ทนายวิญญัติยื่น กกต. ยุบ 'พลังประชารัฐ' เหตุเสนอชื่อหัวหน้าคณะรัฐประหารเป็นนายกฯ ขัด ปชต.

สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ ยื่น กกต. ยุบพรรคพลังประชารัฐ เหตุกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเพราะ เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้าคณะรัฐประหารเป็นนายกฯ 

15 ก.พ.2562 จากกรณีวานนี้ (14 ก.พ.62) วิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ประกาศว่าวันนี้ ตนพร้อมคณะทำงาน จะเข้ายื่นหนังสือกล่าวโทษ ขอให้กกต.ไต่สวนยุบพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ต่อประธาน กกต. และเลขาธิการ กกต.นั้น

ล่าสุดข่าวช่อง 3 รายงานว่า วิญญัติ ยื่นหนังสือต่อประธาน กกต.เรียกร้อง กกต.พิจารณาดำเนินการยุบพรรคพลังประชารัฐ แบบเดียวกับพรรคไทยรักษาชาติแล้ว โดยยกกรณีกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตามที่มีการเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรีในนามของพรรค อันเป็นการขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้า คสช. ที่มาโดยการยึดอำนาจการบริหารประเทศ ซึ่งขัดกับหลักการระบอบประชาธิปไตย 

อีกทั้งการเสนอชื่อดังกล่าวยังเข้าข่ายการครอบงำพรรคการเมือง ของพล.อ.ประยุทธ์ ด้วยในฐานะที่พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐใช้ตำแหน่งเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อผู้สมัครและพรรคการเมือง และยินยอมให้มีการใช้ทรัพยากรของรัฐ และยังมีการสมคบใช้นโยบายของรัฐเพื่อเป็นนโยบายพรรคการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ จูงใจ ในการหาเสียงเลือกตั้งจึงขอให้ กกต. เร่งพิจารณาโดยเร็ว

วิญญัติ โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คด้วยว่า ก่อนมาวันนี้ หลายคนถามผมว่าไม่กลัวหรือ แล้ว กกต. จะกล้าทำอะไรพรรคพลังประชารัฐ ผมตอบกลับไปว่า ไม่กลัว เพราะถ้าจะสู้ด้วยกติกาทางการเมือง ผลชี้ขาดจะวัดจากการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ถ้าสมคบใช้กลวิธีการสืบทอดอำนาจอย่างน่าละอาย,มีการเอารัดเอาเปรียบคู่แข่ง แล้ว กกต. จะสนับสนุนหรือเป็นเครื่องมือสืบทอดอำนาจนี้หรือไม่ นี่ต่างหากคือสิ่งที่ประชาชนจะต้องกลัว

กระบวนการยุติธรรมทุกส่วนในระบบราชการควรจะมีส่วนสร้างความรักสามัคคีความผาสุกแก่ประชาชน แต่ที่ผ่านมากลับนำมาเป็นเครื่องมือทำลายความยุติธรรม ลดทอนความเชื่อมั่นของประเทศอย่างน่าผิดหวัง

 

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562

เรื่อง ​ขอคัดค้านการประกาศรายชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ ตามมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560​

กราบเรียน​ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

​โดยที่มาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดว่าในการเลือกตั้งทั่วไปให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแจ้งรายชื่อบุคคลซึ่งพรรคการเมืองนั้น มีมติว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เกิน 3 รายชื่อ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวให้ประชาชนทราบ ซึ่งตามมาตรา 13 และมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ประกอบกับระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ข้อ 115 การเสนอรายชื่อบุคคล เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญนั้น ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

​(1) ต้องมีหนังสือยินยอมของบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อ โดยมีรายละเอียดตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด

​(2) ผู้ได้รับการเสนอชื่อต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นรัฐมนตรีตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และไม่เคยทำหนังสือยินยอมตาม (1) ให้พรรคการเมืองอื่นในการเลือกตั้งคราวนั้น

​การเสนอชื่อบุคคลซึ่งไม่ได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ข้างต้น ให้ถือว่าไม่มีการเสนอชื่อบุคคลนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 พรรคพลังประชารัฐ ได้มีมติเสนอชื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้อยู่ในบัญชีรายชื่อของผู้ที่จะได้รับการเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญเพียงชื่อเดียว และได้ยื่นเอกสารการยินยอมของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันเดียวกัน และต่อมาเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศรายชื่อบุคคลซึ่งพรรคการเมืองเสนอให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีโดยในส่วนของพรรคพลังประชารัฐที่มีชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ในบัญชีรายชื่อดังกล่าวเพียงคนเดียว

​ข้าพเจ้า นายวิญญัติ ชาติมนตรี ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เห็นว่า การเสนอชื่อของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ข้างต้นมีปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดังนี้

​พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นอกจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันแล้ว ยังดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2557 และต่อมาตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยรัฐธรรมนูญได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติไว้ กรณีจึงถือว่าตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นตำแหน่งที่เกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมาย และตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีเงินเดือนรวมถึงผลตอบแทนประจำจากงบประมาณแผ่นดิน มีอำนาจหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้

นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งมีค่าตอบแทนจากงบประมาณแผ่นดินเช่นเดียวกัน จึงถือว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ แต่เมื่อพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 160 (6) ประกอบมาตรา 98 (15) ที่กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ว่า เป็นพนักงาน หรือลูกจ้าง ของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ การที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและตำแหน่งอื่นๆ อีกหลายตำแหน่ง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงเป็น ผู้มีลักษณะต้องห้ามที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ และการพิจารณาว่าบุคคลใด มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ตามมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ต้องพิจารณาขณะที่มีการเสนอชื่อบุคคลดังกล่าว ตามนัยของมาตรา 14 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ประกอบระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ข้อ 115 (2) อีกทั้ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มิได้มีบทยกเว้นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามให้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 88 ไว้ กรณีจึงต้องถือว่าคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

​ในการพิจารณาสถานะ การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติในเวลาเดียวกันของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กับการพิจารณาการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก กับตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหลังการเลือกตั้งทั่วไปนั้น มีหลักการทางกฎหมายที่กำหนดไว้แตกต่างกัน กล่าวคือ

​การดำรงตำแหน่งปัจจุบันของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินั้น เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 264 ทั้งนี้ โดยมีมาตรา 263 วรรคสี่ และมาตรา 264 วรรคสอง ยกเว้นและกำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีตามมาตรา 264 ไว้ ซึ่งใช้เฉพาะรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญเท่านั้น ส่วนตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ดำรงอยู่ตามมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญจะเข้ารับหน้าที่

การดำรงตำแหน่งของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังการเลือกตั้งทั่วไป พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันได้ต่อไปภายใต้เงื่อนเวลาตามมาตรา 264 และมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญแล้วแต่กรณีดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น แต่การที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก โดยการให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญนั้น การพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 ประกอบมาตรา 98 โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ดังนั้น ในการเสนอรายชื่อบุคคลเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญ บุคคลนั้นจึงต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีตั้งแต่ขณะที่มีการเสนอรายชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง

​เมื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นรัฐมนตรี การที่พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อบุคคลดังกล่าวอยู่ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อีกทั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 265 กำหนดให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญจะเข้ารับหน้าที่ ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญแล้ว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่แล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะพิจารณา ณ วันที่มีการเสนอชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญหรือพิจารณา ณ เวลาที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไม่อาจที่จะเป็นรัฐมนตรีได้ หากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประสงค์จะให้มีการเสนอชื่อตนเองอยู่ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีก็ต้องลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และตำแหน่งประธานกรรมการ หรือคณะกรรมการคณะต่างๆ ที่ถือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐทั้งหมดก่อน เช่นเดียวกับผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 98 ของรัฐธรรมนูญ เมื่อพรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อบุคคลที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นรัฐมนตรีในการเลือกตั้งทั่วไป กรณีจึงถือว่าไม่มีการเสนอชื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นบุคคลที่จะได้รับการพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญ

​ข้าพเจ้า นายวิญญัติ ชาติมนตรี ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทบทวนการประกาศรายชื่อของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐเสียใหม่และดำเนินการเพิกถอนชื่อบุคคลดังกล่าวต่อไป

​จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและวินิจฉัย

ขอเสดงความนับถืออย่างยิ่ง

(นายวิญญัติ ชาติมนตรี)
เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ
ในฐานะประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์