'ผสานวัฒนธรรม' ชี้ใช้อาวุธในโรงเรียน-แขวนคอเจ้าของรถคาร์บอมผิดทั้งต่อกฎหมายในประเทศและสากล

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ชี้การใช้ความรุนแรงทางอาวุธในโรงเรียน และการแขวนคอชายเจ้าของรถที่ใช้ทำระเบิดคาร์บอม ที่เป็นความผิดทั้งต่อกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ย้ำเร่งรัดติดตามกลุ่มคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป

11 ม.ค.2562 จากกรณีเหตุคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวน ยิงเจ้าหน้าที่อาสาสมัครชุดคุ้มครองตำบลประจัน เหตุเกิดที่โรงเรียนบ้านบูโกะ ม.5 ต.ประจัน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ทำให้มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครเสียชีวิต 4 ราย วานนี้ (10 ม.ค.62) ขณะปฏิบัติหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยอยู่ภายในโรงเรียน รวมทั้ง เมื่อวันที่  8 ม.ค.ที่ผ่านมา ยังมีเหตุการณ์แขวนคอชายอายุ 61 ปี เจ้าของรถยนต์ที่ใช้ในเหตุการณ์ลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์ใกล้กับหน่วยเฉพาะกิจสงขลาซึ่งเป็นฐานของ ตชด.43 เกิดความสูญเสียอย่างรุนแรงทำให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดในครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 6 นาย โดยขณะนี้มีการติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เป็นชาวบ้านจำนวนอย่างน้อย 6 ราย ในพื้นที่อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลาซึ่งไม่ใช่พื้นที่บังคับกฏอัยการศึก ปัจจุบันทั้ง 6 คนยังถูกกักตัวไว้ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี ตามอำนาจกฏอัยการศึก นั้น

วันนี้ (11 ม.ค.62) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ

นอกจากนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ยังเรียกร้อง 3 ข้อ ประกอบด้วย 1. ขอให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนโดยเฉพาะเด็กและผู้หญิงโดยทันที และโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น ทั้งในโรงเรียน สถานที่ประกอบกิจกรรมศาสนา ตลาด และชุมชนที่เป็นพื้นที่ใช้สอยของพลเรือนในพื้นที่ความขัดแย้งทางอาวุธ 2. ขอให้ทุกฝ่ายแสวงหาทางออกของความขัดแย้งทั้งในระดับปัจเจกบุคคล ชุมชน และ ระดับประเทศ โดยกระบวนการสันติวิธี ขอเรียกร้องให้รัฐดำเนินการตามนโยบายในแนวทางสันติวิธีและมีมาตรการในการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนทุกกล่มอย่างมีประสิทธิภาพ

และ 3. ในระหว่างการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพหลักสิทธิมนุษยชนและหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศ  โดยนำความจริงให้ปรากฏและนำคนผิดมาลงโทษ อีกทั้งต้องขจัดเงื่อนไขการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามการก่อความไม่สงบและยึดมั่นในหลักนิติรัฐนิติธรรมอย่างเคร่งครัด

รายละเอียดแถลงการณ์ของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม มีดังนี้ 

แถลงการณ์ การใช้ความรุนแรงทางอาวุธในโรงเรียน และการแขวนคอชายเจ้าของรถที่ใช้ทำระเบิดคาร์บอม ที่เป็นความผิดทั้งต่อกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อเวลา 11.50 น.วันที่ 10 ม.ค. 2562 มีเหตุคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวน ยิงเจ้าหน้าที่อาสาสมัครชุดคุ้มครองตำบลประจัน เหตุเกิดที่โรงเรียนบ้านบูโกะ ม.5 ต.ประจัน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ทำให้มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครเสียชีวิต 4 ราย คือ 1.อส.สุไลมาน แวอุเซ็ง 2.อส.มูฮำมัด เต๊ะเด็ง 3.อส.อับดุลเลาะ สาและ และ 4.อส.บือราเฮง จิง

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ทราบว่าก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่อาสาสมัครชุดคุ้มครองชุดนี้กำลังปฏิบัติหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยอยู่ภายในโรงเรียนบ้านบูโกะได้มีกลุ่มคนร้ายไม่ทราบจำนวนแต่งกายชุดดำคล้ายเจ้าหน้าที่ทหารพราน ทำทีเข้ามาตรวจเยี่ยมและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครอาศัยจังหวะเจ้าหน้าที่ อส.ไม่ทันระวังตัว คนร้ายจึงได้ใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ ทำให้ อส.เสียชีวิต 4 ราย แล้วคนร้ายได้นำอาวุธปืน HK-33 จำนวน 4 กระบอก ซึ่งเป็นอาวุธปืนประจำกาย อส.ที่เสียชีวิตหลบหนีไปด้วย

การใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตเด็กและบุคลากรทางการศึกษาเพราะได้สร้างความหวาดกลัวอย่างมาก และส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กในอนาคต ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก  มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอประณามการก่ออาชญากรรมการโจมตีและเข่นฆ่าดังกล่าวซึ่งเป็นการโจมตีเป้าหมายแม้จะเป็นพลรบหรือเจ้าหน้าที่ติดอาวุธ ก็ตาม โดยถือว่าเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่เป็นความผิดทั้งต่อกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ

การกระทำของกองกำลังติดอาวุธดังกล่าวเป็นการกระทำที่ละเมิดปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และยังเป็นการละเมิดกฎหมายด้านมนุษยธรรมสากลตามอนุสัญญาเจนีวา ซึ่งถ้ากระทำอย่างต่อเนื่อง กว้างขวาง เป็นระบบ จะถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ที่เป็นความผิดทั้งต่อกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ ผู้ก่ออาชญากรรมและผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้ากองกำลัง แม้ว่าจะเป็นกองกำลังที่ไม่ใช่รัฐ (non-state actor) จะต้องรับผิดชอบถูกดำเนินคดีในศาลอาญาในประเทศหรือศาลอาญาระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ เมื่อปีพ.ศ. 2555 คณะกรรมการสิทธิเด็ก (Committee on the Rights of the Child) ประจำสหประชาชาติได้ให้ข้อแนะนำกับรัฐบาลไทยเพื่อนำไปปฏิบัติโดยเน้นว่า รัฐบาลควรออกมาตรการคุ้มครองเด็กในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จากภัยทางตรงและทางอ้อมจากความรุนแรงในพื้นที่ นอกจากนี้ รัฐควรดำเนินการปกป้องพื้นที่โรงเรียนจากการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐและไม่ให้เจ้าหน้าที่ทหารและพลรบเข้ามามีบทบาทในพื้นที่โรงเรียน การใช้ความรุนแรงทางอาวุธในครั้งนี้จึงแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการปฏิบัติตามพันธกรณีที่สำคัญต่อการคุ้มครองเด็กในพื้นที่ความขัดแย้งทางอาวุธ

นอกจากนี้เมื่อวันที่  8 มกราคม 2562 ยังมีเหตุการณ์แขวนคอชายอายุ 61 ปี เจ้าของรถยนต์ที่ใช้ในเหตุการณ์ลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์ใกล้กับหน่วยเฉพาะกิจสงขลาซึ่งเป็นฐานของ ตชด.43เกิดความสูญเสียอย่างรุนแรงทำให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดในครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 6 นาย โดยขณะนี้มีการติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เป็นชาวบ้านจำนวนอย่างน้อย 6 ราย ในพื้นที่อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลาซึ่งไม่ใช่พื้นที่บังคับกฏอัยการศึก ปัจจุบันทั้ง 6 คนยังถูกกักตัวไว้ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี ตามอำนาจกฏอัยการศึก

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บและขอเรียกร้องดังนี้

1. ขอให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนโดยเฉพาะเด็กและผู้หญิงโดยทันที และโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น ทั้งในโรงเรียน สถานที่ประกอบกิจกรรมศาสนา ตลาด และชุมชนที่เป็นพื้นที่ใช้สอยของพลเรือนในพื้นที่ความขัดแย้งทางอาวุธ

2. ขอให้ทุกฝ่ายแสวงหาทางออกของความขัดแย้งทั้งในระดับปัจเจกบุคคล ชุมชน และ ระดับประเทศ โดยกระบวนการสันติวิธี ขอเรียกร้องให้รัฐดำเนินการตามนโยบายในแนวทางสันติวิธีและมีมาตรการในการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนทุกกล่มอย่างมีประสิทธิภาพ

3. ในระหว่างการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพหลักสิทธิมนุษยชนและหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศ  โดยนำความจริงให้ปรากฏและนำคนผิดมาลงโทษ อีกทั้งต้องขจัดเงื่อนไขการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามการก่อความไม่สงบและยึดมั่นในหลักนิติรัฐนิติธรรมอย่างเคร่งครัด

กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ย้ำเร่งรัดติดตามกลุ่มคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป

ขณะที่ วานนี้ (10 ม.ค.62) เวลา 12.30 น. พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า จากกรณีคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนลอบยิงเจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน ประจำชุดคุ้มครองต.ประจัน ดังกล่าว เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดนเสียชีวิต 4 นาย พร้อมแย่งยึดอาวุธปืนไปจำนวน 4 กระบอก จากการตรวจสอบในเบื้องต้น ทราบว่า คนร้ายได้แต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ทหารพรานเข้าไปในโรงเรียนและใช้อาวุธไม่ทราบชนิดและขนาดยิงเจ้าหน้าที่อาสา รักษาดินแดน เสียชีวิตดังกล่าว ในการนี้ แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี เข้าไปควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ เกิดเหตุและให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเก็บรวบรวมวัตถุพยาน พร้อมทั้งให้ทุกหน่วยตั้งจุดตรวจ/จุดสกัดในพื้นที่ ที่รับผิดชอบเพื่อสกัดกั้นตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายใช้หลบหนี

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภานในภาค 4 ส่วนหน้า ของแสดงความเสียใจกับครอบครัวและญาติของวีรบุรุษทั้ง 4 ท่านที่ทำหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองพี่น้องประชาชนจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต โดยหน่วยต้นสังกัดจะดูแลด้านสวัสดิการและสิทธิกำลังพลให้ดีที่สุด จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึง ความพยายามของกลุ่มคนร้ายที่ต้องการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงและความสูญเสียโดยไม่เลือกเป้าหมายและสถานที่ในการก่อเหตุโดยเฉพาะภายในโรงเรียนซึ่งส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมกับบุคลากรทางการศึกษาและนักเรียน ทั้งนี้จะเร่งรัดติดตามกลุ่มคนร้ายเพื่อมาลงโทษตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น