความพลิกผันของโลก ทำให้มีประเทศต่างๆ พัฒนาศักยภาพของตนเอง ทำให้แม้ประเทศจีนจะได้ชื่อว่าเป็นมหาอำนาจก็ตาม แต่คงต้องยอมรับว่ายังไม่สามารถส่งอิทธิพลหรือสามารถครอบงำประเทศต่างๆ ได้อย่างเบ็ดเสร็จ นอกจากนี้ประเด็นในเรื่องความยากในการเข้าถึงภาษาจีน (ซึ่งสเลเทอร์มีความเห็นว่าภาษาจีนมีความยากในการศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้กว่าภาษาอังกฤษ) ก็อาจเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้อิทธิพลของประเทศจีนยังไม่สามารถขยายไปได้อันเนื่องจากปัญหาในทางการสื่อสาร

อีกทั้ง สเลเทอร์ได้กล่าวถึงความแตกต่างของรูปแบบทางการเมืองของประเทศอินโดนีเซียและประเทศไทยว่า ถึงแม้จะอยู่ในกลุ่มนักการทหารเช่นเดียวกัน แต่ยังมีความแตกต่างกันในรูปแบบแนวคิด กล่าวคือ ในประเทศอินโดนีเซียนั้นพรรคการเมืองหรือรัฐบาลจะมีลักษณะท่าทีที่เป็นมิตรกับกองทัพ ทำให้ศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองเป็นไปในลักษณะที่มีอำนาจทางการทหารช่วยสนับสนุน แต่หากมีการปฏิวัติโดยทหารในประเทศอินโดนีเซียประชาชนจะไม่ให้การยอมรับ    แต่ในขณะที่ประเทศไทยกับมีแนวโน้มที่จะยอมรับการปฏิวัติยึดอำนาจโดยทหารมากกว่า โดยสังเกตจากประวัติศาสตร์การปฏิวัติยึดอำนาจในประเทศไทยที่ผ่านมา

 

* หมายเหตุ สามารถอ่านสคริปต์ภาษาอังกฤษได้ที่นี่

 

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai