กวีประชาไท: หมู่บ้านกับศาลเจ้า

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ


 

           @ ณ หมู่บ้าน แห่งหนึ่ง ซึ่งไกลโพ้น      คนกล่าวโพนทะนา น่าเลื่อมใส
มีศาลเจ้า ศักดิ์สิทธิ์ รวมจิตใจ                         ต่างเชื่อใน คำเล่า กล่าวกันมา
เกิดคนเห็น ประโยชน์ จากความเชื่อ                 คิดอยู่เหนือ คนทั้งปวง เกิดตัณหา
หวังกอบโกย หากินกับ ความศรัทธา                สถาปนา อวดว่าตน เป็น“คนทรง”

 

         บอกชาวบ้าน ที่ศาลเจ้า มี“เทวดา”      มาเข้าฝัน ตอนนิทรา น่าพิศวง
ขอยืมร่าง อ้างว่าเพื่อ ประทับองค์                      ยามที่ลง มาเพื่อโปรด ปวงประชา
จะมาช่วย ปัดเป่า ขจัดทุกข์                             ให้อยู่เย็น เป็นสุข ทุกปัญหา
ให้อยู่ดี มีโชคลาภ ไร้โรคา                              ใครเดือดร้อน จงเข้ามา พึ่งพาตน

 

           @ ตั้งตำหนัก ปักฐาน ติดศาลเจ้า         นุ่งห่มขาว ดูราว สมเหตุผล
สวมประคำ ทำพอเพียง บำเพ็ญตน                  เพื่อผู้คน เข้าหา มากราบกราน
มีตู้รับ ปัจจัย ไว้คอยท่า                                  ให้บูชา เครื่องอัฐบริขาร
สะเดาะเคราะห์ แก้กรรม และทำทาน                  ปัดรังควาน ให้เลข เสกน้ำมนต์

 

           ตั้งลิ่วล้อ บริวาร ที่ภักดี                        ทำหน้าที่ คอยดูแล เรื่องดอกผล
ทั้งญาติมิตร คนสนิท ใกล้ชิดตน                      ทุกๆ คน ได้แบ่งสรร บรรดามี
เหมือนฝนตก ขี้หมูไหล ไปหลอมร่วม                เรียกรวมๆ “คนเฝ้าศาล” คอยขัดสี
ให้ศาลเจ้า ดูผ่องใส ไร้ราคี                              หาวิธี ให้ผลิผล คนศรัทธา
 

           @ มือถือสาก ปากถือศีล ติดดินพร้อม  แต่ไม่ยอม ละกิเลส ละตัณหา

ทุ่มเต็มที่ เพื่อชวนเชื่อ โฆษณา                        กรอกหูตา ประชาชน จนเคลิ้มตาม

จากคนทรง กลายเป็น เทพ เทวดา                   มีลูกศิษย์ ลูกหา เสลี่ยงหาม

ด้วยสร้างภาพ ฉาบหรู ดูงดงาม                       ปิดบังความ ทรามชั่ว เร้นตัวตน
 

           เมื่อชาวบ้าน หลงเป็นเหยื่อ เชื่องมงาย   ความชั่วร้าย เริ่มครอบคลุม ทุกแห่งหน

คนทรงเจ้า คนเฝ้าศาล รวยทุกคน                    แต่ชาวบ้าน กลับยากจน จมธรณี

ยิ่งถลำ ยิ่งระกำ ยิ่งลำบาก                               ทั้งหมู่บ้าน ไร้ยาก มากด้วยหนี้

เว้นคนทรง คนเฝ้าศาล ที่เปรมปรีดิ์                   ชะตาของ คนที่นี่ อยู่ในมือ
 

           @ แผ่อำนาจ บารมี ที่ไพศาล              ทุกวงการ เกรงกลัว ไม่กล้าหือ

ต่างพึ่งพา อาศัยกัน เป็นเครื่องมือ                    โหมกระพือ ว่าคือเทพ “อวตาร”

ให้คนทรง คอยบงการ อำนาจรัฐ                      ทั้งนิติ-บัญญัติ บริหาร

ทั้งเรื่องความ ยุติธรรม ตุลาการ                       จนหมู่บ้าน ถอยหลัง สิ้นหวังลง
 

           ครูอาจารย์ แพทย์หมออนามัย              ก็งมงาย เลื่อมใส จนลุ่มหลง

ภิกษุสงฆ์ องคเจ้า ก็ไม่ปลง                              กราบคนทรงฯ หลงใหล ไปบ้าบอ

ยิ่งสิ้นหวัง ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน                        ก็ดักดาน เรียกคนทรง “เสด็จพ่อ”

ชาวบ้านกา เลือกตั้งหา อบต.                          แต่นายกฯ ต้องรอ “พ่อ”ประทาน

 

           @ นาฬิกา กาลเวลา ไม่หยุดนิ่ง           กลืนทุกสิ่ง ที่งมงาย น่าสงสาร

ตารับรู้ หูได้ยิน ตราบเท่านาน                          รุ่นต่อรุ่น ยันลูกหลาน ก็ศรัทธา

ด้วยเหตุองค์ ความรู้ คู่ชุมชน                           ความยากจน ข้นแค้น คือปัญหา

การเข้าถึง ซึ่งความจริง ถูกบังตา                     ดุจโรคร้าย รอหยูกยา มาบรรเทา
 

           เปรียบทะเล ร่องรอย ระลอกคลื่น           โดนฝั่งกลืน ลูกแล้ว ก็ลูกเล่า

คลื่นลูกหนึ่ง ลูกสอง ยังมัวเมา                          ยังโง่เขลา เบาปัญญา ยังงมงาย

แต่ดั่งว่า ช้างตาย ลงทั้งตัว                               เอาใบบัว มาปกปิด ย่อมไม่ได้

ปิดไม่มิด กลิ่นเริ่มออก แผ่ขจาย                      ทั้งความเชื่อ ความงมงาย ความมัวเมา
 

           @ แม้มีคน เริ่มสงสัย อิทธิฤทธิ์             แม้มีคน เริ่มจับผิด กว่าก่อนเก่า

แม้มีคน เริ่มกระซิบ กันเบาๆ                            แต่ความเขลา ยังคลุมครอบ รอบเขตคาม

แม้ความจริง เริ่มเป็นสิ่ง ที่สับสน                       แม้หลายคน ยังคงอยาก ตั้งคำถาม

แม้อยากรู้ แต่ก็เกรง ภัยคุกคาม                       จึงยังคง ศรัทธาตาม แต่โดยดี
 

           คนทรงเจ้า คนเฝ้าศาล ก็เริ่มรู้              แต่มองดู เหตุการณ์ อย่างถ้วนถี่

แม้สั่นคลอน แต่ก็ยัง มั่นคงดี                            เพราะไม่มี ใครกล้า มาท้าทาย

ด้วยเส้นสาย โยงใย อย่างที่ว่า                          จึงสั่งการ บัญชา ออกกฏหมาย

ใครสงสัย ใครสั่นคลอน ใครท้าทาย                   โทษถึงตาย วายตก ยกตระกูล
 

           @ เพราะสมอง มองว่า ออกกฏหมาย    ไว้ทำลาย คนเห็นต่าง ให้สิ้นสูญ

แต่ยิ่งห้าม เหมือนยิ่งยุ ช่างอาดูร                       คนสงสัย กลับเพิ่มพูน แผ่ขจาย

ยิ่งนานวัน คนกลับยิ่ง เลิกนับถือ                       มีกฏหมาย เป็นเครื่องมือ ช่วยไม่ได้

แต่ชาวบ้าน ต่างรักตัว ยังกลัวตาย                    ไม่มีใคร กล้าท้าทาย ขบวนการ
 

           เหล่าลิ่วล้อ คนทรงฯ โหมชวนเชื่อ         เพื่อเรียกเหยื่อ ที่ยังคง น่าสงสาร

ยังงมงาย ปักปรำ ไปบนบาน                            เงินทำทาน ผลิดอกผล จนร่ำรวย

สร้างฐานะ ให้คนทรงฯ สุดมั่งคั่ง                        ร่ำรวยดัง ระดับโลก มิเขินขวย

ปริศนา คาใจ ให้งงงวย                                   คนทรงฯรวย แต่ปวงชน จนทุกราย
 

           @ ครองผูกขาด รอบทิศ กิจการ          อสังหาฯ ธนาคาร แผ่ขยาย

ทั้งห้างหรู ดูโอ่อ่า สบายๆ                                จนกระจาย รวยกระจุก  แต่กลุ่มตน

วัฏจักร วังวน ของคนเรา                                 ย่อมโง่เขลา ตราบเท่า ไม่เห็นผล

ตราบไม่มี ใครหาญกล้า ท้าผจญ                     ตราบขาดคน ลุกกล้า ขึ้นมานำ
 

           ทั้งๆที่ หมู่บ้าน ณ แห่งนี้                       ทรัพยากร มากมี สุดชุ่มฉ่ำ

แต่ชาวบ้าน กลับยากจน ทนตรากตรำ              โถเจ้ากรรม เพราะความเชื่อ ความงมงาย

ผู้คนในหมู่บ้าน แม้เริ่มรู้                                  แต่หดหัว อยู่ในรู พูดไม่ได้

แม้แค่คิด ความผิด ก็ถึงตาย                            ผลสุดท้าย มิอาจฝืน ขืนชะตา
 

           @ แม้จะรู้ คนทรงเจ้า คนเฝ้าศาล          มีสันดาน เอะอะ ก็อ้างฟ้า

โดนจับได้ ก็อ้างเทพ เทวดา                            หมดปัญญา เกินกว่ามือ ประชาชน

ทั้งหมู่บ้าน คนรุ่นหนึ่ง รุ่นที่สอง                         ถูกโดนล้างสมอง ไร้เหตุผล

คงต้องรอ คนรุ่นใหม่ ใครซักคน                       กล้าผจญ ลุกขึ้นนำ พาทำตาม
 

           จนวันหนึ่ง คงถึงครา ศรัทธาสิ้น            เมื่อเกิดมี “อัศวิน คลื่นลูกสาม”

เป็นพ่อค้า น่าเชื่อถือ ระบือนาม                        มีผลงาน ทั่วเขตคาม ระบือไกล

ค้าขายรวย กินจนตาย ไม่มีหมด                      การณ์ปรากฏ ชาวบ้าน เริ่มเลื่อมใส

จึงพากัน เกลี้ยกล่อม โดยพร้อมใจ                   โหวตกาให้ เป็นนายกฯ อบต.
 

           @ เพื่อให้มา พัฒนา นำหมู่บ้าน           ครบวาระ มีผลงาน ให้อยู่ต่อ

4ปีซ่อม 4ปีสร้าง ปูทางรอ                               ความเลื่อมใส จึงเริ่มก่อ เป็น“ศรัทธา”

“อัศวิน” เมื่อก้าวขึ้น เป็นผู้นำ                         ก็ลงมือ ลุยทำ สางปัญหา

หาช่องทาง หาเงินให้ ปวงประชา                       โดยผลิต หนึ่งสินค้า ผลิตภัณฑ์
 

           ชาวหมู่บ้าน จากเคยอยู่ อย่างอดอยาก  เริ่มลืมตา อ้าปาก เริ่มขยัน

จากหมู่บ้าน เคยเป็นหนี้ ก็กลับกัน                    ไม่นานวัน ก็มีเงิน ไปใช้คืน

เจ็บป่วยไข้ ก็ใช้สิทธิ์ 30 บาท                          ทุกๆ คน มีโอกาส รัฐหยิบยื่น

จากเคยล้ม แต่ละคน เริ่มลุกยืน                        ต่างพลิกฟื้น ตื่นจากฝัน อันห่างไกล
 

           @ ด้วยฝีไม้ ลายมือ ของ“อัศวิน”       ด้วยท่าที ติดดิน ไม่มักใหญ่

ด้วยผลงานที่ประจักษ์ ระบือไกล                       ชาวบ้านจึง เชื่อใจ จึงศรัทธา

ศรัทธาที่ เคยมีให้ ต่อศาลเจ้า                          ก็ถึงคราว ต้องพอเพียง ตามยถา

หลงงมงาย บนบาน กราบบูชา                         จนล่วงมา หลายชั่ว อายุคน
 

           ด้วยฉะนี้ ศรัทธา ของชาวบ้าน              จึงเปลี่ยนผ่าน โดยผลงาน สมเหตุผล

ไม่ต้องรอ ขอเทวา มาบันดล                            ต่างยืนโดย ลำแข้งตน ตามหนทาง

โดยที่มี“อัศวิน” เป็นสมอง                              คอยชี้แนะ ประคอง อยู่ห่างๆ

ต่างสำคัญ เป็นฟันเฟือง ถูกจัดวาง                   เพื่อขับเคลื่อน ทิศทาง ของบ้านเมือง
 

           @ “อัศวิน” มีผลงาน จับต้องได้           ชาวบ้านหมาย ให้ทำงาน นานต่อเนื่อง

เพื่อหมู่บ้าน ก้าวสู่ ความรุ่งเรือง                       ทัดเทียมเมือง ศิวิไลซ์ ในต่างแดน

ต่างมีกิน มีใช้ ไร้ความเศร้า                             ในกระเป๋า มีเงินหมื่น มีเงินแสน

เคยทนทุกข์ เปลี่ยนเป็นสุข มาทดแทน              “อัศวิน” คอยวางแผน นโยบาย
 

           คนทรงเจ้า คนเฝ้าศาล สันดานชั่ว         เห็นชาวบ้าน ตั้งตัว ทนไม่ได้

ขืนปล่อยไป ใครจะมา โง่เป็นควาย                   ให้หลอกจูง สนตะพาย หลอกใช้งาน

รวบรวมพล “คนอกหัก เพราะอัศวิน”            กับคนเคย หากิน รอบๆ ศาลฯ

ทั้งคนสูญ เสียประโยชน์ ทุกวงการ                    คนเฝ้าศาลฯ เริ่มเดินสาย ขาย“ความดี”
 

           @ “ความดี”ที่ มีเฉพาะ แต่กลุ่มตน      “ความดี”ที่ ไร้เหตุผล ไร้ศักดิ์ศรี

“ความดี”ที่ ใช้บังหน้า ทำอัปรีย์                      “ความดี”ที่ การันตี โดยกลุ่มตน

คนเฝ้าศาลฯ เดินสาย คล้ายคนบ้า                   พล่ามจนม้า ของชาวบ้าน ยังสับสน

ลืมหน้าที่ ม้าของ ประชาชน                             อวดอ้างตน เป็นม้าทรง เทวดา
 

           ชาวบ้านเลือก จ๊อกกี้ ขึ้นขี่หลัง             โดนเป่าหู คลุ้มคลั่ง กลายเป็นบ้า

สลัดคน ที่ชาวบ้าน เลือกขึ้นมา                        เปลี่ยนจากม้า กลายเป็นหมา สิ้นค่าพลัน

เป็นม้าพาล ม้าชั่ว ที่มัวหมอง                          ด้วยทำร้าย เตะเจ้าของ ผิดมหันต์

เพียงแค่อยาก เป็นม้าทรง หวังรางวัล                 ถึงกับลืม ความสำคัญ คนเลี้ยงดู
 

           @ คนทรงเจ้า คนเฝ้าศาลฯ พร้อมคณะ สิ้นภาระ สำเร็จกิจ การเป่าหู

พลเรือน ทหาร อาจารย์ครู                              ไฮโซหรู ชาวบ้าน บ้างประปราย

หลอมรวมเป็น “คณะ สิบเอ็ดรอดอ”               หวังเพียงขอ ให้ชาวบ้าน มากราบไหว้

ขอเพียงกลับ ให้มาโง่ เหมือนดั่งควาย               หนทางเดียว ที่ทำได้ อวิชชา
 

           ต้องกำจัด “อัศวิน” ให้สิ้นซาก             ขืนปล่อยไว้ จะลำบาก ภายภาคหน้า

บอกชาวบ้าน “อัศวิน” ร้อนวิชา                      อวดอ้างตน เป็น“เทวดา” เป็นคนทรง

ปลุกมวลชน คนที่ ยังงมงาย                             พวกเป็นควาย ก็ยังเชื่อ จนลุ่มหลง

ฉุดหมู่บ้าน ให้ถอยหลัง ดิ่งจมลง                      ด้วยคนทรง พร้อม“คณะ สิบเอ็ดรอดอ”
 

           @ “อัศวิน” ต้องเดินทาง ไปต่างแดน    ทั้งที่ล่วง รู้แผน ยังไปต่อ

เพราะเชื่อใจ ในตัว มีดีพอ                               ยังไงก็ มีชาวบ้าน เป็นกำบัง

ลืมไปว่า คนเหล่านี้ มีมือเปล่า                          ไหนจะก้าว ไปต่อกร พวกบ้าคลั่ง

แถมยังมี อาวุธ ทรงพลัง                                  ทั้งหมู่บ้าน สิ้นหวัง พังทลาย
 

           คนทรงเจ้า คนเฝ้าศาล ยึดอำนาจ         แต่มิอาจ เรียกศรัทธา ชาวบ้านได้

ตั้งข้อหา “อัศวิน” ตั้งมากมาย                        เขียนกฎหมาย ขึ้นเฉพาะ เจาะจงคน

“อัศวิน” ดั่งต้องโทษ ยังต่างแดน                      แต่โลดแล่น ได้เสรี ทุกแห่งหน

ยกเว้นเพียง มิอาจกลับ หมู่บ้านตน                   ทั้งผู้คน ในหมู่บ้าน ยังศรัทธา
 

           @ คนทรงเจ้า คนเฝ้าศาล ที่ชั่วชาติ      ได้อำนาจ สมคืน ปรารถนา

แต่มิอาจ ได้หัวใจ ปวงประชา                           มิอาจได้ ศรัทธา จากปวงชน

ส่งคนลง ชิงตำแหน่ง บริหาร                            เหมือนประจาน ให้ต้องอาย พ่ายทุกหน

อำนาจที่ มีได้ แก่กลุ่มตน                               ล้วนต้องปล้น แย่งชิง วิ่งราวมา
 

           หรือหมู่บ้าน ต้องคำสาป ฉาบอาถรรพ์   หรือต้องโทษ จากสวรรค์ ลิขิตฟ้า

หรือหมู่บ้าน มิอาจฝืน ดวงชะตา                       จึงต้องพา พานพบ ประสบกรรม

มิอาจโผล่ โงหัว ต้องก้มหน้า                           หมดสิทธิ์เงย มองฟ้า แลเพียงต่ำ

ถูกกดขี่ ข่มเหง สุดระกำ                                 ถูกกระทำ บอบช้ำ ระกำใจ
 

           @ โดนยัดเยียด ให้คิดแค่ พออยู่กิน      ชาวบ้านทั่ว ทั้งถิ่น สิ้นสงสัย

คนทรงเจ้า พร้อมคณะ โกยกำไร                      มีเหลือกิน เหลือใช้ ไปชั่วกาล

ห้ามชาวบ้าน คิดเอง รอคิดให้                          ถ้าขัดใจ เด่นเกิน ถูกประหาร

ต้องงอมือ งอเท้า รอสั่งการ                              แม้นอาหาร ต้องรอป้อน บังคับกิน
 

           วิบากกรรม ชาวบ้าน ตามยถา             หมดปัญญา พาพ้น ผกโผผิน

ต่อให้มี อีกเป็นร้อย “อัศวิน”                           ก็ต้องสิ้น ถ้าทั้งถิ่น ไร้ปัญญา

อนาคต หมู่บ้าน ณ แห่งนี้                               ตกวังวน อัปรีย์ ของพวกห่า

คนทรงเจ้า คนเฝ้าศาล คอยบัญชา                   ไปจนกว่า ตาสว่าง ทั้งปฐพี

 

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์