อัพเดทล่าสุดเมื่อ 8 ชั่วโมง 31 นาที ที่ผ่านมา

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 20-26 ส.ค. 2561

เกาหลีใต้ชงยกเลิก 'ฟรีวีซ่าไทย' คนไทย แก้ปัญหาหนีไปทำงาน/กระทรวงการต่างประเทศระบุคนไทยหนีวีซ่าทำงานที่เกาหลีเป็นแสน มีแค่ 2.5 หมื่นไปถูกกฎหมาย/กสร. เผย 10 เดือนแรกลุยตรวจความปลอดภัยในการทำงาน 15,302 แห่ง พบทำผิดปรับนายจ้างแล้ว 24.78 ล้านบาท/สมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาฯ หนุนครูเลิกงานธุรการ แนะเตรียมพร้อมก่อนโอนงาน

เกาหลีใต้ชงยกเลิก 'ฟรีวีซ่าไทย' คนไทย แก้ปัญหาหนีไปทำงาน

เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2561 นางสาวบุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีข่าวที่ระบุว่าทางการเกาหลีใต้กำลังพิจารณายกเลิกการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวไทย เนื่องจากมีคนไทยหลบหนีเข้าไปทำงานในเกาหลีใต้เป็นจำนวนมากว่า ได้รับทราบว่ามีการรายงานข่าวในสื่อเกาหลีใต้ว่ากระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้ได้เสนอเรื่องดังกล่าวขึ้น เนื่องจากมีคนไทยที่หลบหนีเข้าไปทำงานในเกาหลีใต้ถึงราว 100,000 คน อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ฝ่ายไทยยังไม่ได้รับแจ้งเรื่องอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

นางสาวบุษฎี ย้ำว่า สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ฝากเตือนประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อคำชักชวนให้เข้าไปทำงานในเกาหลีใต้อย่างผิดกฎหมาย เพราะไม่เพียงแต่จะต้องอยู่อย่างหลบซ่อนในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี เมื่อเจ็บป่วยก็ไม่มีประกันสุขภาพ หรือประกันสังคม และยังอาจถูกหลอกลวงให้ไปทำงานผิดประเภทหรือผิดกฎหมาย ทั้งนี้แรงงานไทยซึ่งเข้าไปทำงานในเกาหลีใต้อย่างถูกต้องตามระบบมีอยู่ 25,000 คน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 26/8/2561

รมว.แรงงาน เล็งเปิดอบรมหลักสูตรช่างตัดผมแก่กำลังพลทหาร-ตำรวจ

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2561 พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน  เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดนครพนม และเจ้าหน้าที่เพื่อติดตามผลการปฏิบัติงานตามนโยบายเร่งด่วนและนโยบายสำคัญของกระทรวงแรงงาน ณ ห้องประชุมศรีโคตรบูรณ์ ชั้น 3 อาคารศูนย์ราชการกระทรวงแรงงาน โดยหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดนครพนม ได้รายงานผลการปฏิบัติงานในหลายประเด็น อาทิ การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ซึ่งจังหวัดนครพนมมีแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ จำนวนทั้งสิ้น 2,319 คน การดูแลสิทธิประโยชน์แรงงานไทยที่เสียชีวิตในประเทศอิสราเอล จำนวน 2 ราย ซึ่งขณะนี้ทายาทได้จัดการฌาปนกิจศพเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างติดต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัด ติดตามเงินกองทุนช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศเงินประกันสังคมที่ทายาทจะได้รับ ผลการดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และความมั่นคงในชีวิต ซึ่งจังหวัดนครพนมมีเป้าหมายดำเนินการ 5,340 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 23 ส.ค.61) ดำเนินการแล้ว 2,068 คน คิดเป็นร้อยละ 38.72  ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้

