อัพเดทล่าสุดเมื่อ 7 ชั่วโมง 5 นาที ที่ผ่านมา

นักสืบพันทิปหลบไป: ชาวเน็ตขุดปมค่ายกักกันอุยกูร์ในจีน พบหลักฐานรูป-เอกสาร

ชาวเน็ตหลายรายสืบค้นข้อมูลเรื่องค่ายกักกัน ปลูกฝังความเชื่อชาวอุยกูร์เพื่อส่งให้นักข่าวที่ต้องการเข้าไปหาความจริงในจีน นักสืบอินเทอร์เน็ตเหล่านี้ใช้เครื่องมือสืบค้น บันทึก เผยแพร่แบบง่ายๆ และพบหลักฐานทั้งภาพถ่าย เอกสาร และอื่นๆ ก่อนที่รัฐบาลจะทำลายทิ้งเพื่อปฏิเสธการมีอยู่ของมันอย่างที่บอกปัดมาตลอด

ผู้ต้องขังฟังปาฐกถาในค่าย "ปรับทัศนคติ (re-education camp)" ในเขตปกครองตนเองซินเจียงเมื่อ เม.ย. 2560 (ที่มา: wikipedia

สื่อดิแอตแลนติกนำเสนอเรื่องที่นักข่าวพลเมืองและนักวิชาการกำลังพยายามค้นหาและเผยแพร่หลักฐานเกี่ยวกับค่ายกักกันชาวอุยกูร์ในประเทศจีนที่กลายเป็นข่าวอื้อฉาวระดับโลก มีการประเมินจากองค์กรสิทธิมนุษยชนสหรัฐฯ ว่ามีผู้ต้องขังชาวมุสลิมในพื้นที่ปกครองตนเองซินเจียงถูกจับเข้าค่ายกักกันอยู่ราวมากกว่า 1 ล้านราย ก่อนหน้านี้มีสื่อหลายแห่งนำก็ได้เสนอการสัมภาษณ์อดีตผู้ต้องขังในสถานกักกัน "ปรับทัศนคติ" เหล่านั้นแล้ว

จีนพยายามปฏิเสธการมีอยู่ของค่ายกักกัน ปลูกฝังความเชื่อใหม่แก่ชาวมุสลิมหลังจากเรื่องอื้อฉาวนี้ออกสู่สายตาชาวโลก โดยได้ปฏิเสธเรื่องนี้ในที่ประชุมสหประชาชาติเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา จีนอ้างว่าค่ายดังกล่าวเป็นค่ายฝึกวิชาชีพสำหรับผู้ต้องหา แต่ทว่าสิ่งเหล่านี้ก็ไม่พ้นสายตา "ชาวเน็ต" ทั้งหลายที่พยายามสอดส่องติดตามหลักฐานที่ทางการจีนเหลือทิ้งไว้ตามอินเทอร์เน็ต เมื่อเทียบกับจีนที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีทันสมัยในการสอดแนมประชาชนแล้ว ชาวเน็ตของโลกเหล่านี้ใช้เทคโนโลยีง่ายๆ อย่างกูเกิล ทวิตเตอร์ และเว็บไซต์เก็บข้อมูลบรรณสารทางเว็บอย่าง "เดอะเวย์แบ็คแมชชีน" เป็นเครื่องมือค้นหา บันทึกและเผยแพร่ร่องรอยค่ายกักกันที่จีนพยายามปิดงำไว้

กลุ่มนักข่าวพลเมืองและนักวิชาการที่ติดตามค้นหาข้อมูลเรื่องเหล่านี้ในขณะที่จีนเริ่มทำลายเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับค่ายกักกันเนื่องจากกลัวถูกคว่ำบาตรจากรัฐบาลสหรัฐฯ ที่กำลังพิจารณาว่าจะคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับค่ายกักกัน ทิโมธี โกรส นักวิชาการในจีนที่ร่วมสืบค้นเรื่องนี้บอกว่าสิ่งที่ใช้สืบค้นมีแค่ทักษะภาษาจีนแมนดาริน คอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง และการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเท่านั้น เขาบอกว่าการทำตัวเป็น "นักสืบโลกเสมือนจริง" เช่นนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนเพราะทางการจีนกำลังพยายามลบเอกสารดังกล่าวเหล่านั้น

โกรสสืบหาหลักฐานเหล่านี้เริ่มจากการค้นหาด้วยคำว่า "ศูนย์ปรับทัศนคติ" ในเว็บไป่ตู้ (Baidu) ซึ่งเป็นเว็บให้บริการสืบค้นของจีน ทำให้เขาพบเจอชื่อนโยบายที่เรียกว่า "งานถอนการเป็นผู้มีแนวคิดสุดโต่ง" ที่นำมาใช้กับกลุ่มชาวมุสลิมในมณฑลซินเจียงไม่ว่าจะเป็นชาวอุยกูร์หรือชาวเชื้อสายคาซัค เขาใช้ชื่อนโยบายนี้สืบค้นต่อจนพบว่ามีรูปงานตัดริบบินเปิดตัวสถานกักกันแห่งหนึ่งที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ซึ่งถือเป็นหลักฐานเชิงวัตถุสำหรับเขา หลังจากที่โกรสพบเจอรูปภาพเหล่านี้แล้วเขาก็เซฟภาพพร้อมบันทึกข้อมูลอื่นๆ ไว้แล้วก็ส่งมันเป็นไฟล์ PDF อัพโหลดขึ้นบรรณสารเวย์แบ็คแมชชีนที่คอยเก็บประวัติข้อมูลต่างๆ รวมถึงโพสต์เนื้อหาเหล่านี้บนทวิตเตอร์

หลักฐานสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือสัญญาจ้างประมูลที่รัฐบาลจีนประกาศหาบริษัทรับเหมาสร้างค่ายกักกัน  เอเดรียน เซนซ์ นักวิจัยที่วิทยาลัยวัฒนธรรมและเทววิทยายุโรปในเยอรมนีพบสัญญาดังกล่าวบนอินเทอร์เน็ต โดยเขาพบเจอและได้บันทึกรายการสัญญาลักษณะดังกล่าวที่มีชื่อบริษัทที่เสนอรับก่อสร้างถึง 70 บริษัท ข้อมูลเหล่านี้ยังระบุสเป็กการก่อสร้างว่าให้มีกำแพงสูง มีหอสังเกตการณ์ มีรั้วลวดหนาม ระบบการสอดแนม และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับกองกำลังตำรวจติดอาวุธรวมถึงอุปกรณ์ด้านการรักษาความปลอดภัยอื่นๆ

เซนซ์ยังต่อยอดการค้นหาในเรื่องการรับสมัครผู้บริหารค่ายกักกัน เขาตั้งข้อสังเกตว่ามีการตั้งเกณฑ์การศึกษาไว้ต่ำมาก ทำให้ข้ออ้างที่ว่าค่ายกักกันเหล่านี้เป็น "โรงเรียนฝึกอบรมวิชาชีพ" น่าสงสัยเพราะโดยทั่วไปแล้วในจีนจะมีการจ้างคนที่ระดับการศึกษาสูงกว่านี้ในการทำงานเกี่ยวกับการฝึกวิชาชีพ

การสืบสวนลักษณะนี้เคยถูกนำเสนอมาแล้วในกรณีของ ชอว์น จาง นักศึกษาด้านนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งบริติชโคลัมเบีย ผู้สืบค้นเรื่องค่ายกักกันในจีนด้วยวิธีการค้นหาภาพถ่ายผ่านดาวเทียมจากกูเกิลเอิร์ธ จางบอกว่าในทีแรกเขาทำไปด้วยความกังขาเมื่อได้อ่านข่าวเจอเรื่องค่ายกักกันอุยกูร์ เขาสงสัยว่ามันเป็นไปได้หรือในการสร้างค่ายกักกันที่ใช้บรรจุคนจำนวนมากถึงล้านคนในยุคสมัยปัจจุบัน

'ชอว์น จาง' นักศึกษาชาวจีนผู้ใช้ภาพถ่ายดาวเทียม เปิดโปง 'ค่ายกักกันฯ' รัฐบาลจีน

หลังจากที่จางตรวจเช็คข้อมูลด้วยตนเองแล้วก็ค้นพบหลักฐานค่ายกักกันจากภาพถ่ายดาวเทียมและนำไปเผยแพร่ต่อผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้นักข่าวมืออาชีพและนักวิชาการเกิดความสนใจเข้าไปร่วมมือกับเขาด้วย เช่นกรณีของนักข่าววอลล์สตรีทเจอร์นัลที่สอบถามข้อมูลจากจางและได้ลงไปสืบสวนค่ายกักกันในเมืองตูร์ฟานที่เคยมีภาพถ่ายดาวเทียมของจางระบุว่ามีค่ายกักกันอยู่จริงที่นั่น

จางอธิบายว่า เขาแยกแยะค่ายกักกันออกจากอาคารอื่นๆ จากการออกแบบที่ต่างจากอาคารอื่นๆ เช่น จำนวนชั้นของอาคารและขนาดลานสนามหญ้า แต่เขาก็ยังไม่กล้าฟันธงจนกระทั่งมีนักข่าวติดต่อเขาและไปลงพื้นที่จริงซึ่งจางพร้อมจะให้ข้อมูลกับนักข่าวเหล่านี้

อีธาน ซัคเคอร์แมน ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อสื่อพลเมืองที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์กล่าวว่าวิธีการวิเคราะห์ภาพถ่ายผ่านดาวเทียมนี้มีการนำมาใช้บ่อยครั้งและเป็นประโยชน์กับการเตรียมข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามภาพถ่ายดาวเทียมอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ ต้องมีการลงพื้นที่ค้นหาความจริงระดับภาคพื้นดินด้วย

หนึ่งในคนที่สืบค้นข้อมูลจากทางไกลส่วนใหญ่ก็เป็นชาวอุยกูร์เอง เช่น คนที่ทำข่าวในเรดิโอฟรีเอเชีย หรือคนที่ออกจากประเทศจีนแต่ยังคงเป็นห่วงสภาพญาติๆ ตัวเองที่บ้านเกิด มีหญิงชาวอุยกูร์ที่ใช้นามแฝงว่านูร์ที่สามารถขุดค้นข้อมูลรูปภาพผู้ต้องขังในค่ายกักกันออกมาได้แล้วนำมาเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย จากนั้นก็มีคนส่งต่อรูปนี้ไปทั่ว นอกจากรูปถ่ายค่ายกักกันแล้ว นูร์ยังเก็บข้อมูลอื่นๆ ของรัฐบาลไว้จำนวนมาก เธอบอกว่าการสืบค้นข้อมูลเหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เธอไม่สามารถหนีจากความเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในซินเจียงได้เลย เธอถึงต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อไม่ให้จิตใจแหลกสลาย

ดิแอตแลนติกระบุว่าวิธีการสืบค้นข้อมูลดิจิทัลเหล่านี้ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง แต่เปิดให้เอาไปต่อยอดได้ เน้นเรื่องความฉับไวทันการณ์ มีความโปร่งใส และอาศัยกาารร่วมไม้ร่วมมือกัน

สำหรับผู้ค้นข้อมูลอย่างโกรสนั้นบอกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะได้พูดคุยกับชาวอุยกูร์ด้วยตัวเองแทนที่จะสอบถามแต่จากเจ้าหน้าที่รัฐบาลซึ่งจะให้ข้อมูลระดับพื้นๆ ไม่อธิบายรายละเอียดข้างใน นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ในแต่ละแห่งก็อาจจะตีความนโยบายไม่เหมือนกันด้วย

เรียบเรียงจาก

Internet Sleuths Are Hunting for China’s Secret Internment Camps for Muslims, The Atlantic, Sep. 15, 2018

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai