ภาคประชาชนโวย เมื่อมติคุมค่ายา-เวชภัณฑ์-ค่ารักษา ทุนใหญ่ล็อบบี้ไม่ให้เข้าครม.

รมว.สธ. ชี้ ค่ารักษา รพ.เอกชน ต้องดูตามความเหมาะสม ไม่ใช่การบังคับ กก.แพทยสภา เผยค่ายา รพ.เอกชนบวกกำไร 200-300% ชี้แม้คุมค่ายา-เวชภัณฑ์-ค่ารักษา ค่าใช้จ่ายก็โป่งส่วนอื่น รพ.เอกชนเป็นทางเลือก หากบีบมากอาจทำให้เจ๊งได้ ด้านมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคชี้มีทุนใหญ่จะล็อบบี้ไม่ให้คุมค่ายา ระบุ ค่าใช้จ่าย รพ.เอกชนแพงกว่ารัฐ 14 เท่า ต้องคุมยา-เวชภัณฑ์-ค่ารักษาเพราะคนไข้ฉุกเฉินเลือกรพ.รัฐไม่ได้ และค่าใช้จ่ายสุขภาพโดยรวมจะเพิ่มกระทบ3ระบบสุขภาพ แพทย์จะถูกดึงไปรพ.เอกชน

 

11 ม.ค. 2562 จากกรณีคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) มีมติเห็นชอบให้ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าควบคุมไปเมื่อวันที่ 9 ม.ค. ที่ผ่านมา รายงานข่าวจากกรุงเทพธุรกิจเผยว่า ขณะนี้มีกลุ่มทุนใหญ่วิ่งล็อบบี้แกนนำของรัฐบาลเพื่อไม่ให้เสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และมีความเป็นไปได้ที่จะไม่มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าว

 
จากซ้ายไปขวา ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข, สารี อ๋องสมหวัง, กรรณิการ์ กิจติเวชกุล
 
 

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคชี้มีทุนใหญ่จะล็อบบี้ไม่ให้คุมค่ายา ระบุ ค่าใช้จ่าย รพ.เอกชนแพงกว่ารัฐ 14 เท่า ต้องคุมยา-เวชภัณฑ์-ค่ารักษาเพราะคนไข้ฉุกเฉินเลือกรพ.รัฐไม่ได้ และค่าใช้จ่ายสุขภาพโดยรวมจะเพิ่ม กระทบ3ระบบสุขภาพ แพทย์จะถูกดึงไปรพ.เอกชน

 

วันนี้ (11 ม.ค. 2562) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊คเพื่อแสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าว โดยมีตัวแทนคือ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมการหลักประกันสุขภาพภาคประชาชน

สารีกล่าวว่า วันนี้พวกตนมาร่วมประชุมกับ รมว. กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ซึ่งมีมติให้ค่ารักษาพยาบาลเป็นบริการที่ต้องควบคุม และจะมีมาตรการควบคุมราคายาและวัสดุที่ใช้ในสถานพยาบาล และมีคณะทำงานที่จะติดตามรายละเอียดในเรื่องนี้ หลังจากที่มีมติเรื่องนี้ก็มีทุนใหญ่ที่พยายามจะล็อบบี้ไม่ให้ทำเรื่องนี้สำเร็จ

“วันนี้พวกเรา 3 คนออกมายืนยันว่าการกำกับค่ารักษาพยาบาลมีความสำคัญ มีความจำเป็น ถ้าดูจากเรื่องร้องเรียน นี่คือเรื่องร้องเรียนอันดับสองของเรื่องร้องเรียนด้านบริการทางการแพทย์ ไม่ว่าเป็นเรื่องค่ารักษาพยาบาลแพง ถูกเก็บค่ารักษาพยาบาลทั้งที่ไม่ควรเก็บ คิดค่าบริการที่ไม่มีสิทธิคิด ผู้บริโภคหลายคนเดือดร้อนจากค่ารักษาพยาบาลแพง หลายคนไม่ได้ใช้บริการจากโรงพยาบาลรัฐเนื่องจากเป็นการใช้บริการกรณีฉุกเฉิน ดังนั้นเราอยากให้มีเพดานค่ารักษาพยาบาลและกำกับค่าวิชาชีพด้วย กำหนดเรื่องราคายา เช่น ให้โรงพยาบาลเอกชนคิดค่ายาได้เกินกว่าร้านขายยาไม่เกินกี่เท่า และเราขอให้กระทรวงพาณิชย์นำเรื่องนี้เข้าไปสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

เรื่องนี้ทุกคนต้องช่วยกันจับตาว่าจะเป็นมวยล้มต้มคนดูหรือไม่ คือรับปากแล้วไม่ทำ เพราะเรื่องค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชนแพงนี้กระทบกับทั้งระบบบัตรทอง ข้าราชการ และประกันสังคมแน่นอน เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลโดยรวมจะสูงขี้น และที่สำคัญแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจะถูกดึงไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนหมด โรงพยาบาลของรัฐจะเหลือแต่หมอจบใหม่ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดไปเอง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วด้วย” สารีกล่าว

สารียังชี้ว่า แม้กระทั่งอเมริกาซึ่งเป็นทุนนิยมอย่างเต็มตัวก็ยังไม่ยอมให้โรงพยาบาลเอกชนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญมาก อยากให้กระทรวงสาธารณสุขออกมาสนับสนุนเรื่องนี้ด้วย ไม่ใช่ออกมาเป็นอุปสรรคขัดขวาง

“ท่าน รมว. กระทรวงสาธารณสุขดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ โดยบอกว่า การจะกำหนดให้เป็นสินค้าควบคุมนั้นต้องมีการคุยกัน ไม่ใช่ลักษณะของการบังคับให้เอกชนต้องทำตาม เพราะค่ารักษาหลายแห่งมีหลายอย่างประกอบกัน ต้นทุนต่างกัน ค่าใช้จ่ายต่างกัน ซึ่งทางเราไม่มีปัญหากับเรื่องพวกนี้เลย แต่เราเห็นว่าเบื้องต้นค่ารักษาพยาบาลต้องกำกับได้ มีเพดานที่ชัดเจน มีราคากลางที่ชัดเจน ที่ทำให้คนสามารถเข้าถึงโรงพยาบาลเอกชนได้ด้วย คำนึงถึงความฉุกเฉิน เร่งด่วน ที่บางครั้งอาจไม่สามารถไปถึงโรงพยาบาลรัฐได้”

กรรณิการ์เสริมว่า การอ้างว่าหุ้นตก 2 วัน เพราะการประกาศว่าให้ค่ายาค่ารักษาพยาบาลเป็นสินค้าควบคุม ทั้งที่จริงแล้วหุ้นโรงพยาบาลเอกชนบางเจ้าอยู่ในตลาด 16 บาท บางเจ้าเคยตกถึง 7 บาทก็มาแล้ว ฉะนั้นจึงไม่ใช่ประเด็น

กรรณิการ์ยังกล่าวว่า สมาคมโรงพยาบาลเอกชนมักอ้างว่านี่จะทำลายการแข่งขันของโรงพยาบาลเอกชนไทยในการแข่งขัน Medical Hub ซึ่งรัฐบาลสนับสนุน แต่ถ้าดูสิงคโปร์ธุรกิจ Medical Hub แข่งขันกับไทย รับดูแลคนไข้ต่างประเทศน้อยกว่าไทยแต่จำนวนเงินมากกว่า

“แต่ 4-5 ปีที่ผ่านมาสิงคโปร์เกิดปัญหาเรื่องค่าประกันสุขภาพสูงมาก ทำให้ทั้งโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลรัฐ เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข คุยกันและทำงานวิจัยออกมาชี้ให้เห็นว่าโรงพยาบาลเอกชนราคาค่าใช้จ่ายรวมสูงกว่าโรงพยาบาลรัฐ 2.5 เท่า ซึ่งถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับของไทยซึ่งอยู่ที่ประมาณ 14 เท่า แต่สิงคโปร์มองว่านี่เป็นเรื่องที่เดือดร้อนมาก ในงานวิจัยนี้ระบุว่าสาเหตุที่ค่ารักษาพยาบาลสูงเพราะ หนึ่งเก็บเงินเกินราคา สองให้บริการเกินจำเป็น และสามให้การบริการสุขภาพที่ไม่สมเหตุสมผล ตอนนี้เราจึงมีข้อตกลงร่วมกันให้ทำราคากลางของค่าบริการและค่ายาว่าควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ หากโรงพยาบาลไหนเก็บเกินก็อธิบายมาว่าเพราะอะไร เช่นค่าพรีเมี่ยม ค่าสเปเชี่ยลลิสต์ต่างๆ เพราะงานนี้ไม่ได้ล็อบบี้แค่กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ แต่รวมถึงรัฐบาล คสช. ด้วย” กรรณิการ์กล่าว

ขณะที่ภญ.ยุพดี เผยว่า วันนี้มีภาวะของการคุกคามเรื่องการควบคุมราคาบริการสุขภาพและราคายา เนื่องจากเปิดการประชุมวันนี้มีผู้แทนของสมาคมโรงพยาบาลเอกชนพูดถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังกระแสข่าวว่าจะมีการควบคุมราคาบริการและราคายา ตนมองว่าดูเหมือนเสียงในห้องประชุมกังวลเรื่องของการดูแลภาคธุรกิจจนลืมความทุกข์ของผู้บริโภค ซึ่งตนคิดว่าทุกข์ของผู้ประกอบการคือเรื่องขาดทุนและกำไร ในขณะที่ผู้ป่วยคือการล้มละลายของครอบครัวและชีวิตของคนไข้ ถ้าให้เทียบคงเทียบกันไม่ได้

นอกจากนี้ข่าวที่ นพ.สมศักดิ์ โล่เลขา ออกมาพูดชัดเจนว่ามีการเพิ่มราคายา 200-300% เป็นหลักฐานชัดเจนว่ามีการบวกราคายาจริง คำถามต่อมาคือเท่าไหร่จะเพียงพอและเหมาะสมเป็นธรรมกับผู้บริโภค โดยวันนี้มีการเสนอจากฝั่งสมาคมโรงพบาบาลเอกชนให้นำประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ว่าด้วยการกำหนดให้มีการประกาศอัตราค่ารักษาพยาบาล ยา และเวชภัณฑ์ แต่เมื่ออ่านรายละเอียดประกาศฉบับนี้จะพบว่ามันคือเรื่องเดิมๆ แต่สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าคือราคาที่เป็นธรรมจริงหรือไม่

“กระทรวงสาธารณสุขเองไม่มีหน้าที่ควบคุมราคา การตัดสินใจอยู่ภายใต้คณะกรรมการ กกร. ในการกำหนดให้มีการแจ้งราคาต้นทุน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ ภายในสัปดาห์หน้าหากกระทรวงพาณิชย์ไม่นำเรื่องเข้า ครม. ก็จะทำให้การเคลื่อนไหวเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคครั้งนี้ล้มเหลว” ภญ.ยุพดีกล่าว

 

รมว.สธ. ชี้ ค่ารักษา รพ.เอกชน ต้องดูตามความเหมาะสม ไม่ใช่การบังคับ

 

ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงเรื่องค่ารักษาพยาบาลแพงว่า ในภาครัฐนั้นเชื่อว่ามีการควบคุมที่ดีอยู่แล้ว ที่ไหนจะมีการเปิดคลินิกนอกเวลาจะต้องทำประชาพิจารณ์ และได้รับความเห็นชอบจากประชาชนในพื้นที่ก่อนถึงจะทำได้ ส่วนโรงพยาบาลเอกชนก็ต้องมีการหารือกันระหว่างกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และกระทรวงพาณิชย์ ส่วนจะต้องกำหนดราคาหรือไม่นั้น ต้องดูตามความเหมาะสม

เมื่อถามถึงข้อเรียกร้องให้กำหนดค่ารักษาพยาบาลให้เป็นสินค้า ควบคุม ศ.นพ.ปิยะสกลกล่าวว่า คิดว่าเรื่องนี้ต้องมีการคุยกัน แต่ไม่ใช่ลักษณะของการบังคับให้เอกชนต้องทำตาม เพราะค่ารักษาพยาบาลแต่ละแห่งมีหลายอย่างประกอบกัน แต่สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือ การประกาศค่าใช้จ่ายให้ประชาชนทราบเพื่อจะได้รู้งบประมาณและเตรียมพร้อมด้านการเงิน

 

กก.แพทยสภา เผยค่ายา รพ.เอกชนบวกกำไร 200-300% ชี้แม้คุมค่ายา-เวชภัณฑ์-ค่ารักษา ค่าใช้จ่ายก็โป่งส่วนอื่น รพ.เอกชนเป็นทางเลือก หากบีบมากอาจทำให้เจ๊งได้

 

ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา กรรมการแพทยสภา กล่าวว่า ค่ายาของ รพ.เอกชน ปัจจุบันอาจจะมีการขายในราคาที่บวกกำไรขึ้นไปอย่างมาก อาจจะ 200-300% ส่วนหนึ่งเพราะมีค่าอย่างอื่นแฝง โดยมีค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่อาจจะไม่รู้ว่าจะนำไปไว้ในค่าอะไรของใบเสร็จ ก็เพิ่มไว้ในค่ายา เพราะฉะนั้น ส่วนตัวเห็นว่า รพ.เอกชนควรที่จะแสดงใบเสร็จแจกแจงรายละเอียดจริงๆ ตามค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น ไม่ควรนำมาแฝงไว้ในค่ายาแทน เพราะจะทำให้เหมือนว่า คิดค่ายาที่แพงกว่า รพ.รัฐที่ปัจจุบันมีการบวกกำไรเพิ่มราว 10-20% ส่วน รพ.เอกชนอาจจะบวกกำไรเพิ่มมากขึ้นในส่วนของยาที่ราคาไม่แพง และบวกกำไรเพิ่มเล็กน้อยสำหรับยาที่มีราคาแพง เพื่อไม่ให้ยาราคาแพงอยู่แล้วแพงมากเกินไป แต่จะต้องนำปริมาณการใช้ยาชนิดนั้นและต้นทุนการซื้อยาของ รพ.แต่ละแห่งมาพิจารณาด้วย

“หากเห็นว่า ซื้อยาใน รพ.แพงก็สามารถขอให้แพทย์ออกใบสั่งยาไปซื้อจากข้างนอกที่ถูกกว่าได้ แต่ปัญหา คือ คนไทยส่วนใหญ่มีประกันสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาล ก็จะยอมรับยาจาก รพ. เพราะประกันจ่าย ไม่ขอใบเสร็จมาซื้อยาข้างนอก เพราะต้องจ่ายเอง อย่างไรก็ตาม หากดูค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศจะแพงกว่าไทยมาก ทำให้คนต่างชาติเดินทางมารักษาในไทยแต่ละปีค่อนข้างสูง และเชื่อว่าแม้จะคุมค่ายา เวชภัณฑ์ บริการทางการแพทย์ บริการรักษาพยาบาล ท้ายที่สุดค่าใช้จ่ายเมื่อเข้ารับการรักษาก็จะไปโป่งในส่วนอื่นอยู่ดี” ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าว

ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนค่าธรรมเนียมแพทย์ แพทยสภามีการกำหนดโดยประกาศค่าธรรมเนียมแพทย์แต่ละสาขาเฉพาะทางที่มีความแตกต่างกัน ฉบับปัจจุบันใช้มาเป็น 10 ปี ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงค่าธรรมเนียมแพทย์ เนื่องจากบริบทแตกต่างจากในอดีตมาก และพบว่า ค่าเฉลี่ยค่าธรรมเนียมแพทย์ในปัจจุบันเท่ากับอัตราค่าธรรมเนียมสูงสุดของฉบับเดิม คาดว่าจะแล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ อัตราค่าธรรมเนียมแพทย์แต่ละสาขา แพทยสภาจะกำหนดขึ้นจากการหารือกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ และกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมเป็นช่วงๆ ต่ำสุด-สูงสุด เพราะหากกำหนดอัตราเดียวทั้งหมดหรือเป็นเพดาน จะทำให้สถานพยาบาลที่มีขนาดเล็กคิดอัตราค่าธรรมเนียมแพทย์ในระดับสูงสุดเกรดเอทั้งสิ้น ซึ่งอัตราค่าธรรมเนียมแพทย์ของแพทยสภาจะครอบคลุมแพทย์ในรพ.เอกชนด้วย หากแพทย์ใน รพ.เอกชนมีการคิดค่าธรรรมเนียมแพทย์ในการตรวจรักษามากกว่าที่แพทยสภากำหนดไว้ ก็จะมีการพิจารณาในเรื่องของจริยธรรม จรรยาบรรณแพทย์ด้วย

"การที่จะเข้ามาควบคุมค่าต่างๆ ใน รพ.เอกชน จริงๆไม่ควรทำ แต่ถ้าไม่ทำก็จะทำให้ค่ารักษาอาจจะแพงขึ้นๆ ไปอีก หากจะดำเนินการก็ต้องดูข้อกำหนด ผลกระทบให้รอบด้านด้วย เพราะการรักษารพ.เอกชนเป็นทางเลือกของประชาชน ถ้ามองว่าแพงก็ไม่ต้องเข้าในรพ.เอกชนแห่งนั้น ไปแห่งอื่นแทน เป็นไปตามกลไกการค้าเสรี หากไปบีบ รพ.มากๆอาจจะทำให้เขาเจ๊งได้" ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าว

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น