พล.ต.อ.อดุลย์ฯ ขอให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ และกำชับให้ปฏิบัติตามระเบียบฯ โดยมอบหมายให้แรงงานจังหวัดเป็นเจ้าภาพในการบูรณาการกับหน่วยงานในสังกัดและภาคีเครือข่าย ให้สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานนครพนม นำร่องจัดทำโครงการฝึกอบรมช่างตัดผมชายให้เจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะกำลังพลในหน่วยงานทหารและตำรวจในพื้นที่โดยบูรณาร่วมกับกับสถานีตำรวจภูธรจังหวัดและหน่วยงานทหารในจังหวัดนครพนม นอกจากนี้ รมว.แรงงาน ยังกำชับให้ขับเคลื่อนข้อมูลด้านแรงงานอย่างเป็นระบบ มีการประสานสอดรับกับภารกิจของทุกหน่วยงานทั้ง การจัดหางาน แนะแนวอาชีพ พัฒนาทักษะฝีมือ รวมทั้งดูแลด้านสวัสดิการ และหลักประกันความคุ้มครองทางสังคมให้กับประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนการปรับปรุงภูมิทัศน์ของหน่วยงานให้มีความสะอาดอยู่เสมอ โดยการแข่งขันกิจกรรม 5 ส. เพื่อเป็นการสร้างวัฒนธรรมที่ดีของหน่วยงาน และการจัดสวัสดิการต่าง ๆ ให้กับเจ้าหน้าที่อีกด้วย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 25/8/2561

กระทรวงการต่างประเทศระบุคนไทยหนีวีซ่าทำงานที่เกาหลีเป็นแสน มีแค่ 2.5 หมื่นไปถูกกฎหมาย

วันที่ 23 ส.ค.2561 น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงสถานการณ์แรงงานไทยลักลอบไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ ว่า สถิติจำนวนคนไทยลักลอบเข้าเกาหลีใต้อย่างผิดกฎหมายเพื่อไปทำงาน ขณะนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นหลายหมื่นคน โดยแรงงานถูกกฎหมายภายใต้ระบบอนุญาตจ้างงาน (Employment Permit System -EPS) มีประมาณ 25,000 คน ขณะที่แรงงานที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งคนไทยที่อยู่อย่างผิดกฎหมายประเภทอยู่เกินกำหนดวีซ่าประมาณ 1 แสนคนในประเทศเกาหลีใต้

ก่อนหน้านี้โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการเผยแพร่ภาพในสื่อออนไลน์ แสดงให้เห็นถึงแรงงานไทยจำนวนมาก หลบหนีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองในป่า ซึ่งมีการแชร์จำนวนมากนั้น ว่า อยู่ในระหว่างการตรวจสอบภาพดังกล่าวให้ชัดเจน โดยกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซลอย่างใกล้ชิดเพื่อติดตามสถานการณ์รวมถึงติดต่อคนไทยในเกาหลีใต้ที่สามารถให้ข้อมูลได้

ที่มา: ข่าวสด, 24/8/2561

กสร. เผย 10 เดือนแรกลุยตรวจความปลอดภัยในการทำงาน 15,302 แห่ง พบทำผิดปรับนายจ้างแล้ว 24.78 ล้านบาท

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่าช่วง 10 เดือนแรก ได้ดำเนินการตรวจและบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยในการทำงานอย่างจริงจัง โดยพนักงานตรวจความปลอดภัยได้เข้าตรวจสถานประกอบกิจการไปแล้วกว่า 15,302 แห่ง ครอบคลุมลูกจ้างกว่า 1.2 ล้านคน และได้ดำเนินคดีโดยเปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน พ.ศ. 2554 รวม 205 คดี เป็นเงินทั้งสิ้น 24.78 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นอกจากการตรวจบังคับใช้กฎหมายแล้ว การส่งเสริมและสร้างการรับรู้ผ่านโครงการกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การสร้างการรับรู้ผ่านศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ความปลอดภัยในการทำงานเฉลิม พระเกียรติฯ ส่งเสริมโครงการสถานศึกษาปลอดภัยซึ่งมีสถานศึกษาให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการ 898 แห่ง ตลอดจนสร้างเครือข่ายด้านความปลอดภัยโดยผ่านโครงการ จป.จิตอาสา เพื่อเฝ้าระวังอุบัติเหตุ เป็นต้น

ทั้งนี้ กสร.มุ่งหวังให้สถานประกอบกิจการทุกแห่งได้ตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัย ร่วมมือร่วมใจกันในการป้องกันและปรับปรุงด้านความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยในการทำงานจนเกิดเป็นวัฒนธรรมความปลอดภัย ในการทำงานและเป็นกลไกสำคัญในการลดอัตราการประสบอันตรายจากการทำงาน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ใช้แรงงานทุกคน

ที่มา: ไอเอ็นเอ็น, 24/8/2561

พนักงาน 'เข้า-ออกงาน' ต้องแจ้งตรงเวลาที่กำหนด หากมีข้อร้องเรียนหรือตรวจพบจะดำเนินคดีกับนายจ้าง

นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวเตือนนายจ้างแจ้งลูกจ้างเข้าทำงานและแจ้งออกจากงานล่าช้าไม่เป็นไปตามระยะเวลาที่กฎหมาย ส่งผลให้ลูกจ้างเสียสิทธิที่พึงได้รับตามเงื่อนไขการเกิดสิทธิประโยชน์ในแต่ละกรณี หากมีข้อร้องเรียนหรือมีการตรวจพบสำนักงานประกันสังคมจะดำเนินคดีกับนายจ้างตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงขอความร่วมมือนายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายให้ถูกต้อง กรณีของนายจ้างที่มีลูกจ้างในสถานประกอบการต้องแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส.1-03) โดยนายจ้างที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นแบบได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ สำหรับนายจ้างที่มีสำนักงานใหญ่ในส่วนภูมิภาค ให้ยื่นแบบขึ้นทะเบียนได้ที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ นายจ้างมีหน้าที่ขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน กรณีที่มีลูกจ้างลาออกจากงาน ให้นายจ้างแจ้งการออกจากงานพร้อมระบุสาเหตุการออกจากงาน โดยใช้หนังสือแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน (สปส.6-09) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปจากเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมที่ท่านสะดวก หรือที่  สายด่วน 1506 ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา: โลกวันนี้, 24/8/2561

กระทรวงแรงงาน ระดมทุกภาคส่วน หาทิศทางอนาคต ให้กับผู้ที่อยู่ในวัยแรงงาน

วันที่ 22 ส.ค. 2561 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดการสัมมนาระดมความเห็น เรื่อง “การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล” (Digital labour Market Transformation) หาแนวทางเตรียมพร้อมทิศทางอนาคตให้กับผู้ที่อยู่ในวัยแรงงานที่เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เลือกเดินทางในเส้นทางอาชีพได้อย่างถูกต้อง และสอดคล้องกับตลาดแรงงาน โดยมี นายวิวัฒน์ ตังหงส์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงาน ร่วมการสัมมนา ณ ห้องบอลรูม 2 ชั้น 3 โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วย จัดหางานจังหวัด และข้าราชการกรมการจัดหางาน  นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรมศาสตร์ เป็นต้น และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 275 คน

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังเปิดการสัมมนาระดมความเห็น เรื่อง “การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล” (Digital labour Market Transformation) ว่า รัฐบาล โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (Digital Economy) เป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติภายใต้แนวคิดไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งการขับเคลื่อนสู่ความเป็นดิจิทัลมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆด้าน โดยเฉพาะการเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ให้มีคุณภาพ โดยในส่วนของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ได้กำหนดเป้าหมายจะพัฒนาแรงงานของประเทศให้เป็นแรงงานที่มีศักยภาพสูงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการทำงานของกำลังแรงงานที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นปัจจัยในการผลิตที่ส่งผลให้กำลังแรงงานต้องใช้ความรู้ในการทำงานที่สูงขึ้น (Knowledge based workforce)

การสัมมนาในวันนี้ จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการแรงงาน ผู้ปฏิบัติงานที่มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์และพยากรณ์ข้อมูลความต้องการแรงงาน และด้านกำลังแรงงาน เพื่อทราบถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล และช่วยกันชี้ทิศทางอนาคตให้กับผู้ที่อยู่ในวัยแรงงานที่เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เลือกเดินทางในเส้นทางอาชีพได้อย่างถูกต้อง และสอดคล้องกับตลาดแรงงาน เนื่องจากการวิเคราะห์แนวโน้มและทิศทางของตลาดแรงงานที่ผ่านมานั้นได้รวบรวมข้อมูลทั้งจากภายในหน่วยงานของกรมการจัดหางาน เช่น การให้บริการจัดหางาน การไปทำงาน

ต่างประเทศ การทำงานของคนต่างด้าว เป็นต้น และหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจ เช่น สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น ในการจัดทำบทวิเคราะห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งด้านบุคลากร ข้อมูล และกระบวนการวิเคราะห์ที่ยังไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของตลาดแรงงานที่ชัดเจนได้ ทั้งในด้านความต้องการแรงงาน และกำลังแรงงาน ประกอบกับประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่โลกยุคดิจิทัลตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลให้ภาครัฐมีนโยบายเปลี่ยนเศรษฐกิจแบบเดิมจากยุคอุตสาหกรรม ไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หรือไทยแลนด์ 4.0 อันจะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานของกำลังแรงงานที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการสื่อสารเป็นปัจจัยในการผลิต

ด้านนายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายของรัฐบาล เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ทรัพยากรมนุษย์เป็นพลังหลักที่ขับเคลื่อนภาคธุรกิจ-อุตสาหกรรม โดยการกำหนดทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ และทักษะอาชีพของกำลังแรงงานให้มีคุณภาพที่สูงขึ้น ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการกำหนดแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัลต่อไป

ที่มา: กรมการจัดหางาน, 22/8/2561

เผยสภาพคนงานไทยหนีหัวซุกหัวซุน หนี ตม. เหตุเข้าเมืองทำงานผิดกฎหมาย!

เป็นประเด็นที่กลายเป็นข้อถกเถียงทางสังคมถึงการเดินทางไปทำงานโดยผิดกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมา เคยเกิดกรณีคนไทยเดินทางไปทำงานที่ประเทศเกาหลีและเสียชีวิต หรือ เจ็บป่วย แต่เนื่องด้วยเดินทางไปอย่างผิดกฎหมายจึงทำให้ต้องขอความช่วยเหลือ เรี่ยไร บริจาค เพื่อช่วยเหลือกันอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด ก็เพิ่งมีคลิปที่คนงานไทย เสียชีวิตคาไร่หลังจากเดินทางไปทำงานแบบผิดกฎหมาย

โดยล่าสุด มีการเผยแพร่ภาพคนงานไทยที่เดินทางไปทำงานแบบผิดกฎหมายที่ประเทศเกาหลีเช่นเดียวกัน โดยพบว่า สภาพของคนไทยกลุ่มนี้ ต้องมาหลบนอนอยู่ในป่าเนื่องจากโดนเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง กวดขันจับกุม ทำให้ต้องหลบหนีเพื่อจะหลบให้พ้นเจ้าหน้าที่ ซึ่งภาพดังกล่าวได้รับการแชร์และวิพากษ์วิจารณ์ว่าการกระทำดังกล่าว สร้างความเสียหายให้กับประเทศ และ ยังเป็นอันตรายต่อตัวแรงงานที่เดินทางไปทำงานเองอีกด้วย

ที่มา: ข่าวสด, 22/8/2561

พาณิชย์เปิด 'คอร์สบาริสตา' สร้างอาชีพให้ผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย

กระทรวงพาณิชย์จัดอบรมหลักสูตรบาริสตา (Barista) มืออาชีพ ดึงผู้สูงอายุกลับเข้าระบบแรงงาน สร้างงานสร้างรายได้ให้ตนเองและประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพในปี 2564 จบหลักสูตรภายใน 3 วัน พร้อมวิทยากรจากสถาบันนวัตกรรม ม.เกษมบัณฑิต รวมถึงการทำ Latte Art ศิลปะบนเครื่องดื่มกาแฟ

นายสกนธ์ วรัญญูวัฒนา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “โอกาสธุรกิจปลุกชีวิตสูงวัย สู่การเป็นบาริสต้ามืออาชีพ” ระหว่างวันที่ 22-24 ส.ค. 2561 มีกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก จำนวน 50 ราย โดยเฉพาะหากเป็นผู้มีรายได้น้อยและถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ พร้อมกับพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุในประเทศไทย รองรับการก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุในปี 2564 ที่คาดการณ์ว่าจะมีจำนวนสูงถึง 13 ล้านคน หรือ 20% ของประชากรทั้งประเทศ

ผู้ช่วย รมว.พาณิชย์กล่าวต่อว่า “ผู้ที่ผ่านหลักสูตรการเป็นบาริสตามืออาชีพในครั้งนี้จะสามารถสร้างงานและสร้างธุรกิจร้านกาแฟเป็นของตัวเองได้ทันที เพราะมีวิทยากรจากสถาบันนวัตกรรมและธุรกิจการค้าเสรี มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต และ Aroma Coffee Academy เป็นผู้บรรยาย โดยในเนื้อหาการอบรมครอบคลุมไปด้วยความรู้พื้นฐานด้านการเริ่มต้นธุรกิจ เช่น กลยุทธ์ทางการตลาด การวางแผนธุรกิจ การคัดเลือกซื้อวัตถุดิบให้มีคุณภาพ งานบริการ การจัดการความสะอาด การบริหารจัดการ และการตั้งราคาที่เหมาะสม จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญของการชงกาแฟให้มีมาตรฐาน ฝึกปฏิบัติการใช้เครื่องชงกาแฟ เรียนรู้เคล็ดลับการทำเครื่องดื่มประเภทต่างๆ ทั้งแบบร้อนและเย็น รวมถึงการทำ Latte Art ศิลปะบนเครื่องดื่มกาแฟซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของนักดื่มกาแฟ”

“องค์ความรู้ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้สูงอายุนำไปประกอบอาชีพเพื่อสมัครเป็นบาริสตามืออาชีพในร้านกาแฟชั้นนำหรือจะเลือกเปิดเป็นธุรกิจส่วนตัวก็ได้ แต่ที่สำคัญจะช่วยสร้างความภาคภูมิใจและคุณค่าในตนเองให้แก่ผู้สูงอายุที่ยังสามารถทำงานและมีคุณประโยชน์ในการสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศไทย รวมไปถึงการพัฒนาทักษะของผู้สูงวัยโดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อยให้มีอาชีพที่สร้างรายได้ ลดการพึ่งพาภาครัฐ ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพในสาขาอาชีพที่เป็นที่ต้องการ และกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะในภาคส่วนอาหารและเครื่องดื่มซึ่งเป็นสินค้าและธุรกิจบริการที่มีศักยภาพสูงของประเทศ” ผู้ช่วย รมว.พาณิชย์กล่าวในท้ายที่สุด

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2561) มีนิติบุคคลที่เป็นธุรกิจบริการเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นหลักในร้านจำนวน 296 ราย ทุนจดทะเบียน 378.13 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจประเภทร้านกาแฟ โดยมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีอนาคตในการต่อยอดธุรกิจได้อีกไกล ทำให้ตลาดมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ผู้ประกอบธุรกิจจึงต้องมองหาการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในกลยุทธ์การเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจร้านกาแฟคือการนำบาริสตา (Barista) มาให้บริการในร้านเพื่อสร้างความประทับใจและคุณค่าในการดื่มกาแฟให้แก่ผู้บริโภค ดังนั้น การสร้างแรงงานเพื่อป้อนเข้าสู่ธุรกิจประเภทนี้จึงเป็นที่น่าจับตามอง และจะช่วยให้ ผู้ที่ได้ผ่านการฝึกอบรมในครั้งนี้มีงานทำอย่างแน่นอน

ที่มา: MGR Online, 21/8/2561

สมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาฯ หนุนครูเลิกงานธุรการ แนะเตรียมพร้อมก่อนโอนงาน

นายรัชชัยย์ ศรสุวรรณ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) เปิดเผยว่าตามที่นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบายลดภาระงานครูที่ไม่ใช่งานสอน เช่น งานธุรการ งานการจัดซื้อจัดจ้าง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 ว่า ตนเห็นว่าเป็นแนวคิดที่ดีมาก เพราะครูจะได้ทุ่มเทเวลาให้กับงานด้านการสอนอย่างเต็มที่และแนวคิดนี้ ยังไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำมาก่อน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ต้องทำอย่างรอบคอบและต้องให้เวลาโรงเรียนได้มีการเตรียมความพร้อม คือศธ.ควรสำรวจก่อนว่างานที่รบกวนเวลาการสอนของครูนั้น มีงานอะไรบ้าง แต่ละโรงเรียนต้องใช้เจ้าหน้าที่เพิ่มเติมกี่คนเพื่อทดแทนอัตรากำลังครูที่จะไปปฏิบัติหน้าที่สอน งานจัดซื้อจัดจ้างอะไรบ้างที่ควรจะต้องยังคงไว้ที่โรงเรียน เพราะการจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์การสอน ต้องให้ได้มาซึ่งพัสดุที่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ งานด้านการเงินและการบัญชีจะต้องบรรจุผู้รับผิดชอบเป็นข้าราชการสายสนับสนุนการสอนโดยให้เป็นข้าราชการ 38 ค (2) ไม่สมควรให้เป็นงานของลูกจ้างชั่วคราวเพราะเป็นภาระงานที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของโรงเรียน ดังนั้นการที่จะให้ครูส่งมอบงานดังกล่าวให้กับผู้บริหารโรงเรียนภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2561 นั้นน่าจะสร้างความหนักใจให้กับผู้บริหารโรงเรียนเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา: มติชน, 21/8/2561

กฎหมายระบุ ลูกจ้างต้องได้พัก 20 นาที ก่อนเริ่มทำโอที

นางจารุณี เขมะรังษี แรงงานจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กำหนดให้นายจ้างที่ให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาต่อจากเวลาทำงานปกติไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง จะต้องจัดเวลาพักให้ลูกจ้างก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 20 นาที เพื่อให้ลูกจ้างได้หยุดพักผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยและความเครียดก่อนที่จะทำงานต่อไป เพื่อป้องกันการประสบอันตรายจากการทำงาน อย่างไรก็ตาม นายจ้างอาจไม่ต้องจัดเวลาพักให้แก่ลูกจ้างได้ ถ้าลูกจ้างทำงาน ที่มีลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไปโดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างแล้ว เช่น งานเฝ้าสถานที่ หรือกรณีที่เป็นงานฉุกเฉิน

ทั้งนี้ จึงขอให้นายจ้างปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากฝ่าฝืนจะมีความผิดโดยมีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท สำหรับนายจ้างและลูกจ้างที่ต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานแรงงาน จ.ลำปาง

ที่มา: สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3, 20/8/2561

ประกันสังคม ร่วม 29 รพ. รักษาผู้ประกันตนผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะกระจกตา

นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าสำนักงานประกันสังคมให้สิทธิการรักษาผู้ประกันตนที่เจ็บป่วยเกี่ยวกับกระจกตา และต้องได้รับการผ่าตัด เปลี่ยนอวัยวะกระจกตา โดยสำนักงานประกันสังคมได้จัดสถานพยาบาลในความตกลงที่มีศักยภาพ เพื่อให้ผู้ประกันตนเข้าถึงการรักษาที่ดีที่สุด โดยสถานพยาบาลตามสิทธิฯ จะส่งไปรักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะกระจกตา

สถานพยาบาลในความตกลงกับสำนักงานประกันสังคม จำนวน 29 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา, โรงพยาบาลมหาราช นครเชียงใหม่, โรงพยาบาลรามาธิบดี, โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล, โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง), โรงพยาบาลสงขลานครินทร์,โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น, โรงพยาบาลราชวิถี, โรงพยาบาลราชบุรี, โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา, โรงพยาบาลชลบุรี, โรงพยาบาลอุดรธานี, โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า, โรงพยาบาลเลิดสิน, โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร, โรงพยาบาลทุ่งสง, ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ, โรงพยาบาลหาดใหญ่, โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร, โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า, โรงพยาบาลพระปกเกล้า, โรงพยาบาลนครปฐม, ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์, โรงพยาบาลบ้านแพ้ว และโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ 

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ผู้ประกันตนที่มีความประสงค์จะใช้สิทธิการเปลี่ยนอวัยวะกระจกตา จะต้องมีข้อบ่งชี้ ดังนี้ โรคแผลเป็นที่กระจกตา โรคกระจกตาเป็นแผล โรคกระจกตาขุ่นเป็นฝ้าขาว บวม เช่น อุบัติเหตุจากสารเคมี หรือกระจกตาบวมหลังการผ่าตัด กระจกตาเสื่อมตามอายุ กระจกตาผิดปกติแต่กำเนิดหรือผิดปกติ ทางพันธุกรรม การติดเชื้อแต่กำเนิด กระจกตาขุ่นจากโรคทางภูมิร่างกายผิดปกติ เช่น การแพ้ยาบางชนิด โรคกระจกตามีความโค้งผิดรูป กระจกตาบาง กรณีจำเป็นเร่งด่วน เช่น โรคติดเชื้อที่กระจกตารุนแรง กระจกตาทะลุ หรือกรณีอื่นๆ ตามที่จักษุแพทย์ผู้รักษาระบุ หากผู้ประกันตนเจ็บป่วยโรคเกี่ยวกับกระจกตา และต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา

ทั้งนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา/ที่ท่านสะดวก หรือโทร.1506 ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา: Voice TV, 20/8/2561

ลูกจ้าง นายจ้าง ร่วมถกร่างมาตรฐานเฉพาะด้าน

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า กสร. ได้ประกาศใช้มาตรฐานแรงงานไทย ความรับผิดชอบทางสังคมของธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2546 และได้ปรับปรุงข้อกำหนดให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและสถานการณ์ในปี 2553 ทั้งนี้ ได้ส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการนำไปบริหารจัดการด้านแรงงานเพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมด้านแรงงาน ซึ่งมีสถานประกอบกิจการเข้าสู่ระบบมาตรฐานแรงงานไทยแล้ว 1,452 แห่ง แต่การที่จะได้รับมาตรฐานแรงงานไทยจะต้องมีระบบจัดการและการคุ้มครองสภาพการจ้างและสภาพการทำงานของลูกจ้าง ประกอบด้วย ด้านคุ้มครองแรงงาน ด้านแรงงานสัมพันธ์ ด้านความปลอดภัย และด้านสวัสดิการแรงงาน ซึ่งอาจทำให้สถานประกอบกิจการที่มีความพร้อมเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งไม่สามารถเข้าสู่ระบบมาตรฐานแรงงานไทยได้ ดังนั้นเพื่อเป็นทางเลือกให้กับสถานประกอบกิจการจึงได้จัดทำมาตรฐานเฉพาะด้านขึ้นเพื่อให้สถานประกอบกิจการได้มีการพัฒนาระบบบริหารในแต่ละด้านก่อนและเป็นแนวทางนำไปสู่การรับรองมาตรฐานแรงงานไทย (มรท 8001-2553) ในอนาคต

อธิบดี กสร. กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้คณะทำงานได้จัดทำร่างมาตรฐานดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว กสร.จึงได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นร่างมาตรฐานเฉพาะด้าน (ด้านคุ้มครองแรงงาน ด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน และด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน) ขึ้น เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2561 ณ โรงแรมเดอะ พาลาสโซ่ รัชดา กรุงเทพฯ โดยมีนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้แทนองค์กรนายจ้าง ผู้แทนองค์กรลูกจ้าง นักวิชาการภาคประชาสังคม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น จำนวน 120 คน การประชุม จัดขึ้นเพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างมาตรฐานเฉพาะด้าน ทั้งนี้ กสร.จะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุมไปปรับปรุงร่างมาตรฐานแรงงานให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทุกภาคส่วนยอมรับและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในสถานประกอบกิจการต่อไป

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 20/8/2561

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai