สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 10-16 ธ.ค. 2561

สำรวจตลาดคน 'ดิจิทัล' ปี 2562 แข่งเดือด บริษัทอัพเงินเดือนเพิ่ม 40%/ก.ล.ต.จับมือ 3 องค์กรชูโครงการบริษัทเกษียณสุข/สนช. ผ่าน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพิ่มชดเชยเลิกจ้าง 400 วัน หากทำงาน 20 ปีขึ้นไป/พยาบาลยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมทุนบังคับเป็นลูกจ้างชั่วคราว/กรมการจัดหางานเตือนแรงงานไทยให้ระวัง ผู้แอบอ้างทางออนไลน์ชวนไปทำงานภาคเกษตร ที่ประเทศแคนาดา

'นักเรียนทุนพยาบาล' ปีการศึกษา 2561 เริ่มใช้สัญญาใหม่ เพิ่มเงินให้อีก

นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่าทางสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.)ได้มีการหารือร่วมกับผู้แทนเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งก็เข้าใจและรับทราบปัญหา อย่างข้อเสนอหลักๆ ที่ต้องการให้มีการปรับเปลี่ยนเรื่องสัญญาทุนนักเรียนพยาบาล ที่ทางเครือข่ายฯมองว่าไม่ควรจำกัดว่า ต้องใช้ทุนโดยเป็นลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการหารือกับทางสถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) ซึ่งเป็นสถาบันที่ผลิตพยาบาลให้แก่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยจากการหารือได้มีการปรับแก้ไขสัญญาใหม่ โดยตัดคำว่า ลูกจ้างชั่วคราวออกแล้ว และให้ระบุว่า ปฏิบัติงานในกระทรวงสาธารณสุขแทน

“นอกจากนี้ ในเรื่องค่าใช้จ่ายของนักเรียนทุนที่เดิม เราจะให้ปีละ 30,000 บาท ก็จะเปลี่ยนเป็นปีละ 40,000 บาทแทน โดยมีผลในปีการศึกษา 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่จะเริ่มเรียนในเดือนสิงหาคม โดยปกติจะให้นักเรียนเซ็นสัญญาหลังจากเริ่มเรียนไปแล้วประมาณ 1-2 เดือน เพียงแต่ครั้งนี้มีการปรับแก้สัญญาใหม่ จึงต้องใช้เวลาอาจหลังปีใหม่ ไม่เกินต้นปี 2562 โดยขอย้ำว่า ที่มีการปรับแก้ครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับมีการเรียกร้องใดๆ เพียงแต่เราเข้าใจและมีการปรับเปลี่ยนให้เพื่อเป็นขวัญแก่กำลังใจของบุคลากร และพยาบาลก็ถือเป็นวิชาชีพที่ขาดแคลนด้วย” นพ.ไพศาล กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัจจุบันมีพยาบาลที่เป็นลูกจ้างชั่วคราว 12,000 คนแล้ว ซึ่งการบรรจุเป็นข้าราชการจะเป็นอย่างไร เพราะกลุ่มนี้ศึกษาจบแล้ว นพ.ไพศาล กล่าวว่า จากข้อมูลของทางกระทรวงฯ ที่มีการรวบรวมไว้พบว่า พยาบาลที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวมีอยู่ประมาณ 9,800 คน เพราะจะมีเกษียณ มีการบรรจุไปก่อนหน้านั้น อย่างปีนี้จะมีอีกกว่า 2,900 อัตรา ที่จะได้บรรจุเป็นข้าราชการ ซึ่งเป็นไปตามโครงการผูกพันที่ขอบรรจุให้พยาบาลรวม 3 ปี ดังนั้น ที่เหลืออยู่ตอนนี้ 9,800 คนก็จะต้องรอการบรรจุ หากมีตำแหน่งจะได้บรรจุแน่นอน

เมื่อถามอีกว่าอย่างนักเรียนพยาบาลตามสัญญาทุนนั้นหากทำงานใช้ทุนไม่ครบ แต่สอบบรรจุข้าราชการได้ในกรมอื่นๆ แต่ยังอยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข จำเป็นต้องจ่ายทุนคืนอีกหรือไม่ นพ.ไพศาล กล่าวว่า โดยหลักเมื่ออยู่ในกระทรวงสาธารณสุข ก็ไม่ควรที่จะต้องให้ใช้ทุนคืน เรื่องนี้ตนจะหารือกับทางสบช. ว่า ต้องทำประกาศชี้แจงกำชับเรื่องนี้ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

เมื่อถามว่ากรณีสัญญาที่จะปรับใหม่ตัดคำว่า ลูกจ้างชั่วคราวออก  และให้ใช้คำว่า ปฏิบัติงานในกระทรวงฯ หมายความว่าจะได้เป็นข้าราชการหมดหรือไม่ นพ.ไพศาล กล่าวว่า การจ้างมีหลายรูปแบบ อย่างพนักงานกระทรวงสาธารณสุขก็มี คือ ทั้งหมดต้องอยู่ที่ว่ามีอัตรากำลังหรือไม่ เมื่อมีก็จะมีขั้นตอนอยู่ มีเกณฑ์ทั้งหมด

ที่มา: มติชนออนไลน์, 15/12/2561

หนี้ครัวเรือนพุ่ง แห่กู้ซื้อรถ-บ้าน อ้างเศรษฐกิจดี

นางชุตินาฏ วงศ์สุบรรณ รองเลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนว่า ในไตรมาส 2/2561 มีมูลค่ารวม 12.34 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.7% ส่วนหนึ่งภาระหนี้ครัวเรือน รถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมถึงเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นและอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำ รวมทั้งขณะนี้ความต้องการซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เร่งตัวขึ้นตั้งแต่กลางปี 60 ภายหลังสิ้นสุดเงื่อนไขการถือครองรถยนต์ครบ 5 ปี ตามโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก

นางชุตินาฏกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการก่อหนี้ครัวเรือนมากกว่า 50% กู้เพื่อซื้อสินทรัพย์ถาวรหรือที่อยู่อาศัย โดยข้อมูลของธนาคารพาณิชย์พบไตรมาส 3/61 สัดส่วนอยู่ที่ 73% ของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ให้ครัวเรือน เพื่อกู้ยืมซื้อที่ดินอยู่อาศัย นอกจากนี้ แม้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น แต่ความสามารถชำระหนี้ยังไม่น่ากังวล เนื่องจากไตรมาส 3 ปี 61 หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มขึ้น 7.8% แต่เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอตัวลงจาก 10.3% จากไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม สศช.พบว่าหนี้ครัวเรือนยังมีประเด็นต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากตัวเลขภาระหนี้ขณะนี้ หากมีปัจจัยภายนอกมากระทบอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถชำระหนี้ได้  

“ปัญหาหนี้สินครัวเรือนยังเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากมูลค่าหนี้สินครัวเรือนอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากมีปัจจัยภายนอกมากระทบอาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนได้ โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งสัดส่วนหนี้เสียทรงตัวอยู่ในระดับสูง และสินเชื่อซื้อ/เช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อเพื่อการบริโภคบุคคลอื่นๆ ที่ค่อยๆ เร่งตัวขึ้น ตามมาตรการส่งเสริมการขายที่จูงใจผู้บริโภคและอาจทำให้เกิดการก่อหนี้เพิ่ม” นายชุติมากล่าว  

รองเลขาฯ สศช.กล่าวว่า เมื่อพิจารณาหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี พบมีแนวโน้มลดลงอย่างช้าๆ จากสูงสุด 80.8% ในปี 58 มาอยู่ที่ 77.5% ในไตรมาส 2/61 ส่วนปัจจัยอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจะส่งผลกระทบการชำระหนี้ของลูกหนี้หรือไม่นั้น ต้องติดตามภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ซึ่งจะสามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนว่าปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลต่อการชำระหนี้หรือไม่

“ยืนยันว่าการแถลงข่าวด่วนวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นคำสั่งจากรัฐบาลให้ชี้แจงเรื่องนี้ เพราะปกติเดือน ธ.ค.จะมีตัวเลขภาระหนี้ออกมาจากหลายสำนักจึงต้องสร้างความชัดเจน ซึ่งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายในสังคมต้องตระหนักและสร้างวินัยการใช้จ่าย พร้อมต้องปลูกฝังจิตสำนึกตั้งแต่เยาวชนไม่ให้มีค่านิยมใช้จ่ายเกินรายได้ หรือนำเงินอนาคตมาใช้โดยไม่จำเป็น” รองเลขาฯ สศช.กล่าว

ที่มา: ไทยโพสต์, 13/12/2561

สำรวจตลาดคน 'ดิจิทัล' ปี 2562 แข่งเดือด บริษัทอัพเงินเดือนเพิ่ม 40%

โรเบิร์ต วอลเทอร์ส สำรวจเงินเดือน และแนวโน้มการจ้างงานปี 2562 ของไทย เผยแทบทุกสายงานและอาชีพต้องการคนมีความรู้และทักษะด้านดิจิทัล ระบุสายงานซัพพลายเชนและจัดซื้อจะได้อัพเงินเดือนเพิ่ม30-40% ขณะที่สายธนาคารต้องการเสริมทัพในการทำแพลตฟอร์มใหม่ ๆ

โรเบิร์ต วอลเทอร์ส (Robert Walters) สำรวจเงินเดือน และแนวโน้มการจ้างงานปี 2562 ของประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพบข้อมูลที่น่าสนใจของภาพรวมตลาดการจ้างงาน ทั้งเรื่องค่าตอบแทน ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการจ้างงานและการทำงาน รวมถึงลักษณะความต้องการคนของแต่ละสายงาน

“แกริต บุคกาต” กรรมการผู้จัดการ โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ประเทศไทยและเวียดนาม ฉายภาพว่าท่ามกลาง digital disruption ส่งผลให้ธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องการผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถด้านดิจิทัล ทั้งในเชิงการตลาดและไอที โดยเฉพาะผู้ที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีด้าน AI, big data, cybersecurity และ e-Commerce

“การสรรหาบุคลากรจะเน้นไปที่การดึงดูดแรงงานท้องถิ่นที่มีลักษณะ glocal มาทำงานด้วย กล่าวคือ เป็นคนท้องถิ่นที่มีความรู้ความสามารถ สื่อสารภาษาอังกฤษได้ และมีประสบการณ์การทำงานกับบริษัทต่างชาติมาก่อน ทั้งบริษัทที่อยู่ในประเทศ และต่างประเทศ”

ผลการสำรวจยังพบอีกว่าตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับ front office หรือต้องพบปะลูกค้า เช่น การตลาด หรือฝ่ายขาย หากต้องการย้ายงาน เงินเดือนใหม่ต้องสูงกว่าเงินเดือนเดิม 20-30% ขณะที่อัตราการเพิ่มเงินเดือนโดยเฉลี่ยของผู้ย้ายงานในตำแหน่งงาน back office อย่างการเงิน เอชอาร์ จะอยู่ที่ 15-20%

สำหรับปัจจัยที่ทำให้พนักงานเกิดความพึงพอใจในการทำงานมี 4 ประเด็น อันดับแรกคือ work-life balance ความสมดุลในการทำงานและชีวิตส่วนตัว ถัดมาคือเรื่องค่าตอบแทน นอกจากนี้ ยังมองถึงการได้รับการส่งเสริมจากฝ่ายบริหาร รวมถึงการเทรนนิ่ง และโอกาสในการทำงาน หรือ career path

ในส่วนของทักษะที่ทุกสายอาชีพต้องการคือด้านดิจิทัล โดยต้องเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพเดิม และมีความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัลผสมผสานกันด้วย ยกตัวอย่างสายงานด้านทรัพยากรบุคคลที่ต้องการคนที่สามารถเทรนนิ่งพนักงานให้รับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลได้ หรือเป็นคนที่เคยอยู่ในองค์กรซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงจาก manual มาสู่ดิจิทัล

“เพราะเขารู้ว่าควรจะสื่อสารอย่างไร เพื่อให้คนในองค์กรไม่ต่อต้าน และเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ตามเป้าหมาย”

ขณะที่สายงานการเงินและธนาคาร ถึงแม้จะมีการทยอยปิดสาขา แต่ไม่ได้หมายความว่าการทำธุรกรรมจะลดลง โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะปรับรูปแบบไปเป็นการขอสินเชื่อผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น ทำให้ธนาคารต้องการคนที่มีความรู้ด้านดิจิทัลมาเสริมทัพในการทำแพลตฟอร์มใหม่ ๆ

นอกจากนี้ สายงานซัพพลายเชนและจัดซื้อ ต้องการคนมาช่วยวางแผนระบบให้มีความเป็นโกลบอลมากขึ้น ทั้งด้านโลจิสติกส์และคลังสินค้า เพื่อลดต้นทุน และสามารถส่งของไปถึงลูกค้าให้เร็วที่สุด โดยจากการสำรวจพบว่าคนที่มีทักษะด้านดิจิทัลในสายงานนี้จะมีเงินเดือนเพิ่มขึ้นอีก 30-40%

ผลสำรวจของโรเบิร์ต วอลเทอร์สยังระบุด้วยว่ากลุ่มงานที่จะสดใสในปีหน้าคือสายงานขายและการตลาด ซึ่งเป็นที่ต้องการตัวของทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะพนักงานขายและการตลาดที่สามารถนำทักษะดิจิทัลมาใช้ในการทำงาน ทั้งระบบ tracking, การซื้อสินค้า หรือการติดตามยอดขาย รวมถึงการสื่อสารไปถึงผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานต้องการพนักงานขายที่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์จากญี่ปุ่นขยายตัวเข้ามาในไทยอย่างรวดเร็ว รวมถึงยังต้องการคนที่มีประสบการณ์ทำงานในระดับภูมิภาค หรือระดับนานาชาติด้วย เพราะตอนนี้บริษัทไทยจำนวนมากมีการขยายธุรกิจไปตลาดต่างประเทศ

อีกหนึ่งอาชีพที่น่าจับตาคือ นักกฎหมาย ซึ่งจะเป็นตำแหน่งงานใหม่ในปีหน้าของบริษัทต่าง ๆ จากเดิมที่องค์กรไม่มีการว่าจ้างนักกฎหมายเข้าไปอยู่ในองค์กร ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบของคอนแทร็กต์หรือรายโปรเจ็กต์

แต่ด้วยการทำธุรกิจต้องเกี่ยวพันกับหลายกฎหมาย เช่น การจัดทำสัญญาเชิงพาณิชย์, กฎหมายแรงงาน, การลงทุน, การควบรวมกิจการ, การบริหารความเสี่ยง โดยบางสัญญา หรือนิติกรรมต้องการคำแนะนำทันทีในการตัดสินใจ ส่งผลให้บริษัทต้องการมีนักกฎหมายประจำองค์กรเลย

เพราะนักกฎหมายจากสำนักกฎหมายอาจไม่เข้าใจธุรกิจของพวกเขาอย่างลึกซึ้ง การมีนักกฎหมายของตัวเองก็เหมือนกับการรับพนักงานที่ต้องเรียนรู้ถึงลักษณะธุรกิจของบริษัทด้วย ขณะเดียวกัน องค์กรต้องการคนแบบ all in one หรือคนคนเดียวที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญกฎหมายหลายสาขา โดยบริษัทจะว่าจ้างนักกฎหมายอย่างน้อย 1 คนเข้าไปอยู่ในองค์กร ซึ่งเทรนด์นี้จะเห็นชัดเจนมากขึ้นในปีหน้า

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 13/12/2561

ก.ล.ต.จับมือ 3 องค์กรชูโครงการบริษัทเกษียณสุข

นายรพี  สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)  กล่าวถึงโครงการ “บริษัทเกษียณสุข” มุ่งสนับสนุนนายจ้างช่วยให้ลูกจ้างมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีหลังเกษียณ ผ่านกลไกการออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยนายจ้างมีบทบาทให้ความรู้แก่ลูกจ้าง กระตุ้นให้เกิดการออม และสร้างองค์ประกอบที่เหมาะสมเพื่อช่วยลูกจ้างให้ “ออมเต็มพิกัด จัดแผนเป็น เห็นเงินพอ”  ซึ่งเป็นที่น่ายินดีที่มีนายจ้างสนใจสมัครเข้าร่วมกว่า 170 ราย* ครอบคลุมสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกว่า 3 แสนคน เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ในตอนแรกที่ 100 ราย”

“เราพบปัญหาว่ามีสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกว่าร้อยละ 60 ได้เงิน ณ วันเกษียณ ไม่ถึงหนึ่งล้านบาท ขณะที่ผลงานวิจัยระบุว่าเงินขั้นต่ำสุดที่ควรมีเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้หลังเกษียณคือสามล้านบาท และสมาชิกไม่รู้ว่าจะต้องสะสมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อให้เพียงพอใช้จ่ายหลังเกษียณ ทำให้ออมน้อย เริ่มออมช้า และไม่เลือกหรือไม่มีทางเลือกในนโยบายการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนมากพอที่จะทำให้เงินออมเติบโตจนถึงระดับเพียงพอสำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณได้ ปัจจุบันสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมากกว่าร้อยละ 80 ยังคงเลือกนโยบายการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำหรือลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลัก ซึ่งอาจทำให้มีเงินไม่พอใช้สำหรับชีวิตหลังเกษียณ

จากประเด็นข้างต้น นายจ้างจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุด ที่จะช่วยสร้างความตระหนักด้านการออมเพื่อการเกษียณ โดยกระตุ้นให้ลูกจ้างสะสมเงินเต็มสิทธิร้อยละ 15 ของเงินเดือน มีแผนการลงทุนให้เลือกหลากหลาย รวมถึงมีแผนแบบสมดุลตามอายุ (life path) ที่ปรับสัดส่วนการลงทุนอัตโนมัติตามช่วงอายุของสมาชิกไว้รองรับด้วย  สิ่งที่สำคัญคือ นายจ้างต้องให้ความรู้แก่ลูกจ้างอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเลือกแผนการลงทุนของลูกจ้างเหมาะสมกับเป้าหมายเกษียณของตนเอง

ทั้งนี้ บริษัทที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับประโยชน์ที่หลากหลาย อาทิ ได้รับเครื่องมือการเรียนรู้ (Toolbox) ซึ่งประกอบด้วยสื่อและเครื่องมือต่าง ๆ ที่สามารถนำไปใช้สื่อสารกับลูกจ้างให้หันมาใส่ใจกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างต่อเนื่องได้  ได้รับสิทธิในการส่งกรรมการกองทุนไปอบรมความรู้ในการบริหารกองทุนในหลักสูตรของสมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และส่งผู้แทนฝ่ายทรัพยากรบุคคลหรือพนักงานที่พร้อมเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง (influencer) เข้าร่วมเวิร์คช็อปเพื่อกระตุ้นและถ่ายทอดความรู้สู่เพื่อนพนักงานได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  นอกจากนี้ บริษัทจัดการลงทุนที่บริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะช่วยให้ข้อมูลและนำเสนอทางเลือกแผนการลงทุนที่หลากหลายและเหมาะสมกับเป้าหมายเกษียณมากที่สุด และสุดท้ายจะประเมินผลเพื่อประกาศเกียรติคุณแก่สมาชิกตามความสำเร็จในการเข้าร่วมโครงการต่อไป” นายรพีกล่าว

ที่มา: โลกวันนี้, 13/12/2561

พบชาวจีนสวมวีซ่าท่องเที่ยวลอบเข้ามาทำงานก่อสร้างบนเกาะสมุย

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม) สั่งการให้ พ.ต.อ.วันชนะ บวรบุญ ผกก.ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี นำกำลังตำรวจ ทหารและเจ้าหน้าที่จัดหางาน เข้าตรวจค้นพื้นที่ก่อสร้างบ้านพักตากอากาศบนเขางิ้ว หมู่ 1 ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย หลังสืบทราบมีแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาและสัญชาติจีนทำงานอยู่

พ.ต.อ.วันชนะ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบคนงานก่อสร้าง จำนวน 43 คน เป็นชาวเมียนมา 24 คน มีหนังสือเดินทาง และเอกสารการทำงานถูกต้องทั้งหมด แต่กลับพบชาวจีน 19 คน ทำงานเป็นกรรมกรก่อสร้าง แต่ใช้วีซ่านักท่องเที่ยวมาในประเทศเข้ามาลักลอบทำงาน จึงจับกุมตัวดำเนินคดีในข้อหาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจะได้ดำเนินการขึ้นบัญชีบุคคลต้องห้าม และผลักดันออกนอกประเทศต่อไป "ส่วนนายจ้างของแรงงานดังกล่าว เจ้าหน้าที่ ตม.ได้ตรวจพบเอกสารบริษัท จะได้ส่งมอบให้พนักงานสอบสวนดำเนินการเรียกตัวมาดำเนินคดีต่อไป ทั้งนี้ การตรวจค้นเป็นไปตามมาตรการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ที่ต้องการให้ชาวต่างด้าวอยู่ในประเทศไทยโดยถูกต้องและไม่กระทำผิดกฎหมาย" พ.ต.อ.วันชนะ กล่าว

ที่มา: โพสต์ทูเดย์, 13/12/2561

สนช. ผ่าน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพิ่มชดเชยเลิกจ้าง 400 วัน หากทำงาน 20 ปีขึ้นไป

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2561 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)โดยมีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)โดยมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยมีทั้งสิ้น 25 มาตรา  โดยสมาชิกสนช.ได้มีการแก้ไข 2 มาตรา  อาทิ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตั้งข้อสังเกตสอดคล้องกันในมาตรา 7 วรรคสอง เกี่ยวกับการที่ให้หญิงมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรคนแรกได้ไม่เกิน 98 วัน และเพิ่มมาในวรรคสามว่า วันลาให้นับรวมวันหยุดที่มีในระหว่างวันลาด้วย ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้ ถือเป็นประโยชน์ของหญิงที่ตรวจครรภ์ หากไปตรวจครรภ์ในวันหยุดจะรวมเข้าไปด้วยกับว่าลาคลอดหรือไม่ ซึ่งต้องมีความชัดเพราะอาจทำให้เสียสิทธิวันลาของลูกจ้าง เช่นเดียวกับ น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ อภิปรายในมาตราเดียวกัน ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากความตั้งใจของการพิจารณา เพราะเป็นการเพิ่มขึ้นมาจากร่างเดิม ดังนั้น เจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมายนี้เป็นอย่างไร

ด้านพล.อ.ศุภกร สงวนชาติศรไกร ประธานกรรมาธิการฯ ชี้แจงว่า หากยกเลิกอาจจะมีการตีความที่ผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมายได้เนื่องจากวันหยุดเดิมอาจจะมีผลต่อวันลาคลอดบุตรได้ซึ่งบทนิยามเดิมก็บัญญัติวันหยุดไว้ชัดเจนและตามหลักการนายจ้างจะเป็นผู้จัดทำประกาศ วันหยุดพักผ่อนประจำปี   หากวันลาคลอดบุตรตรงกับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ก็สามารถให้นายจ้างนำไปรวมกันได้ตามที่นายจ้างกำหนด

ท้ายที่สุดที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....ด้วยคะแนนเสียง 180 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง  เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป พร้อมเห็นด้วยกับข้อสังเกตของกรรมาธิการ

นายมนัส โกศล รองโฆษกกรรมาธิการวิสามัญ กล่าวถึงการพิจารณาร่างพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จ จากนั้นนายกรัฐมนตรีจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ และรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะมีผลบังคับใช้หลังจากนั้นอีก 30 วัน ว่า สำหรับข้อดีหรือสิทธิประโยชน์จากกฎหมายฉบับใหม่หลายกรณี ซึ่งเป็นการเพิ่มสิทธิประโยชน์มากกว่าทุกฉบับที่ผ่านมาอาทิ ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อกิจธุระอันเป็นจำเป็นได้ไม่น้อยกว่าสามวันทำงาน โดยที่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งตามกฎหมายฉบับเดิมไม่ได้ กรณีที่นายจ้างเปลี่ยนตัวนายจ้างหรือนิติบุคคล ถ้าลูกจ้างไม่ยินยอมก็สามารถบอกเลิกสัญญาจ้างจ้างได้ โดยที่นายจ้างจะต้องช่ายค่าชดเชยพิเศษให้กับลูกจ้างตามมาตรา 38 ซึ่งตามกฎหมายเดิมนั้นจะเป็นการให้ลูกจ้างไปฟ้องศาลเอง

ในส่วนของลูกจ้างหญิงตั้งครรภ์ สามารถลาคลอดได้ทั้งก่อนและหลังคลอด รวม 98 วัน จากเดิมที่ลาคลอดได้เพียงอย่างเดียว 90 วัน ซึ่งไม่รวมลาฝากครรภ์หรือตรวจครรภ์ไม่สามารถทำได้ ต้องใช้โควต้าในการลาเพื่อกิจธุระอันเป็นจำเป็น  ส่วนอัตราค่าชดเชยกรณีนายจ้างเลิกจ้างกฎหมายฉบับดังกล่าวได้เพิ่มสิทธิเพิ่มขึ้นเป็น 6 อัตรา เดิมอยู่ที่ 5 อัตรา คือ 1.ลูกจ้างทำงานต่อเนื่องครบ 120 วัน  ได้ค่าชดเชย 30 วัน 2.ลูกจ้างทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี ได้รับค่าชดเชย 90 วัน 3.ลูกจ้างทำงานต่อเนื่อง 3 ปีแต่ไม่เกิน 6 ปี ได้ค่าชดเชย 180 วัน 4.ลูกจ้างทำงานต่อเนื่อง 6 ปี แต่ไม่เกิน 8 ปีได้ค่าชดเชย 240 วัน และ 5.ลูกจ้างทำงานต่อเนื่อง 10 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปี ได้ค่าชดเชย 300 วัน ซึ่งแต่กฎหมายฉบับใหม่ได้เพิ่มอัตราที่ 6 คือ หากทำงานต่อเนื่องครบ 20 ปี จะได้รับค่าชดเชย 400 วัน โดยในกรณีดังกล่าวไม่รวมในเหตุที่นายจ้างเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างมีความผิด หรือในกรณีที่ลูกจ้างลาออกเอง

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 13/12/2561

พยาบาลยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมทุนบังคับเป็นลูกจ้างชั่วคราว ขีดเส้นปีใหม่นี้

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 ธันวาคม ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) น.ส.วราพร กวีวิทยาภรณ์ เลขานุการเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราวกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วยผู้แทนเข้ายื่นหนังสือต่อ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)  เพื่อร้องขอความเป็นธรรมเรื่องสัญญานักเรียนทุนพยาบาล  โดยนพ. ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นผู้รับเรื่องในฐานะดูแลเรื่องดังกล่าว

น.ส.วราพร กล่าวว่า ทุกวันนี้พยาบาลมีภาระงานมากไม่ต่างจากวิชาชีพอื่นๆ ทำงานกันควงเวร33 เวรต่อเดือน เวรละ 8 ชั่วโมง  โดยในแต่ละเดือนจะมีวันหยุดเพียง 1-2 วัน ปัญหาคือ ภาระงานเหล่านี้กลับพบว่า พยาบาลวิชาชีพกลับมีฐานะเป็นลูกจ้างชั่วคราว มีเงินเดือนไม่ถึงขั้นต่ำ 15,000 บาท เริ่มสตาร์ทเฉลี่ย11,500-13,000 บาท บางคนได้ขึ้นเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุขเงินเดือนสูงขึ้นมาก็จริงแต่อยู่ที่ประมาณ 15,000 -18,000 บาท แล้วแต่อายุงาน ซึ่งจากตัวเลขที่พอมีพบว่า พยาบาลวิชาชีพที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวไม่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการรวมประมาณ 12,000 คน เฉลี่ยปีละ 3,000 คน นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา เพราะไม่มีการบรรจุเพิ่มอีก ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มนี้ร้อยละ 80 เงินเดือนไม่น่าถึง 15,000 บาท ที่มีเพิ่มจนถึงก็เป็นการเพิ่มจากส่วนอื่นๆ เช่น ค่าวิชาชีพ ค่าเช่าบ้านพัก เป็นต้น

“การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ แก้ที่ต้นเหตุ เนื่องจากเดิมทีเคยมีทุนนักเรียนพยาบาล เมื่อเรียนจบจะได้เป็นข้าราชการ แต่กลับมีการยกเลิกไปเมื่อปี 2545 ซึ่งในช่วงปี 2545-2550  ช่วง 5 ปีนี้จะว่างเลย ไม่มีทุน แต่ไม่มีการผูกมัด แต่กลับมีการปรับเปลี่ยนในปี 2551 ให้แย่ลงตรงมีสัญญานักเรียนทุน โดยกำหนดว่าจบแล้วต้องไปทำงาน แต่ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข ณ ตอนนั้นก็ไม่ได้ระบุว่าไปรับทุนเป็นลูกจ้างชั่วคราว จะมาทราบตอนจะต้องเซ็นสัญญาแล้ว ซึ่งหากจบแล้วไม่อยากเป็นลูกจ้างชั่วคราว 4 ปี ก็ต้องจ่ายทุนคืนเพราะทุนปีละ 30,000 บาท  4 ปี เท่ากับ 120,000 บาท แต่ต้องจ่ายเพิ่ม 1 เท่าตัวเป็น 240,000 บาท” น.ส.วราพร กล่าว

น.ส.วราพร กล่าวอีกว่า ทางเครือข่ายฯจึงมายื่นหนังสือขอเรียกร้องความเป็นธรรม ดังนี้  1.ขอให้ทบทวนและผลักดันวิชาชีพพยาบาล   ซึ่งเป็นสายงานที่ขาดแคลน ให้เป็นนักเรียนทุนพยาบาลของรัฐบาล และได้รับการกำหนดตำแหน่งข้าราชการมารองรับ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการผลิตพยาบาลตอบสนองความต้องการของประเทศในการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างแท้จริง  2.ทบทวนประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การจัดทำสัญญารับทุนการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตของกระทรวงสาธารณสุขตามโครงการผลิตพยาบาลโดยใช้เงินบำรุงเป็นทุนการศึกษาของนักศึกษาพยาบาล ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2551  เกี่ยวกับทุนสนับสนุนการศึกษาจากหน่วยบริการเจ้าของทุนปีละ 30,000 บาท ต่อคนต่อปี เนื่องจากระยะเวลาล่วงเลยมาเป็น 10 ปี แล้ว แต่อัตราการสนับสนุนทุนการศึกษายังเท่าเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง และพบว่าค่าใช้จ่ายในการผลิตนักศึกษาพยาบาล (Unit cost) ที่วิทยาลัยพยาบาลสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก ได้วิเคราะห์แล้วพบว่า ค่าใช้จ่ายในการผลิตนักศึกษาพยาบาลโดยประมาณ 140,000 บาทต่อคนต่อปี

เลขานุการเครือข่ายฯ กล่าวอีกว่า  3. ทบทวนสัญญารับทุนการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตของกระทรวงสาธารณสุขตามโครงการผลิตพยาบาลโดยใช้เงินบำรุงเป็นทุนการศึกษานักศึกษาพยาบาล โดยต้องระบุการจ้างที่ มีความเป็นธรรมในสายงานพยาบาลวิชาชีพ โดยไม่ควรผูกมัดด้วยตำแหน่ง ลูกจ้างชั่วคราว  4. กรณีที่หน่วยงานไม่สามารถจ้างผู้ที่สำเร็จการศึกษาให้เป็นข้าราชการได้  ให้กำหนดการจ้างในรูปแบบอื่นที่มีความมั่นคง ต่อเนื่อง มีอัตราค่าจ้างที่เป็นอัตราขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนด โดยไม่นำรายได้อื่นๆ เช่น เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย  เงิน พ.ต.ส. ค่าเช่าบ้าน  เนื่องจากพบว่า การจ้างงานของสถานบริการบางแห่งไม่ถึงอัตราขั้นต่ำ และมีการรวมกับค่าตอบแทนอื่น   และเมื่อมีตำแห่งข้าราชการ ให้มีการบรรจุโดยนับระยะเวลาเกื้อกูลการทำผลงานตั้งแต่เริ่มปฏิบัติงานครั้งแรก  และ 5. ในทุกการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับสายงานพยาบาลขอให้มีพยาบาลวิชาชีพเข้าเป็นคณะทำงานร่วมด้วย เพื่อสะท้อนปัญหาและเสนอแนะได้ตรงตามบริบท ทั้งหมดที่เสนอไปก็หวังเพียงว่าผู้บริหารสธ.จะให้ความสำคัญ เพราะหากยังช่วยเหลืออะไรไม่ได้ เบื้องต้นพวกเราเตรียมจะมาทวงถามอีกครั้งหลังปีใหม่

ที่มา: มติชนออนไลน์, 13/12/2561

ไทยเปิดตัวสมาคมนักกีฬาฟุตบอลอาชีพ (PFA) เปิดตัวเป็นทางการ

วันที่ 12 ธ.ค. 2561 เวลา 10.00 น. ที่ชั้น 25 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้มีการเปิดตัว สมาคมนักกีฬาฟุตบอลอาชีพ (PFA)โดยสมาคมดังกล่าวจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือนักฟุตบอลอาชีพไม่ให้โดนเอารัดเอาเปรียบจากสโมสรต้นสังกัด หรือ เอเยนต์ โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นธรรมต่อสิทธิในการจ้างงานและการผิดสัญญาที่สโมสรมีต่อนักเตะ นอกจากนี้สมาคมดังกล่าวยังทำหน้าที่คอยเป็นตัวกลางในการเป็นที่ปรึกษาและช่วยเหลือนักกีฬาฟุตบอลอาชีพด้วย

ที่มา: SMM Sport, 12/12/2561

เครือข่ายพยาบาล ร้องญาติผู้ป่วยให้ขอโทษ หลังกล่าวหาบุรุษพยาบาลชกหน้า

เพจพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความระบุว่า จากกรณีนี้ คือบุรุษพยาบาลต้องขอโทษ แม้ไม่ได้กระทำการที่เกินเลยจรรยาบรรณวิชาชีพแต่อย่างใด ทางเครือข่ายพยาบาลขอเรียกร้องให้ญาติของผู้ป่วยออกมาขอโทษพยาบาล และโรงพยาบาลเช่นกัน เพราะญาติผู้ป่วยสร้างเรื่องให้เกิดความเข้าใจผิดแก่วิชาชีพ และแก่ตัวพยาบาลเกิดกระแสการต่อว่าทางพยาบาล โรงพยาบาล รวมไปถึงครอบครัวของเจ้าหน้าที่ให้เกิดความเสียหาย อย่างกว้างขวางในสังคม /ซึ่งหลังข้อความนี้ถูกเผยแพร่ออกไปก็มี ผู้เข้ามาแสดงความเห็นหลากหลาย

โดยเหตุการณ์นี้เริ่มจาก ญาติของผู้ป่วยรายหนึ่ง เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับบุรุษพยาบาล ซึ่งอ้างว่าบุรุษพยาบาลทำร้ายพ่อบุญธรรม ด้วยการชกเข้าที่บริเวณใบหน้า เหตุเกิดภายในห้องฉุกเฉิน เมื่อกลางดึกวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จนกระทั่งวันที่ 7 ธันวาคม ทางโรงพยาบาลขอนแก่นได้เปิดเผยภาพวงจรปิดขณะเกิดเหตุให้ญาติ รวมทั้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ตำรวจ และสื่อมวลชนได้ตรวจสอบร่วมกัน ซึ่งญาติยังยืนยันว่าการยกมือขึ้นมาที่ใบหน้าของผู้ป่วยเป็นลักษณะการชก แต่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ให้การว่า เป็นการปัดมือผู้ป่วยไม่ให้แกะผ้าพันแผลบนใบหน้าออก ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้

ทั้งนี้แหล่งข่าวคนหนึ่งให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวพีพีทีวี ว่า ทางเครือข่ายได้สอบถาม พยาบาลและผู้อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องจนถึงวันนี้ ขอยืนยันว่าบุรุษพยาบาลไม่ได้ทำร้ายคนไข้ อีกทั้งหลังเกิดเรื่อง ทางญาติผู้ป่วยให้ข่าวกับสื่อมวลชนบางแห่งว่า ทางพยาบาลได้โทรศัพท์ไปขอโทษและยอมรับผิดนั้น ไม่เป็นความจริง จึงอยากเรียกร้องให้ญาติผู้ป่วยออกมาพูดความจริง และนำหลักฐานมาแสดงกับสื่อมวลชน เพราะการให้ข่าวในลักษณะดังกล่าวส่งผลกระทบกับวิชาชีพ ทำให้เกิดความเสียหาย และเสื่อมเสีย ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ภายใต้จรรยาบรรณและกรอบกฎหมายของวิชาชีพ อย่างถูกต้อง และยังส่งผลให้พยาบาลเสียกำลังใจในการทำงานอย่างมาก

ที่มา: PPTV36, 10/12/2561

กรมการจัดหางานเตือนแรงงานไทยให้ระวัง ผู้แอบอ้างทางออนไลน์ชวนไปทำงานภาคเกษตร ที่ประเทศแคนาดา

นางเพชรรัตน์ สินอวย อธิบดีกรมการจัดหางาน แจ้งว่า กรมการจัดหางานได้ตรวจพบเฟซบุ๊กรายหนึ่งที่อ้างว่าอยู่ในเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา ซึ่งได้โพสต์ข้อความชักชวนคนงานไทยที่มีประสบการณ์ด้านการทำงานในภาคเกษตรและกำลังทำงานอยู่ในประเทศอิสราเอลให้ไปทำงานแบบถาวรกับบริษัทที่มีชื่อเสียงรายหนึ่งในประเทศแคนาดา โดยระบุให้ผู้สนใจกรอกแบบฟอร์มการประเมินผู้สมัครงานจากลิงค์ที่อยู่ด้านล่างของเฟสบุ๊คดังกล่าว

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่าปัจจุบันประเทศแคนาดาไม่อนุญาตให้คนงานต่างชาติประเภทไร้ทักษะเข้าไปทำงานในประเทศแคนาดามานานแล้ว ทั้งยังยกเลิกการออกวีซ่าให้แก่คนงานต่างชาติที่จะเข้าไปทำงานภาคเกษตร ยกเว้นคนงานต่างชาติที่ทำงานเก็บหนอนในฟาร์มเกษตรในประเทศแคนาดาอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นการที่มีผู้กล่าวอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้เข้าไปทำงานภาคเกษตรแบบถาวรได้ จึงไม่น่าจะเป็นความจริงแต่อย่างใด และอาจต้องสูญเสียทรัพย์สิน

อย่างไรก็ตาม หากประสงค์จะไปทำงานต่างประเทศ ขอให้คิดอย่างรอบคอบ คำนึงถึงความคุ้มค่า และต้องไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย โดยตรวจสอบข้อมูลของบริษัทก่อนตัดสินใจสมัครงาน

สอบถามข้อมูลหรือแจ้งเรื่องร้องทุกข์การหลอกลวงคนหางานได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน โทร. 02-245- 6763 หรือโทรสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 11/12/2561

คสรท.ร้องรัฐขึ้นค่าแรงเป็น 360 บาท/วัน ให้สอดรับเงินเฟ้อ

นายชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) เปิดเผยว่า คสรท.ยังคงเรียกร้องให้รัฐบาลปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 360 บาทต่อวัน เพื่อให้สอดรับกับอัตราเงินเฟ้อ โดยขอให้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ มุ่งเน้นเศรษฐกิจฐานรากให้มีความแข็งแกร่ง ดูแลภาคเกษตรและภาคแรงงาน ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 10/12/2561

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์