อัพเดทล่าสุดเมื่อ 1 ชั่วโมง 22 นาที ที่ผ่านมา

ศาลปกครองสูงสุดยกฟ้อง คดีฟ้องคุ้มครองแหล่งฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ เหมืองแม่เมาะ

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกฟ้อง คดีฟ้องคุ้มครองแหล่งฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ บริเวณเหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมามา มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม หรือ EnLAW รายงานผ่านเฟสบุ๊กแฟนเพจตัวเองว่า ในวันดังกล่าว เวลา เวลา 10.00 น. ศาลปกครองกลางนัดฟังคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีฟ้องคุ้มครองแหล่งฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ บริเวณเหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง จากกรณีชาวบ้านบริเวณรอบเหมืองแม่เมาะ 18 ราย ได้มอบอำนาจให้ทางสภาทนายความและมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม โดย นายสุรชัย ตรงงาม ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2548 จากเหตุที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2547 กำหนดลดพื้นที่อนุรักษ์ซากหอยขมดึกดำบรรพ์ จาก 43 ไร่ เหลือเพียง 18 ไร่ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ทำการไถทำลายซากหอยขมดึกดำบรรพ์ในบริเวณเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ ที่มีความสำคัญระดับโลกไปบางส่วน ซึ่งเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535

ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายกฟ้อง ตามสรุปคำพิพากษาโดยสำนักงานศาลปกครองระบุว่า เนื่องจากเห็นว่า มติคณะรัฐมนตรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ลงวันที่ 21 ธ.ค. 2547 ที่กำหนดพื้นที่ซากหอยขมดึกดำบรรพ์แม่เมาะเป็นพื้นที่อนุรักษ์เนื้อที่ 52 ไร่ โดยเป็นพื้นที่แหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์ 18 ไร่ รวมพื้นที่อื่นอีก 34 ไร่ ซึ่งมีผลเป็นการเพิกถอนมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2547 ที่กำหนดพื้นที่ซากหอยขมดึกดำบรรพ์แม่เมาะเป็นพื้นที่ 43 ไร่ เป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมาย และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) ก็ได้ตรวจสอบและทำการรังวัดกันเขตพื้นที่ประทานบัตรเลขที่ 24349/15341 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ./ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4) ออกจากพื้นที่อนุรักษ์ซากหอยขมดึกดำบรรพ์ดังกล่าวแล้ว ดังนั้น การทำเหมืองของ กฟผ. จึงเป็นการกระทำนอกพื้นที่อนุรักษ์แหล่งซากหอยขมดึกดำบรรพ์ตามมติของคณะรัฐมนตรีดังกล่าว นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า ซากหอยขมดึกดำบรรพ์ส่วนที่เหลือเนื้อที่ 18 ไร่ในพื้นที่อนุรักษ์ยังคงตั้งอยู่ได้ จึงยังไม่มีเหตุที่ศาลจะกำหนดคำบังคับให้ กฟผ.ดำเนินการจัดทำสิ่งป้องกันมิให้เกิดการพังทลายของซากหอยขมดึกดำบรรพ์อันเกิดจากการทำเหมือง ซึ่งหากมีเหตุการณ์พังทลายเช่นว่านั้นเกิดขึ้นจริง ผู้ฟ้องคดีก็ชอบที่จะฟ้องคดีต่อศาลเป็นอีกเรื่องหนึ่งได้ต่อไป 

EnLAW ได้หมายเหตุเกี่ยวกับคดีนี้ ด้วยว่า ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาให้

  • เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 21 ธันวาคม 2547 เพิกถอนประทานบัตรในส่วนที่เป็นพื้นที่แหล่งซากฟอสซิลหอยขมเนื้อที่ 43 ไร่ 
  • ให้รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ควบคุมให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรณีแหล่งซากฟอสซิลหอยขมเพิ่มเติมเพื่อขอรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ 
  • ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยดำเนินการจัดทำสิ่งป้องกันมิให้เกิดการพังทลายของซากฟอสซิลอันเกิดจากการทำเหมืองถ่านหินและภัยธรรมชาติ 
  • ให้คณะรัฐมนตรีสั่งการให้กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนแหล่งซากฟอสซิลหอยขมเป็นเขตโบราณสถาน 

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด (ฉบับเต็ม) :http://bit.ly/2OhQqX8 คำพิพากษาศาลชั้นต้น (ฉบับเต็ม):https://goo.gl/DTwKr9 และอ่านข้อมูลคดีและสรุปผลคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพิ่มเติมได้ที่: https://goo.gl/W5gdao

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai