สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 29 ต.ค.-4 พ.ย. 2561

กรมอุทยานฯ เตรียมให้ จนท.พิทักษ์ป่า 20,000 คนทั่วประเทศ เบิกโอทีวันละ 200 บาท/เล็งตั้งศูนย์วิจัยแรงงานแห่งชาติ บริหารจัดการข้อมูลครบวงจร/เตือนผีน้อย คิดเสี่ยงทำงานเมืองจีน ตม.จับเข้าเรือนจำ แก้ผ้าค้น อยู่รวมนักโทษ/พนง.เดนโซ เฮเลิกประท้วง บริษัทยอมจ่ายโบนัส 5.5 เดือน บวกเงินเพิ่มพิเศษอีก 6 พัน/ผลสำรวจคาดโบนัสปี 2561/62 เฉลี่ย 4 เดือน 'กลุ่มรถยนต์-โลจิสติกส์' สูงสุด 6-7 เดือน

กรมอุทยานฯ เตรียมให้ จนท.พิทักษ์ป่า 20,000 คนทั่วประเทศ เบิกโอทีวันละ 200 บาท

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่าขณะนี้กรมอุทยานฯอยู่ระหว่างการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และ พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 วัตถุประสงค์หลักคือ ต้องการให้เนื้อหาในกฎหมายทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวทันสมัย เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องคนอยู่กับป่า รวมไปถึงเรื่องการให้สิทธิทำกินแก่ประชาชนที่ไม่ใช่กลุ่มนายทุน รวมไปถึงเรื่องระเบียบการเอาเงินรายได้อุทยานฯมาใช้เพื่อดูแลสวัสดิการของเจ้าหน้าที่เอง ซึ่งขณะนี้ พ.ร.บ.อุทยานฯผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกา รอรัฐบาลเสนอเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่วน พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่านั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

นายธัญญากล่าวว่า แต่ระหว่างที่รอกระบวนการขั้นตอนทางการพิจารณากฎหมายนั้น เวลานี้กรมอุทยานฯได้ใช้งบประมาณเพื่อการลาดตระเวน ของโครงการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ(smart patrol) สำหรับจัดสวัสดิการให้พนักงานพิทักษ์ป่าที่ทำหน้าที่ออกลาดตระเวนป่า ทั้งในส่วนของอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งเดิมทีเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 9,000 บาท ก็จะได้รับเป็นเงินล่วงเวลาเพิ่มขึ้นอีกชั่วโมงละ 50 บาท หรือวันละไม่เกิน 200 บาท โดยเวลานี้กรมอุทยานฯมีเจ้าหน้าที่ที่ออกปฏิบัติการลาดตระเวนป่า ทั้งส่วนอุทยานฯและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าประมาณ 20,000 คนทั่วประเทศ ซึ่งการจ่ายเงินค่าล่วงเวลาดังกล่าว แม้จะไม่ใช่เงินที่มากนัก แต่จะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่เสียสละทำงานดูแลป่าด้วย

"อย่างเช่น หากใครมีหน้าที่ออกลาดตระเวนในป่าเป็นเวลา 3 วัน ก็จะได้รับเงินเพิ่มอีก 600 บาท เป็นต้น ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้ไม่เคยได้รับเงินล่วงเวลามาก่อนเลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรี ทส. โดยงบประมาณดังกล่าวนั้นก็มาจากเงินรายได้อุทยานฯที่เป็นไปตามการใช้เงินรายได้ในมาตรา 23 ที่สามารถนำเงินรายได้มาใช้สำหรับการลาดตระเวนป่า เพื่อคุ้มครองพื้นที่ป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าได้" อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าว

ที่มา: มติชนออนไลน์, 3/11/2561

เล็งตั้งศูนย์วิจัยแรงงานแห่งชาติ บริหารจัดการข้อมูลครบวงจร

นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากการนำผู้บริหารกระทรวงแรงงาน หารือกับ ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณาจารย์ของจุฬาฯ เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา ในเรื่องความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์วิจัยแรงงานแห่งชาติ (National Labour Information Center : NLRC) และพัฒนาระบบ Big data ด้านแรงงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด (Disruptive technology) และปัญญาประดิษฐ์ (AI ) ที่ส่งผลต่อตลาดแรงงานในระบบนอกระบบ และผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ ก.แรงงาน และ จุฬาฯ จะร่วมกันจัดตั้งคณะทำงานและกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์การดำเนินงาน อันนำไปสู่ศูนย์ที่สามารถบูรณาการและบริหารจัดการฐานข้อมูลด้านแรงงานของประเทศได้อย่างครบวงจร รวมถึงเป็นศูนย์กลางในการศึกษาวิจัยประเด็นด้านแรงงาน ยกระดับการพัฒนาฐานข้อมูลและใช้ประโยชน์จากงานวิจัยประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย รวมถึงเป็นฐานข้อมูลที่ทุกภาคส่วนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ สามารถวางแผนอนาคตในการพัฒนาแรงงานให้ก้าวทันและรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุค 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 2/11/2561

เตือนผีน้อย คิดเสี่ยงทำงานเมืองจีน ตม.จับเข้าเรือนจำ แก้ผ้าค้น อยู่รวมนักโทษ

เรื่องราวเกี่ยวกับแรงงานไทยที่เดินทางไปแสวงหาโอกาส และหวังจะได้ทำงานในต่างแดน มีอยู่จำนวนมาก โดยระยะหลัง มีศัพท์เรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ผีน้อย” มักมีข่าวคราวของกลุ่มผีน้อยที่เดินทางไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งระยะหลังหลายประเทศเข้มงวดการเดินทางเข้าประเทศของคนไทยเพิ่มขึ้นเนื่องจากการลักลอบเข้าไปทำงานด้วย

ล่าสุด พบว่า สมาชิกเฟซบุ๊ก Jiang Chuan ซึ่งได้ทำหน้าที่ล่ามให้กับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ของประเทศจีน ได้เล่าประสบการณ์หลังจากเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวคนไทย ที่เดินทางไปลักลอบทำงานในประเทศจีน แต่โดนจับกุม และต้องถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ ซึ่งไม่ใช่ประสบการณ์ที่ดีอย่างแน่นอน

โดยโพสต์ดังกล่าวระบุว่า “วันนี้จะมาเล่าประสบการณ์ไปเป็นล่ามเมื่อวาน และฝากถึงคนที่จะไปเป็นผีน้อยหนีวีซ่าที่ประเทศจีนนครับ……เริ่มจากเมื่อวานช่วงบ่ายสองโมงกว่าๆ อยู่ก็มีเบอร์โทรศัพท์จากสถานีตำรวจโทรมาขอล่ามสองคนไปช่วยแปลให้ นี่ก็เลยช่วยน้องกิ๊กน้องคนไทยที่เรียนที่นี้ไปด้วยกัน

พอไปถึงเค้าก็มารับไปที่ห้องสอบสวน ก็เจอพี่ผู้หญิงคนไทยคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในห้องกำลังรอการแปลจากเราอยู่ ซึ่งเรามีก็ได้สัมภาษณ์พี่ผู้หญิงคนไทยไปสามคนที่มาพร้อมๆกันในช่วงเดือนตุลาที่ผ่านมา ส่วนกิ๊กได้สัมภาษณ์พี่ผู้หญิงคนไทยสองคนซึ่งมาอยู่ที่นี่ก่อนหน้านั้นแล้วเดือนกว่าๆ

ตำรวจเริ่มจากการสอบถามว่า มาทำงานที่ฉางชุนได้ยังไง ใครเป็นคนติดต่อให้ ผ่านช่องทางไหน ซึ่งส่วนมากก็บอกว่าผ่านทางคนรู้จักที่เคยทำมาแล้วและแนะนำมาอีกที แต่ก็มีบางคนที่ติดต่อผ่านคนกลางและเสียค่านายหน้า ซึ่งทั้งหมดมีการติดต่อผ่านทางเฟสบุ๊คกันหมด และไม่มีใครเคยเห็นหน้าชื่อเสียงเรียงนามของคนที่เป็นคนติดต่อหางานให้เลยสักคน

ส่วนค่าจ้างแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน จะประมาณคนละ 5,000-7,000 หยวนต่อเดือนวันนึ่งทำงาน 10:00-19.00น บางคนก็มาแค่เดือนเดียวพอวีซ่าท่องเที่ยวหมดก็จะกลับ แต่บ้างคนมาสองเดือนพอวีซ่าหมดก็ออกไปปั๊มที่รัสเซียแล้วค่อยกลับมาใหม่

ส่วนการทำงานที่ร้านจะมีผู้จัดการเป็นคนอำนวยความสะดวกให้ทั้งที่อยู่อาหารการกินรวมทั้งเงินเดือน แต่ไม่มีใครเคยเห็นเจ้าของร้านเลย ตอนโดนจับก็เป็นผู้จัดการร้านที่โดนพาตัวมาด้วย

หลังจากสัมภาษณ์เสร็จทั้งห้าคนก็จะถูกขังไว้ที่ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆคนละห้องประมาณตู้คาราโอเกะบ้านเรา สัมภาษณ์ตั้งแต่บ่ายสามโมงจนถึงสี่ทุ่มกว่า ทุกคนต่างกังวลจะโดนส่งกลับในวันนี้หรือป่าวและจะให้กลับไปเก็บของที่ห้องก่อนหรือป่าว ซึ่งตำรวจก็ยังไม่สามารถบอกได้เพราะเจ้าของร้านนวดยังไม่ปรากฏตัว

สุดท้ายประมาณห้าทุ่มเจ้าของร้านไม่มาเลยต้องพาทั้งห้าคนไปสถานที่สถานที่หนึ่ง ซึ่งมารู้ทีหลังหลังจากไปถึงแล้วว่ามันคือเรือนจำหญิงนั้นเอง ซึ่งเรือนจำนี่อยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองพอสมควร ตอนแรกเราคิดว่าน่าจะเป็นประมาณคุกในโรงพักธรรมดาเหมือนบ้านเรา แต่พอไปถึงก็ต้องให้ทั้งห้าคนกรอกข้อมูลการส่งตัวต่างๆ

เสร็จแล้วก็ขึ้นไปบนเรือนจำ และมีการถอดเสื้อผ้าทั้งหมดตรวจร่างกาย และให้เปลี่ยนเสือผ้าเป็นชุดนักโทษ และให้ถือป้ายชื่อถ่ายรูปเหมือนที่เราเห็นในละคร หลังจากนั้นก็เป็นการแปลก่อนที่เราจะกลับ เกี่ยวกับการเป็นอยู่การใช้ชีวิตที่นี่ และทุกคนยังคิดมาตลอดว่าทุกคนจะคงอยู่ที่นี่ไม่นาน แต่สิ่งที่พอได้ยินจากปากตำรวจแล้ว ขนาดเราเป็นคนแปลเราก็ไม่อยากพูดประโยคนั้นออกไปเลย

คือ “พวกคุณจะต้องอยู่ที่เรือนจำนี้อย่างน้อย 30 แต่คุณก็ต้องทำใจเพราะมันอาจจะมากกว่านั้นได้ และคุณจะกลับบ้านได้ก็ต่อเมือมีคนซื้อตั๋วให้คุณกลับไทยเท่านั้น” คือถ้าเป็นเราก็คงช็อกและร้องไห้ไปแล้ว เพราะบ้างคนอีกไม่กี่วันก็จะได้กลับบ้านไปหาครอบครัว หาคนที่เรารักแล้ว แต่ต้องมาอยู่ที่นี่อีก 30 วัน แล้วเราไม่สามารถติดต่อและบอกกับที่บ้านได้เลย

และส่วนความเป็นอยู่ในเรือนจำนั้น คุณจะต้องเดินในเซ็นสีแดงที่เค้าขีดไว้ให้เท่านั้น ไฟจะเปิดตลอดเวลา แต่ห้ามเอาผ้าหรือสิ่งของมาปิดหน้าหรือปิดตาได้ ข้าวของเครื่องใช้ต้องเป็นญาติของผู้ต้องหาถึงจะซื้อให้ใช้ได้ แต่ทั้งห้าคนไม่มีคนรู้จักที่นี่เลย ต้องรอความหวังกับเจ้าของร้านเพียงอย่างเดียวซึ่งบ้างคนมีประจำเดือนก็ต้องรอ และสุดท้ายเจ้าหน้าที่เรือนจำก็ให้ทุกคนฝากข้อความถึงครอบครัว แต่ทุกคนจำเบอร์ที่บ้านไม่ได้ เราก็ไม่สามารถช่วยโทรบอกคนที่บ้านให้ได้

สุดท้ายทุกคนก็ต้องนอนที่เรือนจำนั้น โดยไม่รู้ว่าชะตากรรมข้างหน้าจะเป็นยังไง และไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านวันไหน หลังแปลจากเสร็จก็ต้องลาพวกพี่ๆทั้งห้าคนกลับ ทุกคนจากหน้ายิ้มแย้มต้อนสัมภาษณ์ตามสไตล์คนไทย กลับมีแต่หน้าเศร้า น้ำตาคลอ ซึ่งเราเป็นคนไทยเหมือนกันอยากช่วยแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย เพราะพี่เค้าจำเบอร์คนที่ไทยไม่ได้เลย พี่เค้าชื่ออะไรบ้างไอ้เราก็จำไม่ได้

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนรู้จักหรือมีญาติที่มาทำงานนวดที่ฉางชุนฝากบอกด้วยนะครับว่าพี่เค้าทั้งห้าคนอยู่ในเรือนจำที่ฉางชุน ไม่รู้จะได้ออกเมื่อไหร่ (ซึ่งเราไปแอบถามตำรวจคนที่จับมาทีหลังว่าพวกพี่ๆเค้าอาจจะได้ออกเร็วกว่านั้นถ้าเจ้าของร้านนวดมาเสียค่าปรับและซื้อตัวให้กลับไทย) สิ่งที่จะพอให้ข้อมูลได้คือมีคนที่มาจากบุรีรัมย์ เลย เชียงใหม่

สิ่งที่อยากจะบอกทุกคนคืออย่าทำแบบนี้เลย มันไม่คุ่มหรอก ได้ไม่เท่าเสีย การโดนจับติดคุกที่เมืองนอกมันไม่โอเคเลย ภาษาไม่ได้ เวลาป่วยไข้หรือต้องการอะไรก็สื่อสารไม่ได้ ได้แต่ต่อความหวังจากคนที่แม้แต่เราก็ยังไม่เคยเห็นหน้าเลย ไม่รู้ว่าเป็นใคร ติดต่อใครไม่ได้ ไม่มีญาติหรือเพื่อนที่ช่วยเราได้เลย มันไม่โอเคเลยจริงๆ ฝากทุกคนไว้ด้วยนะครับ มาแบบถูกกฎหมายเถอะ ข้อร้อง”

ที่มา: ข่าวสด, 2/11/2561

พนง.เดนโซ เฮเลิกประท้วง บริษัทยอมจ่ายโบนัส 5.5 เดือน บวกเงินเพิ่มพิเศษอีก 6 พัน

วันที่ 31 ต.ค. 2561 จากกรณี พนักงานบริษัท ไทย โตโย เดนโซ จำกัด เลขที่ 232 หมู่ 1 ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี กว่า 300 คน ผละงานรวมตัวประท้วงเรียกร้องขอเพิ่มเงินโบนัส หลังวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา บริษัทประกาศจ่ายโบนัสประจำปี 2561 จำนวน 5.5 เดือน ทำให้กลุ่มลูกจ้างเกิดความไม่พอใจ เนื่องจากต้องการให้บริษัทจ่ายเงินบวกเพิ่มพิเศษอีก 6,000 บาท

ความคืบหน้าล่าสุด นายวัลลภ ประวัติวงศ์ นายอำเภอกบินทร์บุรี เปิดเผยผลการเจรจาระหว่างตัวแทนพนักงานกับฝ่ายบริษัท ว่า หลังจากลูกจ้างได้ส่งตัวแทนเข้าเจรจาต่อรองกับฝ่ายบริหารของบริษัท ผลการเจรจาได้ข้อยุติเป็นที่พอใจทั้ง 2 ฝ่าย ดังนี้ บริษัทยอมจ่ายโบนัส ประจำปี 2561 เป็นจำนวนเงิน 5.5 เท่าของค่าจ้างต่อเดือน บวกเงินเพิ่มพิเศษอีก 6,000 บาทตามที่พนักงานร้องขอ บริษัทจะไม่ลงโทษผู้ชุมนุมประท้วง ผู้มาทำงานวันนี้ที่ชุมนุมไม่ได้ทำงาน บริษัทจะพิจารณาเป็นวันทำงาน ขณะนี้พนักงานเลิกชุมนุมแยกย้ายกลับที่พักตามปกติแล้ว

ที่มา: ข่าวสด, 31/10/2561

ผลสำรวจคาดโบนัสปี 2561/62 เฉลี่ย 4 เดือน 'กลุ่มรถยนต์-โลจิสติกส์' สูงสุด 6-7 เดือน

เผยผลสำรวจค่าตอบแทนปี 2561/62 สูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แนวโน้มการปรับขึ้นเงินเดือนเฉลี่ย 5.5-5.8% ลูกค้าในกลุ่มธุรกิจทรัพยากรและพาณิชยกรรม-บริการมีแนวโน้มปรับขึ้นมากสุด “กลุ่มรถยนต์-โลจิสติกส์” ครองแชมป์โบนัสตอบแทนมากสุด เผยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 6 เดือน สมาคมพีแมทพบข้อมูลสะท้อนความล้มเหลวของภาคการศึกษาในการผลิตคนคุณภาพ แนะนายจ้างต้องให้ความสำคัญในการเพิ่มทักษะคนมากกว่าหาจ้างคนใหม่

สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) เผยผลสำรวจแนวโน้มการปรับค่าตอบแทนในการบริหารทรัพยากรบุคคลในประเทศไทย ปี 2561/2562 จากการสุ่มสำรวจเก็บข้อมูล 182 บริษัทในกลุ่มธุรกิจที่หลากหลาย ประกอบด้วย เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค การเงินและการลงทุน สินค้าอุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ทรัพยากร พาณิชยกรรมและบริการ เทคโนโลยี ยานยนต์ ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ เพื่อให้องค์กรมีข้อมูลตลาดที่จะช่วยให้การบริหารค่าตอบแทนเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ

นายบวรนันท์ ทองกัลยา นายกสมาคม PMAT เปิดเผยว่าปัจจัยจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นซึ่งพิจารณาจากอัตราการเติบโตของจีดีพีในปี 2561 ต่อเนื่องไปถึงการคาดการณ์ในปี 2562 ที่มีอัตราสูงขึ้น อีกทั้งอัตราการว่างงานมีความคงที่ ส่งผลให้แนวโน้มการแข่งขันในการว่าจ้างพนักงานสูงขึ้น และอัตราค่าจ้างจะสูงขึ้นเร็วกว่าที่ผ่านมา ปัจจัยนี้ยังส่งผลให้แนวโน้มการขึ้นเงินเดือนสูงขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจด้วย โดยเฉลี่ยจะประมาณ 5.5-5.8 % โดยกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มในการขึ้นเงินเดือนมากที่สุดคือ กลุ่มทรัพยากรและกลุ่มพาณิชยกรรม-บริการ โดยมีแนวโน้มการขึ้นเงินเดือนในปี 2562 อยู่ที่ 6% และ 5.5% ตามลำดับ

ทั้งยังพบว่าแนวโน้มที่ผู้บริหารจะให้ผลตอบแทนในรูปแบบเงินโบนัสระยะสั้นจะเพิ่มขึ้นด้วย คาดการณ์อัตราการจ่ายโบนัสเฉลี่ยของทุกกลุ่มธุรกิจอยู่ที่ 4.01 เดือน โดยปี 2562 โบนัสกลุ่มธุรกิจยานยนต์สูงสุด 6.04 เดือน ตามมาด้วยกลุ่มทรัพยากร 5.06 เดือน กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค 4.11 เดือนและกลุ่มอสังหาฯ โบนัสเฉลี่ย 3.76 เดือน ผลสำรวจดังกล่าวต่างจากปี 2560 กลุ่มธุรกิจที่ปรับขึ้นเงินเดือนสูงสุดคือ กลุ่มอสังหาฯ 5.91% กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค 5.85% ส่วนกลุ่มธุรกิจที่ได้โบนัสรวมสูงสุดยังคงเป็นกลุ่มรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์เฉลี่ย 7 เดือน แม้แนวโน้มปี 2562 จะลดลงเหลือประมาณ 6 เดือนแต่ก็ถือว่าใกล้เคียง สะท้อนสภาพเศรษฐกิจและการลงทุนที่ปีนี้ด้านอสังหาฯ ค่อนข้างทรงตัว

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 30/10/2561

บุกจับ 23 แรงงานต่างด้าวคาไซต์งานบนเกาะสมุย พบปลอมแปลงเอกสาร-หลบหนีเข้าเมือง

28 ต.ค. 2561 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พ.ต.อ.วัชนะ บวรบุญ ผกก.ตม.จว.สุราษฎร์ธานี โดยได้รับรายงานจาก ร.ต.อ.เทอดศักดิ์ ธวัชร์วรกุล รอง สว.ตม.จว.สุราษฎร์ธานี ว่า ได้สนธิกำลังร่วมกับ พ.ต.อ.ธงชนะ หาญกิตติกาญจนา ผกก.สภ.กะปาง ภ.จว.นครศรีธรรมราช รรท.ผกก.สภ.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พ.ต.ต.ปริญญา รักษาแก้ว สวป.สภ.บ่อผุด ร.ท.อดุลย์ พรหมบุตร หน.ชป.กกล.รส.มทบ.45 พื้นที่เกาะสมุย ได้ร่วมกันนำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าทำการควบคุมไซต์งานก่อสร้างที่กำลังก่อสร้างโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในพื้นที่หมู่ 4 ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

โดยพบว่ามีแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ทั้งหญิงและชาย จำนวน 23 คน สวมใส่เสื้อสีแดง และสีน้ำเงินกำลังทำงานก่อสร้าง โดยมี นายสันติ ผาชัน อายุ 37 ปี ภูมิลำเนา จ.สกลนคร เป็นหัวหน้าควบคุมคนงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารได้กระจายกำลังเข้าทำการตรวจสอบเอกสารของแรงงานต่างด้าว พบว่า แรงงานทั้งหมดมีการปลอมแปลงเอกสารในการทำงาน และในแรงงาน จำนวน 7 คน ลักลอบหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต

จากการสอบถาม นายสันติ ผาชัน หัวหน้าควบคุมคนงานให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ควบคุมดูแลคนงานทั้งหมด ทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา นายสันติ ในข้อกล่าวหาให้ที่พักพิงปิดบังซ่อนเร้นแก่บุคคลต่างด้าว ซึ่งรู้ว่าเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้รอดพ้นจากการจับกุม และแจ้งข้อกล่าวหา 23 แรงงานต่างด้าว ลักลอบทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ่อผุด ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจับกุมในครั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วม ตามนโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.สตม. ตามนโยบายมาตรการการปฏิบัติการ x ray out law foriegner

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 28/10/2561

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น