‘คดีระเบิดน้ำบูดู’ ศาลระบุไม่มีหลักฐานซ้อม สั่งจำคุก 9 ยกฟ้อง 5 ทนายชี้หลักฐานมีแค่คำซักถามในค่ายทหาร

ศาลชั้นต้นตัดสิน จำเลยที่1-4 และ 9-13 จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 3 จำคุก 6 ปี และยกฟ้อง จำเลยที่ 5-8 และ 14 ส่วนเรื่องซ้อมทรมานศาลชี้ไม่มีหลักฐาน ‘นักวิชาการผู้สังเกตการณ์ในคดี’ ระบุใช้ผลการซักถามตัดสินคดี สร้างอำนาจและความชอบธรรมกับกระบวนการในค่ายทหาร ครอบครัวจำเลย กล่าว “น้อยใจที่เขาไม่เชื่อ เพราะเราเป็นคนสามจังหวัดชายแดนใต้”

 

กลุ่มทนายจากศูนย์ทนายความมุสลิม (ภาพจากสำนักข่าว Benarnews)

25 ก.ย.2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ ที่ศาลอาญา รัชดาฯ ห้อง 904 เวลาประมาณ 10.30 น. ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาคดี ‘ระบิดน้ำบูดู’ หรือเหตุกวาดจับหน้า ม.ราม โดยตัดสินให้จำเลยที่ 1-4 และ 9-13 ผิดข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร รวมโทษจำคุก 6 ปี ลดโทษ 1 ใน 3 เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์กับคดี เหลือ 4 ปี จำเลยที่ 3 ผิดข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร และมีวัตถุระเบิดรวมโทษจำคุก 9 ปี ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ 6 ปี และยกฟ้องจำเลยที่ 5-8 และ 14 เนื่องจากไม่มีหลักฐานให้เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อการร้าย โดยจำเลยที่ 5,6,7,8 และ 14 จะได้รับการปล่อยตัวในเย็นวันนี้ ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ส่วนการซ้อมทรมานจำเลยขณะอยู่ในค่ายทหาร ศาลเห็นว่าไม่ได้มีหลักฐานทางร่างกาย และจำเลยไม่ได้ร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ในเรื่องนี้ ดังนั้นผลของการซักถามในกระบวนการซักถามกับเจ้าหน้าที่ทหารภายใต้กฎหมายพิเศษคือ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/58 และ 13/59 จึงถูกนำมาพิจารณาด้วย

ทั้งนี้ในสำนวนฟ้องได้ระบุว่าจำเลยทั้ง 14 คน ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของคณะบุคคลที่ใช้ชื่อว่า “ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี” อันเป็นคณะบุคคลในรูปแบบของการวางแผนร่วมกันจะแบ่งแยกดินแดน และก่อการร้ายในพื้นที่กทม.และสมุทรปราการ

8 ข้อสรุปคดี ‘ระเบิดน้ำบูดู’ หลักฐานอ่อน ซ้อมทรมาน คนจนชายแดนใต้ ฯลฯ ศาลนัดชี้ชะตา 25 ก.ย. นี้

คำพิพากษาชี้พื้นที่ที่จำเลยอยู่มีการก่อเหตุความไม่สงบ มีการซุกซ่อนมือถือ มีคำสารภาพจำเลยเตรียมพื้นที่ก่อระเบิด

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเริ่มต้นศาลได้ขอให้ผู้ที่เข้ามาร่วมรับฟังคดีทุกคนปิดเครื่องมือสื่อสาร ห้ามถ่ายภาพ, บันทึกข้อมูลและบันทึกเสียงภายในห้องพิจารณาคดี หากใครที่ทำไปแล้วศาลให้โอกาสในการลบไฟล์ข้อมูลดังกล่าวออก

รายงานคำพิพากษาของ iLaw ระบุว่า ศาล อธิบายว่า ในการอ่านคำพิพากษาของศาลว่า ศาลจะอ่านในส่วนคำฟ้อง ข้อเท็จจริงและข้อวินิจฉัย ในส่วนแรกนี้จะเป็นเรื่องคำฟ้องที่เกี่ยวข้องกับขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี โดยมีวัตถุประสงค์ในการแบ่งแยกดินแดนคือ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาสและบางส่วนของจังหวัดสงขลา มีกองกำลังติดอาวุธ ใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน โดยจำเลยทั้งหมดถูกกล่าวหาว่า เข้าร่วมกับขบวนการดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานอั้งยี่และซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญา ขณะที่จำเลยที่ 3 ถูกกล่าวหาเพิ่มเติมว่า มีสารระเบิดชนิด PETN มีน้ำหนัก ปริมาณเท่าใดไม่ปรากฏชัดอันเป็นวัตถุระเบิดตามพ.ร.บ.อาวุธปืนฯ (ทั้งนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุด้วยว่า คำพิพากษาของศาลที่อ่านได้ระบุถึงการก่อตั้งขบวนการกู้ชาติปาตานีดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2503)

รายงานคำพิพากษาของ iLaw ระบุว่า ศาล อธิบายว่า ในการอ่านคำพิพากษาของศาล ข้อเท็จจริงเบื้องต้นปรากฏว่า ในระหว่างปี 2555-2559 มีเหตุความไม่สงบในพื้นที่อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาสมาตลอด เช่นการก่อเหตุความวุ่นวายเผารถยนต์, วางระเบิดแสวงเครื่องและการลอบยิงอาสาสมัครรักษาดินแดน โดยจำเลยส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส และรู้จักกับผู้ที่เคยมีประวัติการก่อเหตุในพื้นที่อำเภอศรีสาคร บางส่วนมาจากอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส และจำเลยที่ 7 และ 14 มาจากอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นปรากฏว่า ในระหว่างปี 2555-2559 มีเหตุความไม่สงบในพื้นที่อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาสมาตลอด เช่นการก่อเหตุความวุ่นวายเผารถยนต์, วางระเบิดแสวงเครื่องและการลอบยิงอาสาสมัครรักษาดินแดน โดยจำเลยส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส และรู้จักกับผู้ที่เคยมีประวัติการก่อเหตุในพื้นที่อำเภอศรีสาคร บางส่วนมาจากอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส และจำเลยที่ 7 และ 14 มาจากอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี

จำเลยทั้งหมดเดินทางขึ้นมายังกรุงเทพฯและอยู่อาศัยในหลายพื้นที่เช่น หัวหมาก หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง, มีนบุรีและบางพลี เป็นต้น ต่อมาผู้เคยก่อเหตุในพื้นที่ศรีสาครส่งพัสดุที่บรรจุโทรศัพท์เคลื่อนที่มาโดยผ่านญาติของจำเลยที่ 4 พัสดุดังกล่าวมีการซุกซ่อนอยู่ภายใต้ขวดน้ำบูดูและเครื่องเทศ เมื่อจำเลยได้พัสดุดังกล่าวก็นำไปซุกซ่อนบนฝ้าเพดานห้องพักย่านบางพลี

ขณะที่จำเลยที่ 9 ให้การในชั้นสอบสวนทำนองว่า จำเลยที่ 1 ขู่บังคับในตนต้องไปตระเตรียมพื้นที่ในการก่อเหตุระเบิด หากตนไม่กระทำตามจะทำร้ายครอบครัวของตน ตนจึงไปสำรวจพื้นที่การก่อระเบิด ซึ่งคือบริเวณถังขยะหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี หัวหมาก ก่อนวันเกิดเหตุพบว่า จำเลยบางส่วนประชุมวางแผนกันและดื่มน้ำพืชกระท่อมร่วมกันก่อนถูกจับกุมในที่สุด นอกจากนี้จากการตรวจสอบสารประกอบระเบิดของเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมพบว่า มือซ้ายของจำเลยที่ 3 ปนเปื้อนสาร PETN ที่เป็นสารระเบิดชนิดแรงดันสูง ไม่ละลายน้ำ สามารถล้างออกได้ด้วยผงซักฟอกหรือสบู่

ในส่วนของข้อวินิจฉัยระบุว่า แม้ว่าในคดีนี้จะไม่มีประจักษ์พยานที่ชัดแจ้ง แต่ตามธรรมชาติของกระบวนการก่อเหตุความวุ่นวายจะต้องเก็บเป็นความลับเพื่อไม่ให้รั่วไหลไปถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ดังนั้นจึงต้องพิจารณาหาพยานหลักฐานอื่นๆเช่น คำให้การซัดทอดของจำเลย โดยแม้ว่า ในการสืบพยานจำเลย จำเลยบางส่วนจะให้การว่า มีการทำร้ายร่างกายระหว่างการสอบสวน แต่เป็นการอ้างตัวเองเบิกความอย่างลอยๆ และไม่มีหลักฐานอื่นใดที่จะชี้ชัดว่า จำเลยถูกทำร้ายจริง ทั้งยังไม่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้ด้วย

ทนายชี้ มีแค่ผลซักถามในค่ายทหารมาใช้เป็นหลักฐาน ซ้อมทรมานไม่อาจพิสูจน์ได้

 

กิจจา อาลีอิสเฮาะ ทนายความจำเลยจากศูนย์ทนายความมุสลิม ตั้งข้อสังเกตว่า ในส่วนของพยานหลักฐาน ศาลเห็นว่าจากการสืบพยานไม่มีหลักฐานใดที่จะนำมาใช้พิจารณาให้จำเลยต้องติดคุก แต่สุดท้ายเมื่อเกี่ยวข้องกับคดีความมั่นคงตั้งแต่ 2-3 ปีหลังที่ผ่านมา แนวคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลให้รับฟังผลการซักถามของผู้ต้องสงสัยในค่ายทหารภายใต้กฎหมายพิเศษ

กิจจาให้ความเห็นว่า ปัญหาหนึ่งของคดีความมั่นคงคือ ผู้ที่ถูกควบคุมตัวในชั้นกฎหมายพิเศษเช่น พ.ร.ก. ฉุกเฉิน กฎหมายอัยการศึก จนถึงทุกวันนี้ เช่นในคดีนี้ แต่ศาลบอกว่าขาดหลักฐาน ในความจริงคือหลังจากการสอบสวนญาติก็ไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้ทันที และปัจจุบันการกระทำของเจ้าหน้าที่ก็มีวิธีการมากมายที่ทำให้ไม่เกิดร่องรอย หรือมีการข่มขู่ว่าเมื่อพบญาติแล้วห้ามบอกเรื่องการซ้อมทรมาน ดังนั้นผู้ต้องหาจึงไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ได้

โดยในคดีนี้ทางทนายได้ให้จำเลยแต่ละคนเขียนข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้นว่าถูกซ้อมอย่างไร ซึ่งพบว่าเกือบทุกคนกล่าวว่าถูกข่มขู่ทำร้าย เช่น การตบบ้องหู การปล่อยอยู่ในห้องเย็นถอดเสื้อผ้า ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ให้เกิดบาดแผล

“ที่ผ่านมาพอมีเรื่องซ้อมทรมานแล้วเราแจ้งสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กว่าจะดำเนินการก็ผ่านไป 1-2 ปี จนถึงปัจจุบันก็ไม่เคยมีการตรวจสอบเรื่องนี้เลย เราในฐานะทนายทำงานมาหลายสิบปีก็ไม่รู้จะทำอย่างไรที่จะรักษาสิทธิของผู้ต้องหา แต่ขอยืนยันจะทำหน้าที่ปกป้องสิทธิให้กับประชาชนตลอดไป” กิจจากล่าว

กิจจากล่าวว่า ในขั้นตอนต่อไปเป็นหน้าที่ของทนายความที่จะต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน แต่ถ้าภายใน 30 วัน คำพิพากษาก็ดีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการอุทธรณ์ยังไม่ได้ ก็ต้องขอขยาย ทนายความก็จะดำเนินการให้ถึงที่สุด

ใช้ผลการซักถามตัดสินคดี สร้างอำนาจและความชอบธรรมกับกระบวนการในค่ายทหาร

 

ชลิตา บัณฑุวงศ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ผู้สังเกตการณ์ในคดี ให้ความเห็นว่า จากการมาฟังคำพิพากษาวันนี้มีเรื่องน่าสนใจ 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือการให้น้ำหนักกับผลการซักถาม โดยที่กระบวนการซักถามนั้นมีเพียงผู้ต้องหา ไม่มีทนายหรือญาติอยู่ด้วย ผลการซักถามนี้กลายเป็นมีน้ำหนักในการตัดสินคดีนี้ ซึ่งที่ผ่านมาในกระบวนการยุติธรรมก็มีความระมัดระวังในการใช้ผลการซักถามในการพิจารณาคดี แต่ในช่วง 1-2 ปี ก็มีแนวพิพากษาศาลฎีกาที่ยอมรับข้อมูลจากผลการซักถาม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลเพราะเป็นการให้อำนาจและความชอบธรรมกับกระบวนการในค่ายทหารที่ซักถามภายใต้กฎหมายพิเศษต่างๆ ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่นักวิชาการหรือนักสิทธิมนุษยชนหรือคนที่ต้องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมต้องคิดถึง

เลือกใช้ชุดข้อมูลประวัติศาสตร์ นำสู่ผลตัดสิน ควรถกเถียงว่าชุดประวัติศาสตร์ที่ยกมาเป็นข้อเท็จจริงแค่ไหน

 

ชลิตากล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การให้ความสำคัญหรือใช้ชุดข้อมูลทางประวัติศาสตร์บางอย่างเกี่ยวกับรัฐปาตานีหรือขบวนการแบ่งแยกดินแดนถือเสมือนว่าเป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง และโยงเข้ากับพยานหลักฐานอย่างอื่น และนำไปสู่ผลคำพิพากษา ตรงนี้อาจจะต้องมีการถกเถียงกันสักนิดหรือไม่ว่าชุดประวัติศาสตร์ที่ยกมาสามารถยึดถือในฐานะข้อเท็จจริงได้มากน้อยแค่ไหน แล้วจริงๆ ก็มีคำอธิบายทางประวัติศาสตร์เรื่องนี้ในหลายแบบ

“รู้สึกเสียใจกับญาติพี่น้องและครอบครัวของจำเลยทั้ง 14 คน ก็ให้กำลังใจ และจากนี้เราอาจจะต้องคุยกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป” ชลิตากล่าวทิ้งท้าย

เสียงจากครอบครัว “น้อยใจที่เขาไม่เชื่อ เพราะเราเป็นคนสามจังหวัดชายแดนใต้”

 
ฮานีละห์ ดือรามะ หรือ เมาะซู (ภาพจากสำนักข่าว Benarnews)
 

เมาะซู มารดาของจำเลยที่ 4 กล่าวว่า น้อยใจที่เขาไม่เชื่อในสิ่งที่เราพูด แค่เพราะเราเป็นคนสามจังหวัดชายแดนใต้

“แม่เชื่อว่าลูกแม่ไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้าย เขามาทำงานที่กรุงเทพฯ มันเป็นความผิดของแม่ด้วยที่ให้เขามาทำงานที่กรุงเทพฯ ทั้งที่เขาไม่อยากมา น้องคนเล็กก็จะนับวันรอทุกวันว่าเมื่อไหร่พี่จะได้ปล่อยตัว แล้วแม่ไม่ได้พาเขามาด้วยครั้งนี้เพราะเชื่อว่าจะพาพี่กลับบ้าน” เมาะซูกล่าว

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ชี้ แม้ไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการซ้อมทรมาน แต่กฎหมายยังไม่อนุวัติ

 

สำหรับประเด็นการซ้อมทรมานนั้นมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อของการซ้อมทรมาน ได้ตั้งข้อสังเกตก่อนหน้านี้ว่า ปัจจุบันมีแนวโน้มการพิพากษาคดีของศาลในหลายคดี ที่ให้น้ำหนักและรับฟังคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเพื่อลงโทษจำเลยมากขึ้น โดยเฉพาะคดีที่กระทำผิดต่อนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ คดีที่เป็นที่สนใจของสังคม และคดีความมั่นคงที่ศาลรับฟังกระทั่งบันทึกการสอบปากคำผู้ถูกกักตัวตามกฎอัยการศึกและผู้ถูกควบคุมตัวตาม พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งๆ ที่บุคคลดังกล่าวยังไม่ตกเป็นผู้ต้องหาแต่อย่างใด คำรับสารภาพดังกล่าวในหลายคดี เกิดจากการถูกทรมาน ข่มขู่ หรือชักจูงโดยเจ้าหน้าที่ ตกอยู่ในภาวะจำยอม มีปัญหาเรื่องไม่เข้าใจภาษาหรือขาดความเข้าใจกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ไม่มีทนายความหรือทนายความที่เจ้าหน้าที่จัดให้ขาดความรับผิดชอบหรือขาดประสบการณ์ เกรงใจเจ้าหน้าที่ ทำให้คนจน คนด้อยการศีกษา ผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับคดีนโยบาย คดีความมั่นคง หรือแรงงานข้ามชาติที่ตกเป็นผู้ต้องหาจำนวนมาก ต้องติดคุกทั้งๆที่ไม่ได้กระทำความผิด หรือความผิดที่ตนกระทำไม่ได้ร้ายแรงดังที่ถูกตั้งข้อหา การที่พนักงานอัยการและศาล รับฟังคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลย ที่น่าสงสัยว่ามิได้กระทำด้วยความสมัครใจ หรือได้มาโดยมิชอบ ขัดต่อหลักการรับฟังพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (Fair Trial)

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุอีกว่า เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าคดีที่ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมทรมานเพื่อให้รับสารภาพหรือเพื่อให้ได้ข้อมูลสารสนเทศก์ ยังเกิดขึ้นเป็นประจำ ทั้งในชั้นจับกุมและสอบสวนผู้ต้องหาคดีอาญาและในคดีความมั่นคง ทั้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้และคดีการเมืองในที่อื่นๆ แต่เจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดมักไม่ถูกลงโทษ ลอยนวลพ้นผิด (Impunity) ทั้งในทางวินัยและทางอาญา ทั้งๆที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทรมานมาตั้งแต่ปี 2550 แต่จนบัดนี้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายอนุวัติการเพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาดังกล่าว ทำให้การสอบสวนและลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดไม่ได้ผล

 

อนึ่ง ‘คดีระเบิดน้ำบูดู’ คือเหตุการณ์กวาดจับนักศึกษาและชาวมุสลิมที่พักย่าน ม. รามคำแหง กว่า 40 คน โดยเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 59 โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอ้างสาเหตุว่ามีการซ่องสุมและจะก่อเหตุระเบิด ‘คาร์บอม’ และได้กวาดจับคนมุสลิมย่าน มหาวิทยาลัยรามคำแหง จนนำมาสู่การขยายผลจับกุมในจังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดนราธิวาสด้วย โดยที่เมื่อกวาดจับกว่า 40 คนในช่วงแรก จากนั้นมีการกันคนที่เป็นนักศึกษาจริงๆ ออก จนเหลือ 14 คน ซึ่งเป็นชายจากจังหวัดชายแดนใต้ อายุระหว่าง 19-32 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กที่เพิ่งมาหางานทำในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก แต่จากหลักฐานที่พบมีเพียงเครื่องข้าวยำรวมทั้งน้ำบูดูเท่านั้น ดังนั้นคดีนี้จึงถูกเรียกกันว่า 'คดีระเบิดน้ำบูดู'

ปัจจุบันคดีลากยาวเกือบ 2 ปี และ 14 จำเลยถูกจับกุมทั้งหมดไม่ได้สิทธิประกันตัว ในข้อหาร่วมกันเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร และมีวัตถุระเบิดที่ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย

อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ หนึ่งในทนายความของจำเลยเล่าว่า จำเลยบางส่วนกล่าวว่าถูกบังคับให้รับสารภาพ เนื่องจากถูกข่มขู่ ซ้อม ทำร้าย ให้เกิดความหวาดกลัว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วจำเลยไม่ได้กระทำการดังกล่าว และเนื่องจากเป็นการควบคุมตัวในค่ายทหารตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/58 และ 13/59 จึงไม่มีพยานหลักฐานการถูกข่มขู่ ซ้อม หรือทำร้าย

 

*ประชาไทเพิ่มเติมเนื้อหาจากไอลอว์และมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเมื่อเวลา 14.53 น. วันที่ 26 ก.ย.2561

 

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai