รอบโลกแรงงาน กันยายน 2018

คนอเมริกันเกินครึ่งพอใจในงานที่ทำอยู่ เพิ่มขึ้น 7 ปีติดต่อกัน

องค์กรวิจัย Conference Board ได้สำรวจความเห็นคนงานชาวอเมริกัน 1,500 คน เกี่ยวกับความพึงพอใจในงานที่ทำอยู่ และพบว่า 51% ของกลุ่มตัวอย่าง บอกว่าพอใจกับงานที่ทำ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 7 แล้ว สอดคล้องกับตัวเลขการว่างงานที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

นักเศรษฐศาสตร์ของ Conference Board คาดการณ์ว่า อัตราการว่างงานในสหรัฐฯ ในปีหน้า จะลดลงอยู่ที่ะดับ 3.5% ต่ำที่สุดตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 ซึ่งจะมีผลให้นายจ้างปรับลดคุณสมบัติด้านระดับการศึกษาของผู้สมัครงานลง ทำให้มีลูกจ้างจำนวนน้อยลงที่รู้สึกว่าตนมีวุฒิการศึกษาสูงกว่าตำแหน่งงานที่ทำอยู่ และนั่นหมายถึงระดับความพึงพอใจในงานที่ทำมีแนวโน้มสูงขึ้นปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

เมื่อพิจารณาความพอใจมากที่สุดในแต่ละด้าน พบว่ากลุ่มตัวอย่าง 62.4% บอกว่า พอใจในเพื่อนร่วมงานมากที่สุด, 60.6% พอใจเรื่องการเดินทางไป-กลับที่ทำงาน, 59.6% บอกว่าพอใจในความน่าสนใจของงานที่ทำ, 57.5% บอกว่าพอใจในหัวหน้างาน และ 55.9% บอกว่าพอใจในสภาพแวดล้อมของที่ทำงาน

ในส่วนของความพึงพอใจในส่วนที่น้อยที่สุดนั้น มีเพียง 26.3% บอกว่าพอใจในนโยบายการเลื่อนตำแหน่ง, 27% พอใจในนโยบายการจ่ายเงินโบนัส, 32.6% พอใจในการจัดฝึกอบรมพนักงาน และ 36.1% ที่พอใจในปริมาณงานที่ทำอยู่

ที่มา: VOA, 4/9/2018

'ทรัมป์' ทวีตโจมตีผู้นำสหภาพแรงงาน เนื่องในวันแรงงานสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มการทำงานใน "วันแรงงานสหรัฐฯ" ซึ่งตรงกับวันจันทร์แรกของเดือนกันยายนของทุกปี ด้วยการทวีตโจมตีผู้นำสหภาพแรงงานของอเมริกา

ปธน.ทรัมป์ ระบุว่า นายริชาร์ด ทรัมก้า ประธานของ American Federation of Labor and Congress of Industrial Organizations (AFL-CIO) สหภาพแรงงานใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ว่าทำหน้าที่ได้ไม่ดีในการเป็นตัวแทนของสหภาพแรงงาน โดยเฉพาะการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์เมื่อวานนี้ ซึ่งไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมบรรดาสหภาพแรงงานทั้งหลายในอเมริกาจึงไร้ประสิทธิภาพ

โดยเมื่อวันอาทิตย์ นายทรัมก้า ได้กล่าวกับรายการโทรทัศน์ “Fox News Sunday” ว่าการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีแถบอเมริกาเหนือ หรือ NAFTA ฉบับใหม่ ควรรวมแคนาดาเข้าไว้ด้วย และว่า สิ่งที่ ปธน.ทรัมป์ ทำอยู่นั้น สร้างผลเสียต่อแรงงานอเมริกันมากกว่าผลดี

อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ ทวีตในวันจันทร์ อ้างตัวเลขการจ้างงานในสหรัฐฯ ว่ากำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และอัตราการว่างงานก็กำลังใกล้กับระดับต่ำสุดเป็นสถิติใหม่ ปัจจุบัน ตัวเลขการว่างงานในสหรัฐฯ นั้นอยู่ที่ระดับ 3.9% ซึ่งเป็นระดับเกือบต่ำที่สุดในรอบ 18 ปี

ที่มา: VOA, 4/9/2018

ผลสำรวจพบโรงเรียนแพทย์ในญี่ปุ่นส่วนใหญ่รับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

ผลสำรวจของรัฐบาลญี่ปุ่นหลังมีการเปิดเผยเรื่องโรงเรียนแพทย์ชื่อดังแก้ไขคะแนนเพื่อจำกัดจำนวนนักศึกษาหญิงพบว่า โรงเรียนแพทย์ส่วนใหญ่รับผู้สมัครชายในสัดส่วนมากกว่าผู้สมัครหญิง ทำให้รัฐบาลต้องดำเนินการสอบสวนต่อไป  แหล่งข่าวระบุว่าข้อมูลเบื้องต้นจากการสำรวจของกระทรวงศึกษาธิการพบว่า ช่วง 6 ปีที่ผ่านมาโรงเรียนแพทย์ทั้ง 81 แห่งรับนักศึกษาชายมากกว่านักศึกษาหญิงในสัดส่วนร้อยละ 11.25 ต่อ 9.55 แต่ทุกแห่งยืนยันว่าไม่ได้จำกัดจำนวนการรับผู้สมัครหญิง 

ที่มา: channelnewsasia.com, 5/9/2018

ญี่ปุ่นยืนยันครั้งแรกว่าคนงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เสียชีวิตจากกัมมันตภาพรังสี

สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า ทางการญี่ปุ่นประกาศเป็นครั้งแรกว่าคนงานที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะเสียชีวิตลงแล้วจากการเป็นมะเร็งปอด ภายหลังป่วยจากการสัมผัสกัมมันตภาพรังสี

ชายวัย 50 ปีป่วยด้วยโรคมะเร็งปอดหลังเข้าร่วมในการกู้ภัยที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะหลังเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิช่วงเดือน มี.ค.-ธ.ค. 2011  รัฐบาลญี่ปุ่นแถลงว่า ก่อนหน้านี้รัฐได้จ่ายเงินชดเชยให้ 4 รายที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งภายหลังภัยพิบัติทางนิวเคลียร์ดังกล่าว อย่างไรก็ตามหนังสือพิมพ์ไมนิจิรายงานว่า ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลยอมรับว่ามีผู้เสียชีวิตจากการได้รับกัมมันตภาพรังสีที่รั่วไหลจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยรายงานว่าชายคนดังกล่าวทำงานที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะหมายเลข 1 รวมทั้งสถานีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกหลายแห่งทั่วประเทศช่วงระหว่างปี 1980-2015  ส่วนในช่วงเกิดภัยพิบัติดังกล่าว เขาอยู่ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ โดยสวมหน้ากากและชุดป้องกันทั้งตัวตามระเบียบปฏิบัติ เขามีอาการของโรคมะเร็งปอดมาตั้งแต่เดือน ก.พ. 2016

ที่มา: NHK WORLD-JAPAN, 5/9/2018

คนอเมริกันทำงานหนักกว่าบรรดาประเทศมั่งคั่งทั่วโลก

ผลการสำรวจชั่วโมงการทำงานของ 30 ประเทศในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD พบว่า ชาวอเมริกันทำงานหนักในแง่ของจำนวนชั่วโมงต่อสัปดาห์ เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่มั่งคั่งอื่นๆ

ข้อมูลของ OECD เมื่อปี 2017 ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ ระบุว่า ชาวอเมริกันทำงานเฉลี่ย 1,780 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งสูงกว่าเยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ แคนาดา ญี่ปุ่น และอิตาลี และเมื่อเปรียบเทียบเป็นวันหยุดพักร้อน กลุ่มประเทศ OECD อย่างฝรั่งเศสและเดนมาร์ก พนักงานที่ทำงานในบริษัทมาอย่างน้อย 10 ปี จะได้วันหยุดพักร้อนปีละ 25 วัน ส่วนเยอรมันอยู่ที่ 20 วัน ขณะที่พนักงานชาวอเมริกันจะได้วันหยุดพักร้อนเฉลี่ยปีละ 17 วัน นอกจากจะมีวันหยุดน้อยกว่าเพื่อนในกลุ่ม OECD แล้ว มากกว่าครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกันไม่ยอมใช้วันหยุดพักร้อนด้วย

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงาน เทเรซา กิลาร์ดุชชี มองว่า ชาวอเมริกันกลัวตกงานมากกว่าไม่ได้หยุดพักผ่อนเสียอีก ในอเมริกาพวกเขาสามารถถูกไล่ออกได้ง่ายกว่าประเทศอื่นๆใน OECD เพราะพวกเขาไม่มีเครื่องป้องกันหรือรับประกันการมีงานทำเหมือนประเทศอื่น โดยเฉพาะสหภาพแรงงานที่แข็งแกร่งพอ ทำให้พวกเขาต้องทำงานหนักเกินเหตุ โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจถดถอย

ขณะที่ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า พนักงานชาวอเมริกันร้อยละ 77 ได้รับวันหยุดพักร้อน แต่ที่อเมริกา นายจ้างอเมริกันไม่ถูกบังคับให้จัดสรรวันหยุดงานโดยมีการจ่ายเงินให้ หรือ Paid Time Off ให้กับพนักงาน ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่ไม่ได้รับสวัสดิการนี้จะเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ แรงงานรายได้น้อย และพนักงานในบริษัทเล็กๆ

คุณกิลาร์ดุชชี มองว่า ความสัมพันธ์แบบนายจ้างลูกจ้างอเมริกัน คือ นายจ้างต้องการให้ลูกจ้างทำงานอย่างเต็มกำลัง ก่อนจะหาคนใหม่มาแทนที่ ขณะที่ระบบ Paid Leave หรือวันหยุดที่นายจ้างต้องจ่ายค่าแรงในอเมริกาก็ไม่มั่นคงพอ และมีโอกาสที่นายจ้างจะลดชั่วโมงเหล่านี้ลงไปอีก โดยอ้างเหตุผลเรื่องต้นทุนการบริหารงานได้

ซึ่งคุณกิลาร์ดุชชี มองว่า การลดชั่วโมงหยุดงานลาพักร้อนไม่สมเหตุสมผล เพราะพฤติกรรมของลูกจ้างอเมริกันส่วนใหญ่ จะพยายามจัดสรรและจัดการงานของตนให้เสร็จสิ้นก่อนวันหยุดพักร้อน รวมทั้งมอบหมายให้เพื่อนร่วมงานช่วยสานต่อได้ ก่อนที่จะกลับมาชดใช้คืนด้วยการทำงานอย่างหนัก ซึ่งไม่กระทบกับประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม

ที่มา: VOA, 8/9/2018

องค์การอนามัยโลก ชี้ 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่ทั่วโลกขาดการออกกำลังกาย

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO เผยผลการศึกษาครั้งใหม่ ว่ากว่า 1 ใน 4 ของประชากรโลกที่เป็นผู้ใหญ่ ไม่ได้ออกกำลังกายอย่างเพียงพอ ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคสมองเสื่อม โรคมะเร็งบางชนิด และมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมาก แนะออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อสุขภาพที่ดี

การศึกษาชิ้นใหม่ของ WHO สำรวจประชากรเกือบ 2 ล้านคนใน 168 ประเทศ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001-2016 พบว่า ระดับการไม่ออกกำลังกายของคนในประเทศเหล่านั้น ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อแบ่งแยกเป็นเพศ พบว่า ผู้หญิงยังออกกำลังกายน้อยกว่าผู้ชาย ยกเว้นกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คุณ Regina Guthold หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า รายงานฉบับนี้ลงรายละเอียดระดับการออกกำลังกายของผู้คนทั่วโลก โดยพบว่า ในประเทศที่ร่ำรวยมีผู้ที่ไม่ออกกำลังกายสูงกว่าประเทศที่มีระดับรายได้ต่ำถึง 2 เท่า อย่างยูกันดาและโมซัมบิก มีระดับการไม่ออกกำลังกายที่ร้อยละ 6 ขณะที่คูเวต อเมริกันซามัว ซาอุดีอาระเบีย และอิรัก มีอัตราการไม่ออกกำลังกายมากกว่าร้อยละ 50 สูงสุด คือ คูเวต ที่ผู้คนในวัยผู้ใหญ่ไม่ออกกำลังกายมากถึงร้อยละ 67

ทั้งนี้ การวิจัยยังตั้งข้อสังเกตว่า คนในประเทศที่ร่ำรวยมีแนวโน้มที่จะประกอบอาชีพแบบต้องนั่งอยู่กับที่ หรือใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ดิจิตอลในเวลาพักผ่อนหย่อนใจและเดินทางไกล แต่ในทางกลับกัน คนในประเทศยากจนมักทำงานที่ใช้แรงงานมากกว่า และไม่มีโอกาสเดินทางโดยรถยนต์มากนัก

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยแนะนำให้ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาที เป็นประจำทุกสัปดาห์ สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายเข้มข้นในระดับปานกลาง และ 75 นาทีต่อสัปดาห์ สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายแบบเข้มข้น เพื่อสุขภาพที่ดี พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลก ส่งเสริมการเดินทางด้วยการเดินเท้าและขี่จักรยานให้มากขึ้น เช่นเดียวกับการส่งเสริมด้านกีฬา และกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ด้วย

ที่มา: VOA, 9/9/2018

ผู้ดูแลคนชราชาวอินโดทำร้ายร่างกายคนชราไต้หวัน

ไต้หวันเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว ประชากรสูงอายุ หรือ 65 ปีขึ้นไปมีมากกว่า 3 ล้านคน ในจำนวนนี้มีคนชราจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาสุขภาพ ต้องการคนมาดูแล จึงมีการนำเข้าผู้อนุบาลต่างชาติเพื่อมาดูแลคนชรา ณ สิ้นเดือนก.ค.ปีนี้ มีจำนวน 253,046 คน ดังนั้นในบ้านมีผู้อนุบาลต่างชาติจึงเป็นภาพที่พบเห็นได้โดยทั่วไปในครอบครัวชาวไต้หวัน ผู้อนุบาลต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานอินโดนีเซีย ทำงานดี มีความอดทน เป็นที่ชื่นชอบของนายจ้างและคนแก่ที่ถูกดูแล แต่ก็มีผู้อนุบาลใจโหด มักจะตบตีทำร้ายคนชราที่ไม่มีทางสู้เป็นข่าวให้ได้ยินเป็นระยะๆ อย่างช่วงนี้ โลกโซเชียลส่งว่อนคลิปสาวอินโดนีเซียตบตีทำร้ายอากงวัย 80 ปี ที่ป่วยเป็นอัมพาตเคลื่อนไหวไม่ได้ ฟ้องหลานสาวว่าถูกทำร้าย นายจ้างซึ่งเป็นหลานสาวอากงจึงติดตั้งกล้องวงจรปิด เพื่อติดตามดูการดูแลของผู้อนุบาลจากมือถือ พบภาพที่น่าเสียใจและน่าโมโหอย่างยิ่ง ผู้อนุบาลที่ตนจ่ายค่าจ้างว่าจ้างมาดูแลคุณปู่ กลับทำร้ายตบตี กระทั่งใช้เท้าทีบหน้าคนแก่ที่ป่วยและไร้ทางสู้เป็นประจำ

ที่มา: Radio Taiwan International, 15/9/2018

คาด AI จะช่วยสร้างงาน 133 ล้านอัตรา ทว่าไม่มั่นคง

รายงานล่าสุดของผู้จัดการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum – WEF) เมื่อ 17 ก.ย. 2018 ซึ่งใช้ข้อมูลจากผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารจากหลายบริษัทใน 20 ประเทศทั่วโลก ซึ่งมีพนักงานรวมกันเกิน 15 ล้านคน

รายงานนี้ชี้ว่าเทคโนโลยียุคใหม่จะสร้างตำแหน่งงานใหม่มากกว่างานที่จะหายไป โดยคาดว่าภายในปี 2022 การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเครื่องจักร และระบบอัลกอริธึมหรือการประมวลผลของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จะทำให้ตำแหน่งงานหายไป 75 ล้านอัตรา จากผลการศึกษาใน 12 กลุ่มอุตสาหกรรมชี้ว่า ประเภทงานที่จะถูกหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์เข้ามาแทนที่มากที่สุดคืองานในกลุ่ม บัญชี การจัดการลูกค้า อุตสาหกรรม ไปรษณีย์ และงานเลขาฯ  แต่จะมีงานใหม่เกิดขึ้น 133 ล้านอัตรา หรือเทียบกับงานที่หายไปจะเท่ากับว่ามีตำแหน่งงานใหม่เพิ่มขึ้น 58 ล้านอัตราทั่วโลก งานที่ต้องใช้ทักษะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ยังอยู่ เช่น เซลส์ การตลาด การบริการลูกค้า รวมถึงอี-คอมเมิร์ซ และโซเชียลมีเดีย จะเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มต้องการจำนวนแรงงานมากขึ้น นอกจากนี้งานในอุตสาหกรรมการบิน การเดินทาง และท่องเที่ยว ยังจะเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องคงกำลังแรงงานมนุษย์ไว้อยู่

แม้รายงานนี้ช่วยคลายความวิตกกังวลของสังคมอยู่บ้าง จากที่มีความหวั่นเกรงว่าเศรษฐกิจในอนาคตที่ใช้หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์เป็นตัวขับเคลื่อน จะทำให้ผู้คนหลายล้านต้องตกงาน อันจะนำมาซึ่งปัญหาด้านคุณภาพชีวิตและความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นวงกว้างในบรรดากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่รายงานระบุด้วยว่ารูปแบบของงานใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอาจไม่มั่นคงเหมือนกับงานในปัจจุบัน เนื่องจากภาคธุรกิจมีแนวโน้มจะหันไปจ้างงานแบบ ‘สัญญาจ้าง’ และ ‘ฟรีแลนซ์’ มากขึ้น

ที่มา: cnbc.com [1] [2], 17/9/2018

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสแนะคนตกงาน "แค่ข้ามถนนไปก็ได้งานทำแล้ว"

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ถูกผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยต่างระบุว่าเขาให้คำแนะนำแบบ "ไร้ความเห็นอกเห็นใจ" กับชายผู้หนึ่ง ซึ่งเข้ามาร้องเรียนว่าไม่สามารถหางานทำได้

ผู้นำฝรั่งเศสบอกกับชายคนดังกล่าวว่า ตำแหน่งงานว่างนั้นยังมีมากมาย เพียงแค่ข้ามถนนไปเขาก็จะหางานให้ชายผู้นี้ทำได้อย่างแน่นอน เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในงานเปิดทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่พระราชวังเอลีเซในกรุงปารีส เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าชมเนื่องในวันมรดกแห่งชาติ โดยมีผู้บันทึกภาพวิดีโอขณะที่นายมาครงสนทนากับชายคนดังกล่าวซึ่งเคยเป็นคนทำสวนเอาไว้ได้ ก่อนจะนำออกเผยแพร่ทางทวิตเตอร์

หนังสือพิมพ์เลอปารีเซียงรายงานว่า ชายคนที่เข้ามาร้องเรียนกับนายมาครงบอกว่า "ผมอายุ 25 ปี พยายามส่งประวัติและจดหมายสมัครงานไปหลายที่แล้ว แต่ไม่มีอะไรคืบหน้าเลย" นายมาครงตอบว่า "ผมหางานให้คุณทำได้ เพียงแค่ข้ามถนนนี้ไปเท่านั้น ถ้าคุณเต็มใจและตั้งใจจริง ตามโรงแรม ร้านกาแฟ ร้านอาหาร หรือที่ก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ผมไม่เห็นว่าที่ไหนจะไม่บอกว่ากำลังมองหาคนงานเพิ่มเลยนะ ไม่มีซักที่เดียว นี่เรื่องจริง"

"ผมแน่ใจว่าร้านกาแฟสักแห่งสองแห่งที่ย่านมงต์ปาร์นาซกำลังเปิดรับพนักงานอยู่ คุณรีบไปสมัครเลย"

ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จำนวนมากแสดงความเห็นว่า นายมาครงแสดงความรังเกียจและไร้ความเห็นอกเห็นใจต่อชายคนดังกล่าว ตามแบบฉบับ "ประธานาธิบดีของคนรวย" ซึ่งไม่รับรู้ถึงความเป็นจริงของสังคมฝรั่งเศสในปัจจุบัน แต่นักการเมืองหัวหน้าพรรคที่นายมาครงสังกัดอยู่แย้งว่า สิ่งที่ผู้นำฝรั่งเศสพูดล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น

ฝรั่งเศสกำลังเผชิญกับภาวะการว่างงานในอัตรา 10% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนหนุ่มสาว ซึ่งตัวเลขนี้นับว่าสูงกว่ามาตรฐานของภูมิภาคยุโรปโดยทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ทางการฝรั่งเศสระบุว่ายังมีตำแหน่งงานว่างอีกกว่า 1 แสนตำแหน่งในภาคบริการ เช่น งานในโรงแรมหรือร้านอาหาร โดยบรรดาผู้ประกอบการกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดช่องทางรับแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานอย่างถูกกฎหมาย เพื่อทดแทนการขาดแคลนแรงงานในภาคดังกล่าว

ที่มา: BBC, 17/9/2018

'แจ็ค หม่า' ประกาศเลิกแผนสร้างงาน 1 ล้านตำแหน่งในสหรัฐฯ

นายแจ็ค หม่า ประธานกรรมการบริษัท Alibaba ประกาศยกเลิกความตั้งใจเรื่องการสร้างงาน 1,000,000 ตำแหน่งในสหรัฐฯ ตามที่ได้เคยเสนอต่อประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อสองปีที่แล้ว โดยเขาให้เหตุผลว่า ข้อเสนอดังกล่าวอยู่บนสมมุติฐานเรื่องความร่วมมือฉันท์มิตรระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่สถานการณ์ขณะนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

นายแจ็ค หม่า กล่าวด้วยว่า ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนขณะนี้ อยู่ในภาวะยุ่งเหยิงวุ่นวาย และจะส่งผลกระทบไปอีกยาวนานได้หลายสิบปี เดิมนั้น นายแจ็ค หม่า เสนอว่าจะกระตุ้นการสร้างงานราว 1,000,000 ตำแหน่งในสหรัฐฯ ด้วยการเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดย่อยและเกษตรกรอเมริกันนำสินค้าของตนไปขายผ่านทางเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ Alibaba

ที่มา: VOA, 20/9/2018

สถานทูตญี่ปุ่นในเวียดนามรับมือนายหน้าที่ใช้กลโกงยื่นขอวีซ่ามาญี่ปุ่น

สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำเวียดนามกำลังดำเนินมาตรการกวาดล้างนายหน้าฉ้อฉลที่ใช้กลโกงช่วยให้ชาวเวียดนามได้วีซ่ามาเรียนหนังสือที่ญี่ปุ่น ทั้งนี้ ชาวเวียดนามที่สมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนภาษาในญี่ปุ่นมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดย ณ เดือนมิถุนายนมีจำนวนมากกว่า 80,000 คน

นายหน้าจำนวนหนึ่งชักชวนคนหนุ่มสาวโดยบอกว่า หากมาญี่ปุ่น จะสามารถหาเงินได้หลายพันดอลลาร์สหรัฐในระหว่างที่เรียนหนังสือไปด้วย เมื่อปีที่แล้ว สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นได้เริ่มใช้มาตรการสัมภาษณ์บุคคลที่มายื่นความจำนงขอวีซ่านักเรียน โดยนี่เป็นความพยายามหยุดยั้งกลโกงเช่นนี้

สถานทูตพบว่า ร้อยละ 10-20 ของผู้ยื่นความจำนงขอวีซ่านั้นเป็นบุคคลน่าสงสัย โดยบางคนนั้นไม่สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้เลย แม้ว่าแนบใบประกาศความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นมาพร้อมกับเอกสารยื่นความจำนงขอวีซ่า ในขณะที่ผู้ยื่นความจำนงคนอื่น ๆ บอกว่า ต้องการมาทำงานที่ญี่ปุ่น สถานทูตญี่ปุ่นตัดสินใจไม่รับเอกสารยื่นความจำนงขอวีซ่าจากนายหน้า 12 แห่งที่เชื่อว่าพัวพันกับการกระทำฉ้อฉล เป็นเวลา 6 เดือนโดยเริ่มตั้งแต่เดือนต.ค. 2018 เป็นต้นไป

ที่มา: NHK WORLD-JAPAN, 30/9/2018

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์