อัพเดทล่าสุดเมื่อ 1 ชั่วโมง 35 นาที ที่ผ่านมา

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 8-14 ต.ค. 2561

ผู้พิการบุกจี้ ปปง.สอบโกงเงิน 130 ล้าน/ตม.เกาหลี เตือนอย่าเชื่อข่าวลือ “สามารถเปลี่ยนผีน้อยเป็นคนถูกกฎหมายได้”/ตำรวจญี่ปุ่นบุกทลายร้านนายหน้าค้าประเวณีสาวไทยในย่านชินจูกุ/บอร์ด ขสมก.เห็นชอบปรับแผนฟื้นฟู หารถใหม่ 3 พันคัน ลดพนักงาน 5 พันคน/ดีเดย์ 1 ธ.ค. 2561 หักบัญชีเงินเดือนข้าราชการ-ลูกจ้างประจำ 1.6 แสนราย จ่ายหนี้ กยศ./เอาผิดนายจ้างแรงงานเด็กถูกไฟฟ้าช็อตเสียชีวิต/เตือนคนหางานระวังถูกหลอก ใช้วีซ่าทำงานปลอม ประเทศจีน

โตโยต้า ประเทศไทย เปิดเออร์ลี่ รีไทร์ ให้สิทธิ์ตั้งแต่อายุ 45 ปี จ่ายผลตอบแทนพิเศษสูงสุด 54 เดือน

รายงานข่าวจากสหภาพแรงงานพนักงานโตโยต้าในประเทศไทย เปิดเผยว่า เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นายมิจิโนบุ ซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้อนุมัติโครงการ “เกษียณอายุก่อนกำหนด” เพื่อให้พนักงานบางส่วนที่มีความจำเป็นส่วนตัวและอยากเกษียณอายุก่อนระยะเวลาที่บริษัทกำหนด โดยแจ้งและติดประกาศให้พนักงานทราบอย่างเป็นทางการ และเปิดให้พนักงานที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันประกาศไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2561

สำหรับเงื่อนไขของโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดนี้ แบ่งคุณสมบัติพนักงานเป็น 3 ระดับ ระดับแรก เกรด 1-เกรด 5 (พนักงานระดับปฏิบัติการไปจนถึงหัวหน้างาน) ที่มีอายุระหว่าง 45-54 ปี จะได้รับเงินช่วยเหลือพิเศษจำนวน 54 เดือน ระดับที่สอง เกรด 6-9 (ระดับผู้ช่วยผู้จัดการไปจนถึงผู้อำนวยการ) ที่มีอายุระหว่าง 50-54 ปี จะได้รับเงินช่วยเหลือพิเศษจำนวน 54 เดือนเช่นกัน ส่วนระดับที่สาม เกรด 1-9 (พนักงานระดับปฏิบัติการ-หัวหน้างาน-ผู้ช่วยผู้จัดการ-ผู้อำนวยการ) ที่มีอายุ 55 ปี จะได้รับเงินช่วยเหลือพิเศษจำนวน 27 เดือน อายุ 56 ปี รับเงินช่วยเหลือพิเศษจำนวน 18 เดือน และอายุ 57 ปี รับเงินช่วยเหลือพิเศษจำนวน 9 เดือน

“โครงการนี้น่าสนใจมากเพราะเปิดรับตั้งแต่อายุ 45 ปี และเงินรับเงินช่วยเหลือพิเศษที่ได้ค่อนข้างเยอะ เชื่อว่าน่าจะมีพนักงานรับข้อเสนอนี้จำนวนมาก” แหล่งข่าวกล่าว

ผู้บริหารระดับสูง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้รับการยืนยันว่า มีโครงการดังกล่าวจริง โดยบริษัทได้พยายามตอบสนองข้อเรียกร้องจากทางกลุ่มสหภาพแรงงานที่ได้ยื่นข้อเสนอมาตั้งแต่ปี 2560 และเรื่องนี้ได้นำเข้าสู่ที่ประชุมร่วมระหว่างสหภาพและทีมบริหารบริษัทจนได้ข้อสรุปออกมา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโตโยต้าที่เปิดให้มีโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด สำหรับระยะเวลาของโครงการกำหนดแค่เดือนเดียวเท่านั้น ยังไม่มีข้อมูลว่ามีพนักงานจำนวนมากน้อยเพียงใดที่สนใจเข้าร่วม

“สหภาพแรงงานมาหารือบอกว่า มีพนักงานบางกลุ่มอายุค่อนข้างมากแล้ว ขอเพิ่มทางเลือกให้กับตัวเองบ้าง บางรายมีช่องทางทางธุรกิจอื่น ๆ ท่านประธานเห็นว่าน่าจะให้โอกาสพนักงานเหล่านั้น เรายืนยันว่านี่ไม่ใช่นโยบายลดต้นทุน รีดไขมัน หรือลดจำนวนคน เพราะในเงื่อนไขระบุไว้ชัดเจนว่า ไม่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ และชื่อเสียงของบริษัท” แหล่งข่าวฝ่ายบริหารกล่าว

สอดคล้องกับ นายภูภาร สมาทา ประธานสหภาพแรงงานโตโยต้า กล่าวเสริมว่า สหภาพค่อนข้างพอใจกับข้อเสนอที่ยื่นไป โตโยต้าจ่ายเงินชดเชยได้เหมาะสม เป็นธรรม มีความชัดเจน ซึ่งน่าจะเป็นทางออกให้กับพนักงานที่อยากไปประกอบอาชีพอิสระ ไม่ต้องรอครบเกษียณอายุ ซึ่งเดิมกำหนดไว้ที่ 55 ปี และขยายเพิ่มเป็น 58 ปี และล่าสุดเป็น 60 ปี

“พนักงานที่ปฏิบัติงานในโรงงาน พออายุเยอะขึ้นก็อยากกลับไปใช้ชีวิตในต่างจังหวัด กลับบ้านตัวเอง แต่ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาด้วย สำหรับอายุการทำงานของพนักงานโตโยต้านับจำนวนปี วนชนรอบวันเริ่มทำงาน เพราะฉะนั้น พนักงานที่เข้าโครงการนี้จะต้องทำงานไปจนถึงวันที่เริ่มปฏิบัติงาน โดยพนักงานจะได้รับเงินช่วยเหลือพิเศษวันที่จ่ายเงินเดือน ณ เดือนที่การเกษียณอายุก่อนกำหนดมีผลบังคับใช้”

ประธานสหภาพฯ กล่าวอีกว่า หลังจากโครงการผ่านพ้นแล้ว สหภาพยังมีแนวคิดที่จะเรียกร้องแนวทางเกษียณอายุก่อนกำหนดให้กับกลุ่มพนักงานซับคอนแทร็กต์ หรือพนักงานอัตราจ้างภายใต้รูปแบบเดียวกัน แต่รายละเอียดอาจจะไม่เหมือนกัน เพิ่มโอกาสให้พนักงานอัตราจ้างเข้ามาเป็นพนักงานประจำได้มากขึ้นด้วย

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 13/10/2561

เตือนคนหางานระวังถูกหลอก ใช้วีซ่าทำงานปลอม ประเทศจีน

นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล รองอธิบดีกรมการจัดหางาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานได้รับแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศว่า สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนแจ้งว่า มีหญิงไทยจำนวน 2 รายเดินทางเข้าสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วยวีซ่าประเภทท่องเที่ยว เพื่อไปทำงานเป็นพนักงานนวดสปาของสถานเสริมความงามในกรุงปักกิ่ง โดยนายจ้างออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการยื่นขอการตรวจลงตราประเภททำงาน 1 ปีให้ แต่ต่อมาทางการจีนกวาดล้างแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบทำงาน นายจ้างจึงส่งตัวกลับประเทศไทย โดยขณะที่จะเดินทางกลับประเทศไทยกลับถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของจีนกักตัวที่ท่าอากาศยานนานาชาติ กรุงปักกิ่ง เนื่องจากพบว่ามีการใช้การตรวจลงตราประเภททำงานที่เป็นของปลอม และถูกกักกันอยู่ในสถานกักกันกรุงปักกิ่งเป็นเวลา 14 วัน และได้ส่งตัวกลับประเทศไทยในเวลาต่อมา โดยหญิงไทยทั้ง 2 รายเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศไทยด้วยตนเองทั้งหมด

เพื่อเป็นการป้องกันมิให้คนหางานไปทำงานที่สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างผิดกฎหมายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือถูกหลอกลวงจากนายจ้าง กรมการจัดหางานจึงขอประชาสัมพันธ์ว่า คนหางานที่ประสงค์จะเดินทางไปทำงานในสาธารณรัฐประชาชนจีน จะต้องได้รับวีซ่าทำงานก่อน โดยสามารถยื่นขอวีซ่าประเภททำงานได้ที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และต้องมีจดหมายเชิญจากรัฐบาลจีนและหนังสืออนุญาตทำงานสำหรับชาวต่างชาติ ซึ่งกระทรวงแรงงานแห่งประเทศจีนเป็นผู้ออกให้ประกอบการยื่นขอวีซ่าด้วย เพื่อให้ได้รับวีซ่าประเภททำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ตามกฎหมายคนเข้า-ออกเมืองของจีน ระบุว่า ชาวต่างชาติที่ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และอยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมายจะได้รับการตักเตือน และอาจถูกปรับวันละ 500 หยวน หรือสูงสุดไม่เกิน 10,000 หยวน และอาจถูกกักบริเวณ 5-15 วัน โดยโทษสูงสุดคือ ถูกเนรเทศ ซึ่งจะไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศได้อีกเป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่ถูกเนรเทศ

รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวย้ำเตือนคนหางานที่ประสงค์จะไปทำงานต่างประเทศให้ตรวจสอบข้อมูลของนายจ้าง สถานประกอบการ บริษัทจัดหางาน ชื่อผู้รับอนุญาตจัดหางานก่อนว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ รวมทั้งพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงาน หากมีนายหน้าหรือบุคคลโฆษณาผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย อ้างค่าตอบแทนสูง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน โทร.02 245 6708-9 หรือโทรสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ที่มา: SpringNews, 13/10/2561

เอาผิดนายจ้างแรงงานเด็กถูกไฟฟ้าช็อตเสียชีวิต

พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบเงินทดแทน และเงินกรณีทุพพลภาพ พร้อมค่ารักษาพยาบาลอีก ในวงเงิน 2,000,000 บาท ให้แก่แม่ของเด็กชายวัย 14 ปี ที่เกิดอุบัติเหตุถูกไฟฟ้าดูด ระหว่างทำงานที่ร้านคาร์แคร์ในจังหวัดนครราชสีมา ตอนนี้น้องกลายเป็นผู้ป่วยอัมพาตนอนติดเตียง

ซึ่งกรณีนี้ กระทรวงแรงงานจะดำเนินการเอาผิดนายจ้างในข้อหาใช้แรงงานเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี, จ่ายค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ และความผิดตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ฐานที่นายจ้างไม่ดูแลสายไฟฟ้ากรณีชำรุด หรือมีกระแสไฟรั่วไหล ก่อให้เกิดอันตรายต่อลูกจ้าง และเมื่อเกิดเหตุแล้ว ไม่แจ้งพนักงานตรวจแรงงาน

ด้าน นางขวัญใจ คำตั้งหน้า มารดาของผู้ประสบเหตุ ตื้นตันใจที่มีหน่วยงาน ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลลูกชาย และให้ความเป็นธรรม เพราะที่ผ่านมานายจ้างไม่เคยช่วยเหลือ ทั้งๆ ที่เป็นคนรู้จักกัน

ที่มา: news.ch7.com, 13/10/2561

รวบผัวเมียแสบ เปิดเพจหลอกจ้างแยกสีลูกปัด-หนังยาง เสียหาย 4 ล้านบาท

12 ต.ค. 2561 ที่ กองปราบปราม พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รรท.ผบก.ป.สั่งการ พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม ผกก.4 บก.ป. พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบก.ป.รรท.ผบก.ป., พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว, พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรามัย รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม ผกก.4 บก.ป.

นำกำลังจับกุม นายชลิต แก้วน้อย อายุ 27 ปี ชาว จ.นนทบุรี และ น.ส.วรรณวิภา สังข์พรรณ อายุ 23 ปี ชาว จ.นครสวรรค์ สองสามีภรรยา ตามหมายจับศาลเชียงใหม่ จ.670และ673/2561 ลงวันที่ 5 ต.ค.2561 ข้อหา”ฉ้อโกงประชาชน”

โดยจับกุมนายชลิต ได้ที่หน้าบ้านเลขที่ 43/3 หมู่ 3 ต.ไทรน้อย อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ส่วน น.ส.วรรณวิภา จับกุมได้ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ หรือสายใต้ใหม่ แขวงฉิมพลี เขตตลิ่ง กทม.

พ.ต.อ.แมน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ น.ส.ลีน่า จังจรรจา พาผู้เสียหายจำนวนมากมาร้องเรียนว่าถูก นายชลิต และ น.ส.วรรณวิภา ตั้งเพจเฟซบุ๊กชื่อ “บ้านริบบิ้น” โดยโพสต์เชิญชวนให้ทำงานแยกลูกปัด หนังยาง หรือตัดริบบิ้นเป็นชุดๆ ตามที่สั่ง ได้ค่าตอบแทนครั้งละ 650 บาท แต่ต้องมัดจำสินค้าที่จะส่งมาให้ทำ 350 บาท เมื่อผู้เสียหายได้รับงานซึ่งส่งมาทางไปรษณีย์และทำงานตามที่สั่งมาแล้วก็ส่งงานกลับไปให้ ปรากฏว่าผู้เสียหายไม่ได้รับเงินค่าจ้างและไม่ได้รับเงินวางมัดจำคืน

จึงรวมตัวกันเข้าแจ้งความ กระทั่งเจ้าหน้าที่ตามจับกุมตัวได้ เบื้องต้นพบผู้เสียหายจากทั่วประเทศหลายพันคน มูลค่าความเสียหาย 4 ล้านบาท สอบสวน น.ส.วรรณวิภา รับสารภาพว่าทำเพจหลอกลวงผู้เสียหายจริง โดยใช้บัญชีของสามีหลอกลวง ก่อเหตุมากว่า 1,300 ครั้ง และอยู่ระหว่างกำลังหาเงินชดใช้คืนให้กับผู้เสียหาย ส่วน นายชลิต รับว่าได้ร่วมกับ น.ส.วรรณวิภา ทำธุรกิจในการนำหนังยาง ลูกปัดต่างๆ ส่งสินค้าให้ลูกค้าทำงานตามออเดอร์จริง และใช้บัญชีของตนในการรับโอนเงินแต่ไม่ทราบเรื่องในการหลอกลวง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองนำส่ง สภ.ช้างเผือก ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา: ข่าวสด, 12/10/2561

ดีเดย์ 1 ธ.ค. 2561 หักบัญชีเงินเดือนข้าราชการ-ลูกจ้างประจำ 1.6 แสนราย จ่ายหนี้ กยศ.

น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่ากรมบัญชีกลางได้แจ้งให้ส่วนราชการที่เข้าร่วมโครงการจ่ายเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของข้าราชการและลูกจ้างประจำโดยตรงทั้ง 225 แห่งทั่วประเทศ ให้เริ่มหักเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำของข้าราชการและลูกจ้างประจำที่กู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จำนวน 1.6 แสนคน คืนแก่ กยศ.โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2561 เป็นต้นไป

“ทุกหน่วยงานจะต้องหักเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำของผู้ที่กู้ยืม กยศ. ก่อนโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของข้าราชการหรือลูกจ้าง ซึ่งถือเป็นโครงการต่อเนื่องจากก่อนหน้านี้ ที่กรมบัญชีกลางได้นำร่องหักเงินเดือนข้าราชการและลูกจ้างประจำภายในของกรมฯ เพื่อชำระหนี้คืนให้แก่ กยศ. ไปแล้วตั้งแต่เดือน ก.ค.2561 และปัจจุบันระบบดังกล่าวก็มีความพร้อมรองรับข้อมูลและการหักเงินเดือนของลูกหนี้ที่เป็นข้าราชการกว่า 1.6 แสนราย” น.ส. สุทธิรัตน์ กล่าว

ทั้งนี้กรมบัญชีกลาง และ กยศ. ได้ประสานความร่วมมือกันในการกำหนดแนวทางปฏิบัติ และพัฒนาระบบการจ่ายตรงเงินเดือนให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน มีการหักเงินและจ่ายเงินให้แต่ละคนได้อย่างถูกต้อง นอกจากการดำเนินการเรื่องนี้จะช่วยสนับสนุนให้การปฏิบัติงานของ กยศ. บรรลุวัตถุประสงค์ตามภารกิจที่กำหนดไว้แล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กไทยได้ยั่งยืนขึ้น

รายงานข่าวจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ระบุว่าการเริ่มหักเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำของข้าราชการและลูกจ้างประจำที่กู้ยืมเงินจาก กยศ.จำนวน 1.6 แสนคน ประเมินว่าจะช่วยให้ กยศ.มียอดชำระเงินคืนเข้ากองทุนไม่ต่ำกว่าเดือนละหลายร้อยล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มข้าราชการมีการรับจ่ายเงินเดือนผ่านบัญชีตรงถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีวงเงินการกู้ยืมกับ กยศ.รวมมากกว่า 1.6 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ ขั้นตอนหลังจากนี้ กยศ. จะร่วมกับกรมบัญชีกลางในการเดินสายจัดอบรมสัมมนาสร้างความเข้าใจกับฝ่ายปฏิบัติการด้านการจ่ายเงินเดือนของทุกหน่วยงานราชการให้รับทราบถึงขั้นตอนแนวปฏิบัติ วิธีการจัดส่งรายชื่อ และการหักเงินเดือน ซึ่งตามกฎหมาย กยศ.ฉบับใหม่ที่มีการประกาศใช้เมื่อปี 2560 ให้อำนาจ กยศ.สามารถหักเงินเดือนลูกหนี้เพื่อใช้คืนหนี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องขอความยินยอมจากลูกหนี้เลย ซึ่งช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้สามารถติดตามหนี้ได้เพิ่มขึ้น

ส่วนลูกหนี้ที่ กยศ. ตั้งเป้าหมายที่จะหักบัญชีเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ในกลุ่มต่อไป ตั้งเป้าหมายจะเป็นกลุ่มข้าราชการที่ไม่ได้รับเงินเดือนผ่านบัญชีโดยตรง ให้ถูกหักเงินเดือนมาชำระหนี้ได้ด้วย รวมถึงกลุ่มลูกจ้างของบริษัทเอกชนรายใหญ่  กลุ่มรัฐวิสาหกิจชั้นนำ และสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่มีลูกหนี้ กยศ.นับล้านรายให้เข้าร่วมโครงการหักเงินเดือนเพื่อใช้หนี้ด้วย โดยปัจจุบันได้มีการหารือและมีความคืบหน้าไปมากแล้ว คาดว่าจะเริ่มนำร่องหักเงินเดือนลูกหนี้กลุ่มนี้ได้เดือนก.พ.ปีหน้า

สำหรับยอดชำระหนี้ กยศ.ในปีงบประมาณ 2561 คาดว่าจะมียอดชำระ 2.6 หมื่นล้านบาท และผลจากการเริ่มโครงการหักบัญชีเงินเดือนลูกหนี้กับหน่วยงานรัฐ และบริษัทเอกชน รวมถึงการจัดโครงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์จะทำให้ปีหน้า กยศ.มียอดชำระหนี้เพิ่มมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท ส่วนวงเงินที่กยศ.เตรียมให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาใหม่และเก่าในปี 2562 คาดว่าจะใช้เงินไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท รองรับผู้กู้ยืมได้ 6 แสนคน

ที่มา: ไทยไพสต์, 12/10/2561

บอร์ด ขสมก.เห็นชอบปรับแผนฟื้นฟู หารถใหม่ 3 พันคัน ลดพนักงาน 5 พันคน

นายประยูร ช่วยแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถองค์การ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกิจการ (บอร์ด) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) วันที่ 11 ต.ค. 2561 ได้พิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่ง ขสมก.จะใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพ โดยมีกลยุทธ์ในการปรับปรุงระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพ โดยใช้รถใหม่และเทคโนโลยีที่ทันสมัย กลยุทธ์ในการลดค่าใช้จ่ายด้านพนักงาน ลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง กลยุทธ์ในการเพิ่มรายได้ และการบริหารหนี้สิน

ทั้งนี้ได้เห็นชอบแผนการจัดหารถโดยสารใหม่ ปรับปรุงรถเก่าจำนวน 3,000 คัน วงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งจะทำให้ ขสมก.สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ไม่เป็นภาระกับภาครัฐ และประชาชนผู้ใช้บริการจะได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการใช้บริการมากยิ่งขึ้น ซึ่ง ขสมก.จะสรุปเสนอกระทรวงคมนาคม และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทบทวนแผนจัดหารถโดยสารต่อไป

สำหรับแผนการจัดหารถใหม่ จำนวน 3,000 คัน ได้แก่ 1. จัดซื้อรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) จำนวน 489 คัน 2. ปรับปรุงสภาพรถโดยสาร NGV (เดิม) จำนวน 323 คัน 3. จัดซื้อรถไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) จำนวน 35 คัน 4. จัดซื้อรถโดยสารไฮบริด จำนวน 1,453 คัน 5. เช่ารถโดยสารใหม่ จำนวน 700 คัน (เช่ารถไฮบริด 400 คัน, เช่ารถ NGV 300 คัน)  นอกจากนี้ จะมีการติดตั้งและใช้งานในระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์บนรถโดยสาร (E-Ticket), ระบบบริหารงานหลักองค์กร (Enterprise Resource Planning : ERP), การติดตั้งระบบตรวจสอบและติดตามการปฏิบัติการเดินรถ (GPS) บนรถโดยสาร, การติดตั้ง Wi-Fi, ป้ายอัจฉริยะ,การออกบัตรร่วม, เพิ่มช่องทางการชำระค่าโดยสารโดยนำระบบ QR-Code มาใช้ ขณะที่ต้องมีการปรับปรุงเส้นทางเดินรถเพื่อลดการทับซ้อน เชื่อมต่อและรองรับระบบขนส่งสาธารณะระบบราง และมีเส้นทางผ่านสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญ

สำหรับการขับเคลื่อนเพื่อให้ ขสมก.สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ลดภาระแก่ภาครัฐ มีกลยุทธ์ในการลดค่าใช้จ่ายด้านพนักงาน 1. ปรับโครงสร้างองค์กรให้มีขนาดกระชับลง (LEAN) จากจำนวนพนักงานต่อรถ 1 คันในปี 2561 จำนวน 5.14 คน ลดลงเป็น 2.75 คนในปี 2565 2.การเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) รวม 5,051 คน โดยปี 2563 พนักงานสำนักงาน จำนวน 655 คน ปี 2564 พนักงานเก็บค่าโดยสาร จำนวน 2,198 คน ปี 2565 พนักงานเก็บค่าโดยสาร จำนวน 2,198 คน 3.ปรับเปลี่ยนหน้าที่พนักงานให้มีความเหมาะสม จำนวนพนักงานเก็บค่าโดยสารที่เปลี่ยนหน้าที่เป็นพนักงาน จำนวน 448 คน ในปี 2563 4.การจ้างพนักงานใหม่โดยเฉพาะพนักงานที่มีความรู้ทางระบบเทคโนโลยีดิจิทัล

ด้านการลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรักษารถโดยสารและค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง โดยมีอัตราค่าเหมาซ่อมของรถใหม่ลดลง 50% การเพิ่มรายได้ โดยการขอปรับอัตราค่าโดยสารเฉพาะรถโดยสารใหม่, ขอรับการสนับสนุนการให้บริการสาธารณะ (PSO), การจัดรถโดยสารใหม่ออกวิ่งให้บริการเต็มประสิทธิภาพ, การจัดเก็บค่าตอบแทนค้างชำระของรถเอกชนร่วมบริการ, พัฒนาพื้นที่เชิงธุรกิจในอู่บางเขน และอู่มีนบุรี และการบริหารหนี้สิน โดยขอให้ภาครัฐรับภาระหนี้ทั้งหมดซึ่งเกิดจากนโยบายของภาครัฐ

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 12/10/2561

ตำรวจญี่ปุ่นบุกทลายร้านนายหน้าค้าประเวณีสาวไทยในย่านชินจูกุ

นายโยชิโมโตะ คาสูโอะ วัย 52 ปีเจ้าของร้าน “ชินจูกุ มานาสะ” ถูกจับกุมพร้อมพนักงานชาวไทยรวม 3 คน ในข้อหาจัดหาให้ผู้หญิงไทย 9 คนมาค้าประเวณีที่ประเทศญี่ปุ่น โดยสาวไทยทั้งหมดนเดินทางเข้ามาญี่ปุ่นด้วยการยกเว้นวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยว

ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานทั้งประกาศข้อความภาษาไทยภายในร้านเกี่ยวกับกฎระเบียบการทำงาน และบัญชีรายรับจากการค้าบริการ รวมทั้งดชุดคอสเพลย์สำหรับใส่บริการลูกค้า

ร้านดังกล่าวใช้วิธีการจัดส่งหญิงสาวไปให้บริการกับลูกค้าตามโรงแรมในย่านนคะบุกิโจ โดยลูกค้าจะเลือกบริการจากสาวๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตหรือโทรศัพท์ และทางร้านมีมาตรการคัดกรองลูกค้ารายเก่า-รายใหม่เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบตัวสาวไทยที่ลักลอบมาค้าบริการในครั้งนี้ 9 คน

จากการสืบสวนพบว่า เจ้าของร้านและเครือข่ายนี้ทำกิจการค้าประเวณีสาวไทยมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว มีสาวไทยมาค้าบริการที่ญี่ปุ่นกว่า 40 คน ทำรายได้มากกว่า 100 ล้านเยน

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 12/10/2561

ตม.เกาหลี เตือนอย่าเชื่อข่าวลือ “สามารถเปลี่ยนผีน้อยเป็นคนถูกกฎหมายได้”

เฟสบุ๊ค Royal Thai Embassy, Seoul ได้มีการแชร์ข้อความเตือนจาก สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงยุติธรรม สาธารณรัฐเกาหลี ว่าขณะนี้มีข่าวลือว่ามีผู้ที่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้ที่พำนักอาศัยแบบผิดกฎหมายให้เป็นผู้ที่สามารถพำนักอาศัยแบบถูกกฎหมายได้นั้น ขอให้อย่าหลงเชื่อข่าวลือดังกล่าวเป็นอันขาด เนื่องจากกระทรวงยุติธรรมไม่มีมาตรการเปลี่ยนแปลงผู้พำนักอาศัยอย่างผิดกฎหมายเป็นถูกกฎหมายได้ และสำหรับผู้ที่พำนักอาศัยอย่างผิดกฎหมายจะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ก่อนนั้น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงยุติธรรม สาธารณรัฐเกาหลี ได้เปิดโอกาสให้คนไทยและแรงงานไทยที่พำนักเกินระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต เข้ารายงานตัวโดยสมัครใจ เพื่อสามารถเดินทางกลับไทยได้โดยไม่ถูกรายงานชื่อต่อทางราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 ถึง 31 มีนาคม 2562 โดยผู้ที่สมัครใจจะเดินทางกลับไทยสามารถรายงานตัวได้ที่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน ชั้น 3 (หลังเคาน์เตอร์เช็คอิน G) โดยนำหนังสือเดินทาง พร้อมหลักฐานการจองบัตรโดยสารเครื่องบิน ประกอบการรายงานตัวด้วย

ทั้งนี้ ผู้ที่รายงานตัวเพื่อเดินทางกลับไทยโดยสมัครใจในช่วงเวลาดังกล่าว จะได้รับประโยชน์ด้วยการไม่ถูกรายงานชื่อต่อทางราชการ และได้รับการผ่อนผันข้อบังคับการเข้าประเทศ (ไม่ถูกขึ้นบัญชีผู้ต้องห้ามเข้าประเทศสาธารณรัฐเกาหลี)

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 11/10/2561

ตม.รวบ 2 ชาวกานาอดีตฟุตบอลกระบี่เอฟซี ข้อหา 'บุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด'

เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2561 ที่สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดกระบี่ ต.ไสไทย อ.เมืองกระบี่ พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ พันธ์โกศล ผกก.ตม.จ.กระบี่ พ.ต.ท.บัญชา ลิมปิชาติ รองผกก.ตม. ร.ต.อ.อรุณ มูสิกิ้ม รองสว.ตม พร้อมเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลการจับกุม ตัว นายแทคกี้ ปริ้นซ์ นีโอวูซู (Mr.Tackie Prince Nii Owusu) อายุ 33 ปี และ นายเอดโด้ นานา ควาเม่ (Mr.Addo Nana Kwame) อายุ 30 ปี ทั้งสองคนเป็นชาวประเทศกานา โดยถูกจับกุมในข้อหา เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด โดยจับกุมตัวทั้งสองได้ที่ ริมถนน ต.กระบี่ใหญ่ อ.เมือง กระบี่ เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งสองรับสารภาพ

พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ กล่าวว่า ก่อนการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่อง จากทาง เจ้าหน้าที่ ได้รับแจ้งว่ามีบุคคลต่างด้าวได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ราชอาณาจักรเกินจากที่พนักงานอนุญาต ซึ่งเป็นอดีตนักฟุตบอลในสโมสรกระบี่เอฟซี พักอาศัยที่บ้านเช่าเลขที่ 273/1 ม.11 ต.กระบี น้อย และรับจ้างฝึกสอนนักฟุตบอลเยาวชน ตามสถานที่ต่างๆในจังหวัดกระบี่ จึงได้ทำการตรวจสอบ และพบว่าผู้ต้องหาทั้งสองเดินอยู่ตามถนนใน ต.กระบี่ใหญ่ อ.เมือง กระบี่ จึงได้เข้าแสดงตัวเทำการจับกุม และจากการตรวจสอบพบว่า นายแทคกี้ ได้เข้ามาในราชอาณาจักรทางด่านตม.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2555 และขออยู่ต่อครั้งสุดท้ายที่ตม.กระบี จนถึงวันที่ 7 ม.ค.2558 เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าอยู่ในราชอาณาจักเกินอนุญาตเป็นเวลา 1,079 วัน หรือประมาณ 2 ปี 9 เดือน ส่วนนายเอดโด้ กานาฯ เข้ามาทางด่าน ตม.หนองคาย เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2553 ที่ผ่านมาและขอต่ออนุญาตครั้งสุดท้ายที่ตม.กระบี่ และสิ้นสุดอนุญาตเมื่อวันที่ 7 มี.ค.2558 ที่ผ่านมา ได้อาศัยอยู่เกินเวลาอนุญาตเป็นเวลา 1,347 หรือประมาณ 3 ปี 6เดือน

ขณะที่ผู้ต้อหาทั้งสองให้การรบสารภาพว่า ได้เข้ามาเป็นนักฟุตบอลในสโมสรกระบี่เอฟซี เมื่อปี 2558 หลังจากนั้นฟอร์มตก ก็ได้เลิกเล่น และหันมารับจ้างเป็นผู้ฝึกสอน ตามทีมเยาวชนในจังหวัดกระบี่เรื่อยมา โดยได้ค่าจ้างวันละ 500 บาท และรู้ว่าอาศัยอยู่เกินกำหนด แต่ที่ผ่านมาก็ตั้งใจจะยื่นต่อใบอนุญาต แต่ต้องเดินทางไปเอาเอกสารที่กรุงเทพฯ จึงไม่ได้ไปต่อใบอนุญาต ก่อนมาถูกจับกุมตัว เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาเป็นบุคคลต่างด้าว เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด ควบคุมตัวส่งเจ้าพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกระบีดำเนินคดีตามกฎหมาย

ที่มา: บ้านเมือง, 10/10/2561

ผู้พิการบุกจี้ ปปง.สอบโกงเงิน 130 ล้าน

ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ ร้อง ปปง.ให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มทุจริตเงินอบรมคนพิการ มูลค่าความเสียหายกว่า 130 ล้านบาท พร้อมเตรียมเดินหน้าร้อง ป.ป.ท.ให้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง

เมื่อวันที่ 10 ต.ค. นายปรีดา ลิ้มนนทกุล ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ เข้ายื่นเอกสารหลักฐานต่อ ร.ต.อ.ไพรัตน์ เทศพานิช เลขานุการกรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ให้ดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ของกลุ่มขบวนการที่ทุจริตเงินสนับสนุนคนพิการตามมาตรา 33 และ35 จำนวน 8 คน แบ่งเป็นคนพิการ 5 คนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ 3. คน ในจำนวนนี้มีคนเตรียมลงเล่นการเมืองในการเลือกตั้งนี้ ได้มีการจัดการอบรมโครงการต่างๆให้แก่ผู้พิการ โดยการนำเงินสนับสนุนจากสถานประกอบการภาคเอกชนมาจัดอบรม แต่การอบรมไม่เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติกำหนด ที่ว่าจะต้องจัดอบรมจำนวน 6 เดือนในหลักสูตรต่างๆ แต่กลับจัดอบรมแค่ 3 เดือน ซึ่งมีการจัดอบรมและทำผิดข้อกำหนดมาแล้วหลายครั้งในหลายจังหวัด ซึ่งการทุจริตเงินที่สนับสนุนการอบรมนั้นมีมูลค่ามากกว่า 130 ล้านบาท ไม่ใช่ 14 ล้านบาท ตามที่ รมว.แรงงาน แถลงไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว การทุจริตดังกล่าวนั้นทำให้กลุ่มคนพิการไม่ได้รับเงินเบี้ยงเลี้ยงและอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ

นายปรีดา กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้เคยมีการร้องเรียนไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้รับเป็นคดีพิเศษแต่กลับส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการ ซึ่งเมื่อปี 2559 มีการตรวจสอบพบทุจริตแต่กลับไม่มีการดำเนินคดีหรือเอาผิดกลับบุคคลใด ทั้งนี้ก่อนหน้านี้มีการตรวจสอบพบการทุจริตละเมิดไปแล้วใน 15 จังหวัด มีผู้พิการกว่า 40 คนที่ถูกละเมิดเช่นกันจะมาร้องเรียนยังเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ และตนจะนำเอกสารหลักฐานต่างๆไปยื่นให้กับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)ให้ตรวจสอบข้าราชการที่เกี่ยวข้องภายในสัปดาห์นี้ด้วย

ที่มา: New18, 10/10/2561

กระทรวงแรงงาน แจงปรับกฎหมาย C188 ให้เป็นธรรม สอดรับวิถีชาวประมง-ปราศจากขัดแย้ง

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังการเป็นประธานการประชุมกลุ่มย่อยกับสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ที่นำโดย นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย นายภูเบศ จันทนิมิ นายกสมาคมประมงจังหวัดปัตตานี นายอภิสิทธิ์ เตชะนิธิสวัสดิ์ นายกสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย และนายกสมาคมประมงจังหวัดต่างๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นความคืบหน้าอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 188 ว่าด้วยการทำงานภาคการประมง ค.ศ. 2007 (2550) โดยมีผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงานเข้าร่วมในครั้งนี้ ว่า ในวันนี้สมาคมการประมงแห่งประเทศไทยได้มาติดตามประเด็นความคืบหน้าอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 188 ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสร้างความรับรู้ความเข้าใจและหารือร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการดำเนินการทุกขั้นตอนจะต้องเกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ขณะเดียวกันจะต้องปราศจากความขัดแย้ง

การดำเนินการปรับปรุงกฎหมายอนุสัญญา (ILO) ฉบับที่ 188 จะคำนึงถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวประมงไทยด้วย ทั้งนี้ จะมีการหารือเพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สอดคล้องตามเจตนารมณ์ เพื่อให้ได้ข้อสรุปในประเด็นต่างๆ ร่วมกันต่อไป

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 9/10/2561

ตำรวจสมุทรสาคร ช่วยเหลือหญิงไทยถูกหลอกขายแรงงานที่เกาหลีใต้

ตำรวจ สภ.กระทุ่มแบน เข้าตรวจสอบอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น หมู่ 3 ตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พบหญิงไทย 6 คน โดย 2 คน อายุ 20 และ 25 ปี และที่เหลืออายุระหว่าง 45-50 ปี พร้อมสัมภาระเดินทางและมีพาสปอร์ตเตรียมเดินทางออกนอกประเทศ

ทั้ง 6 คน ให้การตรงกันว่าได้รับการแนะนำจากกลุ่มเพื่อนว่ามีบริษัทรับสมัครสาวไทยไปทำงานเป็นแม่บ้านที่ประเทศเกาหลีใต้ มีรายได้ดี โดยมีนายหน้าพาตัวมาพักที่อาคารพาณิชย์ และแจ้งว่าจะออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม แต่ก็ยังไม่ได้ไป ทำให้ขณะนี้เงินที่ติดตัวมาก็ใกล้หมดแล้ว การเข้าช่วยเหลือครั้งนี้เนื่องจากตำรวจได้รับการร้องเรียนว่ามีหญิงไทยถูกหลอกไปประเทศเกาหลีใต้ โดยนำไปกักขังไว้ที่อาคารพาณิชย์หลังดังกล่าว เพื่อรอการส่งตัวไปค้าบริการและขายแรงงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน

ที่มา: news.ch7.com, 9/10/2561

ประกันสังคมจ่ายเพิ่ม 1,000 บาท ช่วยดูแลครรภ์ให้ผู้ประกันตน

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึง การให้สิทธิความคุ้มครองกรณีคลอดบุตรแก่ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมอย่างทั่วถึง ซึ่งในปัจจุบันผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรในอัตรา 13,000 บาท อย่างไรก็ดีเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2561 ที่ผ่านมาสำนักงานประกันสังคมได้ประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนกรณีฝากครรภ์ตามเกณฑ์คุณภาพ เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้ประกันตนหรือ คู่สมรสมีการฝากครรภ์ตามเกณฑ์คุณภาพ

โดยสำนักงานประกันสังคมได้จ่ายค่าตรวจ และรับฝากครรภ์เพิ่มอีก 1,000 บาท ให้แก่ผู้ประกันตนที่มีการเข้ารับบริการฝากครรภ์ในสถานพยาบาลตามเกณฑ์คุณภาพที่กำหนด คือ อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 500 บาท อายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 300 บาท และอายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 28 สัปดาห์ จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 200 บาท แต่ในกรณีผู้ประกันตนที่ตั้งครรภ์และบุตรเสียชีวิตก่อน 28 สัปดาห์ ยังมีสิทธิได้รับบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ในรายการสำหรับการส่งเสริมสุขภาพตั้งครรภ์ ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวยังมีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา อีกด้วย

สำหรับแนวทางการขอรับประโยชน์ทดแทน ผู้ประกันตนต้องนำหลักฐานการเข้ารับบริการจากสถานพยาบาลที่ไปใช้บริการฝากครรภ์ในแต่ละครั้ง และสามารถยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนในส่วนค่าตรวจ และรับฝากครรภ์เพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องรอให้มีการคลอดบุตร ได้ที่สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งทั่วประเทศ

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 9/10/2561

‘อดีตพนักงาน ธ.ก.ส’ ขอความเป็นธรรม ‘บิ๊กตู่’ ถูกให้ออก หลังโต้แย้งหนี้จำนำข้าวไม่ถูกต้อง

เมื่อเวลา 13.00 น.​ วันที่​ 8 ตุลาคม​ ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ชญาดา ตระกูลรุ่งโรจน์ อดีตพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ยื่นหนังสือ​ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ​หัวหน้า​คณะ​รักษา​ความสงบ​แห่งชาติ ​(คสช.)​ เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีที่ถูก ธ.ก.ส.เลิกจ้างไม่เป็นธรรม จากการออกมาโต้แย้งการแจ้งหนี้ในโครงการรับจำนำข้าวไปยังองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ​และองค์การคลังสินค้า (อคส.) ไม่ถูกต้อง รวมทั้งตรวจพบวงเงินโอนในโครงการรับจำนำข้าวและโครงการมันสำปะหลังที่ผิดปกติ

น.ส.ชญาดากล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายให้ดูแลการสรุปวงเงินรวมโครงการรับจำนำข้าวปีบัญชี​ 2555/2556 ในสมัยรัฐบาล​ น​​.ส.ยิ่งลักษณ์​ ชินวัตร และจากการสุ่มตรวจพบว่าการแจ้งหนี้ของ​ ธ.ก.ส.ผิดปกติหลายพื้นที่ โดยมีการโอนเงิน​ 2 ครั้งให้กับเกษตรกรรายเดียว และยังนำการจ่ายเงินในโครงการมันสำปะหลังมานับรวมด้วย เมื่อแจ้งไปที่ผู้บังคับบัญชาว่าตัวเลขผิดปกติกลับถูกเพิกเฉย พร้อมกล่าวหาว่าตนมีอาการทางจิตและส่งตัวเข้าโครงการรักษาสุขภาพ เพื่อประเมินทางจิตเวช ที่สถาบันจิตเวชสมเด็จเจ้าพระยา เมื่อวันที่​ 5 กรกฎาคม​ 2559 เมื่อคณะแพทย์สรุปผลเมื่อวันที่​ 9​ มกราคม​ 2560 ว่าตนมีจิตปกติ จึงทำเรื่องขอโยกย้ายกลับเข้าตำแหน่ง​ แต่ยังถูกเพิกเฉยและพักตำแหน่งจนต้องโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กเพื่อชี้แจงประเด็นต่างๆ​ แต่ถูกห้ามเพราะเกรงว่าจะทำให้องค์กรเสื่อมเสียจนมีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงหลายคณะ และนำไปสู่การภาคทัณฑ์และเลิกจ้างในที่สุด

“ที่ผ่านมาดิฉันปฏิบัติงานโดยยึดหลักความโปร่งใส รักษาผลประโยชน์ของรัฐมาตลอด แม้ถูกลิดรอนสิทธิ ส่งเข้าไปอยู่ในสถานที่รักษาอาการทางจิต ทั้งที่เป็นคนปกติ ส่งผลต่อสภาพจิตใจอย่างมาก แต่ผู้บริหารกลับมีคำสั่งโดยไม่เป็นธรรม จึงขอให้นายกฯตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่ได้ยื่นเอกสารไปถึง​ ว่าวงเงินแจ้งภาระหนี้ไปยัง อ.ต.ก.และ อคส.ถูกต้องหรือไม่ และวงเงินที่โอนไปยังบัญชีภายนอกในโครงการรับจำนำข้าวและมันสำปะหลังมีความผิดปกติและมีการทุจริตหรือไม่ หากพบว่าข้อมูลที่ส่งถึงมีมูลขอให้ตั้งกรรมการสอบสวนผู้บริหาร ธ.ก.ส.ที่มีคำสั่งเลิกจ้าง เพื่อคืนสิทธิต่างๆ ให้ดิฉัน ทั้งนี้​ การเรียกร้องครั้งนี้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง อย่าชี้นำให้เป็นประเด็นทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และหากยังไม่มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงจาก ธ.ก.ส.ก็จะเดินหน้าขอความเป็นธรรมเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดินต่อไป” น.ส.ชญาดากล่าว

ที่มา: มติชนออนไลน์, 8/10/2561

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai