รอบโลกแรงงาน มีนาคม 2019

กระทรวงแรงงานญี่ปุ่นอาจผ่อนปรนกฎข้อบังคับที่ใช้กับชาวต่างชาติที่มารับการฝึกฝนทักษะที่ญี่ปุ่น

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น กำลังพิจารณาที่จะผ่อนปรนกฎข้อบังคับเกี่ยวกับชาวต่างชาติที่มารับการฝึกฝนทักษะในการทำงานที่ญี่ปุ่น

ทั้งนี้ตามระบบที่ใช้ในปัจจุบัน ผู้ว่าจ้างจะต้องจัดทำแผนฝึกอบรมโดยละเอียดสำหรับชาวต่างชาติที่มารับการฝึกฝนทักษะแต่ละคน แต่ว่าบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมมักเรียกร้องให้ชาวต่างชาติคนหนึ่ง ๆ ทำงานหลายอย่าง นอกจากนี้ เกษตรกรในพื้นที่บางส่วนของญี่ปุ่นเรียกร้องให้เพิ่มความยืดหยุ่นเรื่องนี้ เนื่องจากชาวต่างชาติเหล่านี้แทบไม่มีอะไรทำในช่วงฤดูหนาว

เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานฯ จะหารือกับผู้เชี่ยวชาญถึงความคิดเห็นที่มีต่อระบบ และหวังที่จะยื่นข้อเสนอของพวกตนให้ได้ภายในสิ้นเดือน เม.ย. 2019

ที่มา: NHK WORLD-JAPAN, 3/3/2019

สิงคโปร์เตรียมเพิ่มอายุเกษียณ

กระทรวงแรงงานสิงคโปร์แถลงว่าอาจเพิ่มเกณฑ์การเกษียณอายุและอายุการจ้างงานใหม่ หลังประชาชนยังคงมีสุขภาพแข็งแรงแม้อายุจะมากขึ้นและยังคงทำงานได้เป็นอย่างดี คำแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังคณะทำงานซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากรัฐบาล สหภาพแรงงาน และภาคเอกชนได้เห็นชอบร่วมกันที่จะเพิ่มเกณฑ์เกษียณอายุและการจ้างงานใหม่ให้สูงขึ้น แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไหร่ ปัจจุบันอายุของการเกษียณของสิงคโปร์อยู่ที่ 62 ปี และอายุสำหรับการจ้างงานใหม่อยู่ที่ 67 ปี

ที่มา: straitstimes.com, 5/3/2019

ฟิลิปปินส์ออกระเบียบหากเจ้าหน้าที่รัฐแอบเล่นเกมส์ในเวลางาน อาจถูกสั่งพักงานนาน 1 ปี

เมื่อต้นเดือน มี.ค. 2019 คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนของฟิลิปปินส์ (CSC) ได้ออกประกาศระบุถึงความผิดตามกฎหมาย หากพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐแอบเล่นเกมส์ออนไลน์ในเวลางาน อาจเจอการลงโทษสูงสุดถึงขั้นพักงานเป็นเวลา 1 ปี

ที่มา: economictimes.indiatimes.com, 6/3/2019

พบคนทำงานหญิงจีนโดยเฉลี่ย มีรายได้น้อยกว่าผู้ชายทั่วไปประมาณ 1 ใน 5

จากการสำรวจของ zhipin.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์จัดหางานออนไลน์ พบว่าผู้หญิงคนทำงานชาวจีนโดยเฉลี่ย มีรายได้น้อยกว่าผู้ชายทั่วไปประมาณ 1 ใน 5 และมิหนำซ้ำความเหลื่อมล้ำกำลังขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเงินเดือนเฉลี่ยของสตรีในประเทศจีนอยู่ที่ 6,497 หยวน หรือคิดเป็น 78.2% ของค่าจ้างของผู้ชาย โดยข้อมูลที่รวบรวมจากผู้ใช้ที่ลงทะเบียนของแพลตฟอร์มแสดงให้เห็นช่องว่างที่ขยายเพิ่มกว่าเมื่อปีที่แล้ว 8.7%

ที่มา: scmp.com, 7/3/2019

แพทย์ชี้ 'นอนชดเชย' ในวันหยุดไม่ช่วยแก้ปัญหานอนไม่พอ-เสี่ยงหลายโรค

ผลการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัย Johns Hopkins ยืนยันว่าการนอนไม่พอระหว่างสัปดาห์ และหันมานอนชดเชยในช่วงวันหยุดแทนนั้น ไม่เป็นประโยชน์อะไรเพราะนอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาการพักผ่อนไม่พอแล้ว ยังจะเพิ่มความเสี่ยงเรื่องความอ้วน โรคเบาหวาน รวมทั้งความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและอื่นๆ ได้ด้วย

นักวิจัยศึกษาพฤติกรรมการนอนชดเชยในช่วงวันหยุด และพบว่ากลุ่มที่นอนไม่พอระหว่างสัปดาห์และพยายามนอนชดเชยนั้น มักจะมีปัญหาน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพราะเมื่อเรานอนไม่พอ ร่างกายจะเผาผลาญแคลอรี่มากขึ้น ทำให้เราหิวบ่อยขึ้นและมักกินผิดเวลา

นอกจากนั้น การนอนไม่พอยังส่งผลต่อฮอร์โมนที่สำคัญสองตัวในร่างกายด้วย หนึ่งนั้นคือฮอร์โมน Leptin ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมและลดความอยากอาหาร ซึ่งเมื่อเรานอนไม่พอฮอร์โมน Leptin นี้จะลดลง ในขณะที่ฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งชื่อ Ghrelin ซึ่งเพิ่มความอยากอาหารจะมีระดับสูงขึ้น

แต่ที่สำคัญต่อสุขภาพมากกว่าน้ำหนักตัวหรือรอบเอว ก็คือการนอนไม่พอและพยายามหาเวลานอนชดเชยในช่วงสุดสัปดาห์ จะส่งผลต่ออินซูลินในกล้ามเนื้อและตับ ซึ่งก็หมายถึงว่าร่างกายของคนที่นอนไม่พอจะสูญเสียความสามารถในการควบคุมน้ำตาลในเลือดและเพิ่มปัญหาความเสี่ยงของการเป็นเบาหวานได้

แพทย์เตือนว่า การนอนไม่พอและพยายามนอนชดเชยในช่วงวันหยุดนั้น นอกจากจะทำให้ระบบการย่อยอาหารของร่างกายเสียสมดุล ทำให้เกิดปัญหาน้ำหนักตัวเพิ่ม มีไขมันเกาะที่บริเวณรอบเอว มีระดับโคเลสเตอรอลที่ผิดปกติ มีน้ำตาลในเลือดสูง และมีความดันโลหิตสูงแล้ว เรื่องเหล่านี้ยังเพิ่มโอกาสความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจสมองขาดเลือดหล่อเลี้ยง และโรคเบาหวานได้ด้วย แพทย์แนะนำว่าผู้ใหญ่โดยทั่วไปต้องการเวลานอนอย่างน้อยคืนละ 7 ชั่วโมง และมากกว่านั้นสำหรับเด็ก

ที่มา: VOA, 7/3/2019

ILO ชี้การสร้างความเท่าเทียมทางเพศในที่ทำงานไม่คืบหน้า

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เผยแพร่รายงานก่อนวันสตรีสากล (8 มี.ค.) ระบุว่าช่องว่างของอัตราการจ้างงานระหว่างหญิงชายลดลงไม่ถึงร้อยละ 2 ในช่วง 27 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจากอัตราเช่นนี้ จะต้องใช้เวลามากกว่า 200 ปีที่จะทำให้ผู้ชายและผู้หญิงเท่าเทียมกันในด้านค่าจ้าง

ที่มา: news.un.org, 7/3/2019

ILO ชี้สัดส่วนสตรีในตำแหน่งสำคัญในญี่ปุ่นยังมีน้อย

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เผยแพร่รายงานก่อนวันสตรีสากล (8 มี.ค.) พบว่าในบรรดาชาติสมาชิกกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 7 ชาติหรือ G7 สหรัฐเป็นชาติที่มีตัวเลขสัดส่วนนี้สูงสุด 39.7% ตามมาด้วยอังกฤษ 35.9% และแคนาดา 35.3% ขณะที่ญี่ปุ่นอยู่ในอันดับท้ายสุด 12%

ญี่ปุ่นยังคงตามหลังชาติอื่น ๆ ในกลุ่ม G7 ในด้านตัวเลขสัดส่วนผู้หญิงที่เป็นสมาชิกในคณะกรรมการของบรรดาบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นอีกด้วย

เจ้าหน้าที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศกล่าวว่ากฎหมายและนโยบายในเชิงรุกเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการที่จะให้สตรีมีบทบาทที่เท่าเทียมด้วย ไม่เฉพาะแต่โอกาสที่เท่าเทียมเท่านั้น

ที่มา: NHK WORLD-JAPAN, 8/3/2019

เผยคดีอาญา 3 อันดับแรกที่แรงงานต่างชาติก่อขึ้นในไต้หวันได้แก่ ยาเสพติด ก่ออันตรายต่อสาธารณะและลักทรัพย์

สถานีตำรวจ นครเถาหยวน ประเทศไต้หวัน เปิดเผยสถิติคดีอาญาของแรงงานต่างชาติในนครเถาหยวน 3 อันดับแรกได้แก่ ยาเสพติด ก่ออันตรายต่อสาธารณะและลักทรัพย์ โดยเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา แรงงานต่างชาติในนครเถาหยวนก่อคดีอาชญากรรมทั้งหมด 206 คดี ในจำนวนนี้ อันดับ 1 ได้แก่คดียาเสพติด มี 80 คดี แรงงานไทยพัวพัน 33 คดี ครองสัดส่วน 41.25% อันดับ 2 ได้แก่ก่ออันตรายต่อสาธารณะ 70 คดี เป็นแรงงานไทย 24 คดี ครองสัดส่วน 34.28% ในจำนวนนี้ร้อยละ 75 หรือ 18 คดี เป็นคดีเมาแล้วขับ อันดับ 3 คดีลักทรัพย์ มี 27 คดี  แรงงานไทยมี 2 คดี ครองสัดส่วน 7.4%

สำหรับคดียาเสพติด ส่วนใหญ่เป็นยาเสพติดประเภท 2 ได้แก่ แอมเฟตทามีนจำพวกยาไอซ์ ในไต้หวันมีโทษค่อนข้างรุนแรง ผู้ผลิต ขนส่งลำเลียงหรือจำหน่ายแอมเฟตทามีน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป ส่วนผู้เสพมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ผู้ถือครองโดยไม่ได้เสพ ไม่ได้ขาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือเปรียบเทียบปรับ 30,000 เหรียญไต้หวัน

ส่วนคดีก่ออันตรายต่อสาธารณะที่แรงงานต่างชาติในนครเถาหยวนก่อขึ้นเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคดีเมาแล้วขี่จักรยาน จักรยานไฟฟ้า และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า มีถึง 70 คดี ถูกปรับเงินสูงสุด 200,000 เหรียญไต้หวัน จากนั้นจะถูกเนรเทศส่งกลับประเทศ ห้ามเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันตลอดชีพ

นอกจากสถิติคดีอาญาแล้ว สถานีตำรวจเถาหยวน ยังเตือนแรงงานต่างชาติ ต้องระวังตกเป็นเหยื่อแก๊งมิจฉาชีพ ที่มักจะซื้อบัญชีธนาคาร บัตร ATM ซิมโทรศัพท์มือถือ นำไปก่อคดีอาชญากรรม ทำให้แรงงานต่างชาติตกเป็นเหยื่อถูกฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล ตำรวจเตือนว่า แม้ครบกำหนดสัญญากำลังจะเดินทางกลับประเทศ ก็ไม่ควรเห็นแก่เงินเล็กๆ น้อยๆ ขายบัญชีธนาคาร บัตร ATM และซิมโทรศัพท์มือถือให้ผู้อื่น เพราะได้ไม่คุ้มเสีย อาจทำให้เราไม่สามารถเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันได้ หรือขณะเดินทางเข้าไต้หวัน ถูกจับที่สนามบิน ไม่เพียงแต่ทำงานไม่ได้ ยังกลายเป็นผู้ต้องหา

ที่มา: Radio Taiwan International, 15/3/2019

กลุ่ม NGO ประท้วง สตม. ให้แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายในสถานกักกันควักเงินซื้ออาหารทานกันเอง

เมื่อต้นเดือน มี.ค. 2019 เครือข่ายสนับสนุนและเสริมพลังแรงงานย้ายถิ่นในไต้หวัน (MENT) ซึ่งเป็นแนวร่วมกลุ่ม NGO ไปชุมนุมประท้วงหน้าที่ทำการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในกรุงไทเป พวกเขากล่าวหา สตม. ว่าหลังตรวจพบและจับกุมแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย นำไปยังสถานกักกัน ไม่ได้ให้อาหารทาน แรงงานต่างชาติต้องควักเงินหาซื้ออาหารทานกันเอง หากแรงงานไม่มีเงินอาจต้องอดอาหารเป็นเวลานานถึง 3 วัน ถึงขั้นเจ้าหน้าที่สถานกักกันควักเงินส่วนตัวช่วยซื้อข้าวกล่องให้แรงงานต่างชาติทาน

ต่อข้อกล่าวหาข้างต้น โฆษก สตม. ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบ ไม่ปรากฏมีสภาพการณ์ที่ปล่อยให้ผู้ต้องกักในสถานกักกันต้องอดอาหาร อย่างไรก็ตาม สตม. จะตรวจสอบข้อเท็จจริง และรับฟังข้อเสนอของกลุ่มผู้ประท้วง

ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องโทษในเรือนจำ ไม่มีปัญหาในเรื่องอาหารการกิน คือทางเรือนจำเลี้ยงอาหารอยู่แล้ว แต่สำหรับแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย ระหว่างที่รอการส่งกลับอยู่ในสถานกักกัน กฎหมายให้แรงงานผิดกฎหมายรับผิดชอบค่าอาหารกันเอง อย่างไรก็ตาม กรณีที่แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายหากไม่มีเงินซื้ออาหาร กฎหมายการจ้างงานของไต้หวันอนุโลมให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเบิกจากกองทุนเพื่อความมั่นคงในการทำงานของแรงงานท้องถิ่นสำรองจ่ายค่าอาหารก่อนได้ จากนั้น ทางกองทุนฯ ค่อยไปติดตามคืนจากแรงงานต่างชาติหรือจากนายจ้างที่ว่าจ้างแรงงานต่างชาติเข้าทำงานอย่างผิดกฎหมายต่อไป

ที่มา: Radio Taiwan International, 15/3/2019

บริษัทจีนบังคับพนักงานนอนกลางวัน หวังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในช่วงบ่าย

สื่อจีนรายงานว่า บริษัทแห่งหนึ่งในเมืองจีนได้มีแนวคิดจัดตารางเวลาพักนอนกลางวันให้กับพนักงาน โดยให้เหตุผลว่า การพักผ่อนเล็กน้อยช่วงหลักพักทานอาหารเที่ยง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานต่อในช่วงบายจนถึงตอนเลิกงาน

บริษัทแห่งหนึ่งในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน ได้ประกาศออกกฏให้พนักงานทุกคน จะต้องพักผ่อนตามตารางเวลาที่ทำเอาไว้ให้ ตอนเวลา 13.00 - 14.00 น. ของทุกวัน หากใครฝ่าฝืนจะถูกบทลงโทษ ด้วยการซื้อน้ำขวดหนึ่งและจะนำไปมอบให้กับพนักงานกวาดถนนในเมือง

นโยบายบริษัทกล่าวว่า เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ อากาศกำลังเปลี่ยนแปลงและอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ พนักงานจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มมีอาการง่วงหงาวหาวนอน ซึ่งตามปกติแล้วช่วงเวลากลางวันพนักงานหลายคนจะไม่ค่อยพักผ่อน มีบ้างที่เล่นเกมกัน ทำให้ช่วงบ่ายจะเริ่มง่วงและมีประสิทธิภาพในการทำงานน้อยลง จึงได้ออกกฎนี้ขึ้นเพื่อให้พนักงานทุกคนได้พักผ่อนในช่วงกลางวันได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้ของบริษัทมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะบางคนบอกว่าตนไม่มีนิสัยนอนตอนกลางวัน เมือไม่รู้สึกง่วงนอนยังไงก็ไม่หลับอยู่ดี ในขณะที่บางส่วนที่ชอบงีบตอนกลางวันกล่าวว่าตนไม่มีปัญหาอะไรกับนโยบายนี้

ที่มา: China Xinhua News, 20/3/2019

นายจ้างอังกฤษแค่ 19% เท่านั้นที่เชื่อว่าเรียน ป.โท จะช่วยเพิ่มทักษะการทำงาน

จากผลสำรวจของงสถาบัน ISE (Institute of Student Employers) ในอังกฤษ พบว่านายจ้างส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าการเรียนเรียนปริญญาโทจะช่วยเพิ่มทักษะ ความสามารถในการทำงาน มีผลสำรวจเพียงแค่ 19% เท่านั้นที่คิดว่าการเรียน ป.โท จะช่วยให้พนักงานมีทักษะ และคุณภาพที่ดีกว่าคนที่ไม่ได้เรียน ป.โท และผลจากการสำรวจก็ยังพบว่านายจ้างในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้ความสนใจกับวุฒิการศึกษา ส่วนนายจ้างในกลุ่มธุรกิจ IT มีเพียงแค่ 6% ที่เห็นประโยชน์ และคิดว่าการเรียนจบ ป.โท จะเพิ่มทักษะการทำงานได้

ที่มา: independent.co.uk, 20/3/2019

ผลสำรวจชี้ว่าบริษัทกว่า 40% กังวลว่าวันหยุดยาว 10 วันปลายเดือน เม.ย. จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ

การสำรวจพบว่ากว่า 40% ของบริษัทญี่ปุ่นคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากวันหยุดทั้งประเทศยาว 10 วันซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย. 2019 ในช่วงวันหยุดยาวดังกล่าวจะมีงานต่าง ๆ เกี่ยวกับการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระจักพรรดิพระองค์ใหม่ของญี่ปุ่น

เทโกกุดาต้าแบงก์ บริษัทวิจัยของญี่ปุ่น ติดต่อบริษัทราว 23,000 บริษัททั่วประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ และกว่า 9,700 บริษัทตอบกลับ 43.6% ระบุว่าธุรกิจจะได้รับผลกระทบจากช่วงวันหยุดที่ยาวนาน ในจำนวนนั้น 5.3% คาดว่าจะเกิดผลในทางบวก 12.8% กังวลเกี่ยวกับผลในทางลบ และ 25.5% คาดว่าจะเกิดผลทั้งสองทาง

บริษัทที่คาดว่าจะเกิดผลในทางบวกระบุว่าช่วงวันหยุดยาวและการเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ของประเทศจะกระตุ้นการใช้จ่ายสำหรับการบริโภค บริษัททั้งหลายที่กังวลเกี่ยวกับผลในทางลบระบุว่า จำนวนวันทำงานจะลดลง และระบบคอมพิวเตอร์กับเอกสารจะต้องใช้ชื่อยุคสมัยใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2019

ที่มา: NHK WORLD-JAPAN, 20/3/2019

NGO ไต้หวัน เรียกร้องให้ยุติการผลักดันระบบจ้างเหมาบริการในกลุ่มแรงงานต่างชาติ

เครือข่ายสนับสนุนและเสริมพลังแรงงานย้ายถิ่นในไต้หวัน (MENT) ซึ่งเป็นแนวร่วมกลุ่ม NGOได้ไปชุมนุมหน้าที่ทำการกระทรวงแรงงานในกรุงไทเป ประท้วงการอนุมัติให้นำเข้าแรงงานในระบบจ้างเหมาบริการในภาคการเกษตรและกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาอนุมัติให้ภาคการผลิตนำเข้าแรงงานในระบบจ้างเหมาบริการ รวมถึงประกาศให้ตำแหน่งลูกเรือประมงอยู่ภายใต้การบังคับใช้ของกฎหมายมาตรฐานแรงงานมาตราที่ 84 ข้อ 1 หรือเป็นตำแหน่งงานในระบบจ้างเหมา โดยกล่าวว่า เป็นการขูดรีดแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะงานจ้างเหมาบริการ เป็นการเปลี่ยนจากระบบปัจจุบันที่แรงงานต่างชาติทำงานกับนายจ้างคงที่รายเดียวเปลี่ยนเป็นถูกส่งไปทำงานกับนายจ้างหลายรายตามแต่ที่มาลงทะเบียนแสดงความต้องการ ทำให้แรงงานต่างชาติขาดหลักประกัน ส่วนการประกาศให้ลูกเรือประมงอยู่ภายใต้บังคับใช้ของกฎหมายมาตรฐานแรงงานมาตรา 84 ข้อ 1 หรือเท่ากับให้ทำงานแบบจ้างเหมา จะยิ่งทำให้ปัญหาของลูกเรือต่างชาติในปัจจุบันรุนแรงขึ้น เช่นต้องทำงานหนักเป็นเวลานาน ค่าจ้างต่ำ ต้องจ่ายค่าหัวคิวในราคาแพง ยิ่งกว่านั้น บางรายยังถูกเบี้ยวค่าโอทีเป็นต้น เครือข่ายสนับสนุนและเสริมพลังแรงงานย้ายถิ่นในไต้หวันกล่าวว่า แม้ลูกเรือประมงจะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงาน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มีนายจ้างจำนวนไม่น้อยที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

ที่มา: Radio Taiwan International, 27/3/2019

เผยต้นทุนการว่าจ้างแรงงานต่างชาติของนายจ้างภาคการผลิตไต้หวันอยู่ที่ 34,500 เหรียญไต้หวันต่อคน

กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวันเปิดเผยตัวเลขประเมินว่า ปัจจุบันนายจ้างต้องจ่ายต้นทุนการว่างจ้างแรงงานต่างชาติแต่ละคนที่ 34,500 เหรียญไต้หวันต่อเดือน ซึ่งประกอบด้วยค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 23,100 เหรียญ ค่าบริหารดูแลรวมอาหารที่พัก 6,500 เหรียญ เบี้ยประกันภัยแรงงาน ประกันสุขภาพส่วนที่นายจ้างต้องจ่าย 2,900 เหรียญและการชำระเงินเข้ากองทุนเพื่อความมั่นคงในการทำงานของแรงงานท้องถิ่น 2,000 เหรียญ แต่ระบบจ้างเหมาบริการ จะช่วยให้นายจ้างที่มีความจำเป็น สามารถว่าจ้างแรงงานต่างชาติได้มากกว่าโควตาที่ได้รับ แต่ไม่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนเพื่อความมั่นคงในการทำงานที่สูงขึ้น ตามระบบซื้อโควตาแรงงานต่างชาติ ซึ่งต้องจ่ายเพิ่ม 3,000-7,000 เหรียญไต้หวันต่อการว่าจ้างแรงงานต่างชาติ 1 คนต่อเดือน

ที่มา: Radio Taiwan International, 27/3/2019

'หนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา' ฉุดคนรุ่นมิลเลเนียลร่ำรวยน้อยลง

คนรุ่นมิลเลเนียล หรือคนที่อยู่ในช่วงอายุ 23-38 ปี จะมีระดับความมั่งคั่งน้อยกว่าคนรุ่นก่อนๆ ที่อยู่ในช่วงอายุเดียวกันถึง 25% ด้วยปัจจัยสำคัญ คือ หนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ที่ขัดขวางหนทางแห่งความมั่งคั่งของพวกเขาลงไป ตามการวิจัยชิ้นล่าสุดจาก Brookings Institution โดย William G. Gale นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี บอกว่า ระดับหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษาของกลุ่มคนมิลเลเนียลสูงกว่าคนรุ่นเก่ากว่ามาก

ไม่เพียงแค่นั้นรูปแบบของตลาดแรงงานแบบใหม่ ภายใต้ Gig Economy หรือเศรษฐกิจที่ใช้กำลังแรงงานแบบชั่วคราว ที่ลูกจ้างจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนกับคนรุ่นพ่อรุ่นปู่ได้รับในอดีต และรูปแบบการจ้างงานแบบนี้จะลดสิทธิประโยชน์ในวัยเกษียณสำหรับคนกลุ่มมิลเลเนียลอย่างมาก

ผลกระทบจากรูปแบบการจ้างงาน สิทธิประโยชน์ในการทำงาน บวกกับหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ได้ผลักให้คนกลุ่มมิลเลเนียลก้าวสู่วัยผู้ใหญ่ได้ช้าลง กล่าวคือ พวกเขาจะแต่งงานช้าลง ซื้อบ้านหลังแรกช้าลง และมีบุตรช้าลงตามลำดับ

นอกจากนี้ กลุ่มคนมิลเลเนียล ในช่วงที่เกิดในปี พ.ศ. 2524-2539 ยังเตรียมเจอมรสุมหนักระลอกใหม่ เพราะพวกเขาต้องเตรียมวางแผนการลงทุนและการออมสำหรับวัยเกษียณของตัวเอง เนื่องจากสวัสดิการของรัฐจะน้อยลงกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างมาก เนื่องจากความไม่แน่นอนของระบบประกันสุขภาพวัยเกษียณและระบบประกันสังคม ที่ขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ

ที่มา: VOA, 29/3/2019

 

 

 

 

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์

เรื่องที่เกี่ยวข้อง