ประสบการณ์เกม ความซวยที่หลอกหลอนสายเขียวไปตลอดชีวิต

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

เชื่อว่าผู้ใช้กัญชาทุกคน ชีวิตนี้คงจะต้องมีประสบการณ์เกมหรือการถูกตำรวจจับกันเกือบทุกคน เนื่องในโอกาส 420 หรือวันกัญชาโลกปีนี้ ข้าพเจ้าจึงอยากแบ่งปันประสบการณ์การเกมของข้าพเจ้าทั้ง 4 ครั้งในชีวิต เพื่อเป็นวิทยาทานและบันทึกทัศนะวิสัยที่ข้าพเจ้าสั่งสมมานาน

เกมคืออะไร? เกม ในวงการสายเขียวหมายถึงการถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับกุม สามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทคือ “เกมโดยมอบ” หมายถึงการยอมรับว่าตนเองมีสารอยู่ในร่างกาย กับสองคือ “เกมโดยละม่อม” คือการเกมโดยถูกเจ้าหน้าที่รัฐตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย (ส่วนมากมักเป็นการตรวจปัสสาวะ) หรือพบของกลางอยู่กับตัว โดยปกติแล้ว การเกมโดยมอบ มักจะได้รับความเอ็นดูจากเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่า ทั้งนี้เนื่องจากการเกมโดยละม่อมจะมีหลักฐานมัดตัว ดิ้นหลุดยากกว่า และอำนาจการต่อรองน้อยกว่า

การเกมครั้งแรกของข้าพเจ้าเกิดขึ้นเป็นหมู่คณะ และเป็นการเกมโดยละม่อม ข้าพเจ้ากำลังกลับจากงานสังสรรค์กับเพื่อนฝูงโดยนั่งแท็กซี่มากับเพื่อน 5 คน ในจำนวนนั้น มีสายเขียวเข้มข้นอยู่ 4 คน ระหว่างทางก็เจอเข้ากับด่านตำรวจ เขาเชิญพวกเราลงจากรถ พร้อมสาดคำถามใส่ในท่าทีเกรี้ยวกราด “ไปไหนมา” “จะไปไหน” “เล่นอะไรกันมาหรือเปล่า” แน่นอนพวกเราให้การปฏิเสธ แต่ไม่นานเจ้าหน้าที่ก็พบกัญชาปริมาณครึ่งขีดอยู่ในกระเป๋าของเพื่อนข้าพเจ้า 

ความร่าเริงถูกแทนที่ด้วยความกลัว คางของพวกเรากดต่ำลงจนติดหน้าอก จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็พาพวกเราไปที่ สน. ขู่ว่าพวกเราจะต้องถูกดำเนินคดีกันหมด ในตอนนั้น พวกเรายังเป็นนักศึกษา คำขู่จึงออกมาในลักษณะ “เอ็งหมดอนาคตแล้ว” “สงสารพ่อแม่พวกเอ็งเหลือเกินมีลูกแบบนี้” เจ้าหน้าที่เอาภาชนะรองปัสสาวะมาวางไว้ข้างหน้าเรา แต่ก็ไม่ได้ใช้มัน คงเป็นเพราะกัญชาปริมาณครึ่งขีดก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาได้สิ่งที่ต้องการ

เรานั่งอยู่ใน สน. ตั้งแต่ตีสอง แม้แต่เพื่อนคนที่ไม่ได้มีสารในร่างกายเลยก็ถูกพาตัวมาด้วย พวกเรานั่งฟังคำขู่ต่างๆนาๆ มากมาย สลับกับนั่งดูภาพเพื่อนร่วมชาตะกรรมกลุ่มอื่น เดินเข้าออก สน. ด้วยใบหน้าเซ็งกับชะตาชีวิตของตัวเอง ล่วงเลยจนถึงตีสี่ เจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งเรียกข้าพเจ้าออกไปคุยเป็นการส่วนตัว และนี่คือคำพูดที่ข้าพเจ้าจำได้ขึ้นใจ

“พวกเอ็งก็ยังเด็ก พี่ไม่อยากจะทำให้พวกเอ็งเสียอนาคต เอาอย่างนี้แล้วกัน พี่ขอคนละหมื่น แต่ไอคนที่มีของนี่พี่ขอสองหมื่นนะ”

สิริรวมกัน ห้าหมื่นบาทถ้วน ข้าพเจ้ากลับไปถามเพื่อน และได้คำตอบว่าไม่มีเงิน ข้าพเจ้าจึงกลับไปต่อรองราคาแบบหน้าด้านว่าๆ “ขอทั้งหมดสองหมื่นห้าได้ไหมพี่” โชคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐตอบตกลง แต่พวกเรามีเงินไม่พออยู่ดี สุดท้ายก็ต้องโทรเรียกเพื่อนอีกคนให้เอาค่าเทอมที่แม่เพิ่งโอนให้มาจ่ายไปก่อน ส่วนพวกเราก็ทยอยคืนให้กับเขาในภายหลัง 

ประโยคสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่รัฐพูดกับข้าพเจ้าคือ “สัญญากับพี่นะว่าจะเลิก” ข้าพเจ้ารับปากแบบส่งๆ เพราะสำหรับข้าพเจ้ามันไม่ยุติธรรมเสียเลย ที่เราจะต้องมาเสียเงินเพียงเพราะการหาความสุขใส่ตัวโดยไม่ได้ไประรานใคร

เหตุการณ์ที่สอง เกิดขึ้นระหว่างทางกลับบ้าน ข้าพเจ้าอยู่บนรถแท็กซี่ กำลังถึงบ้านในระยะทางอีกไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร แต่ดันเจอเข้ากับด่านตำรวจ พวกเขาเรียกข้าพเจ้าลงจากรถ และขอตรวจปัสสาวะ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่โดน ข้าพเจ้ามีอาการสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด จนเจ้าหน้าที่ยืนดูข้าพเจ้าถามขึ้นมาว่า “น้องเล่นหรือเปล่า” ไม่รู้ด้วยความอ่อนต่อโลก หรือสัญชาติญาณ ข้าพเจ้าตอบไปว่า “นิดหน่อยครับพี่” พูดจบ ตำรวจชั้นประทวนที่ใส่หมวกหัวปิงปองท่านนั้นก็โยนขวดปัสสาวะของข้าพเจ้าทิ้ง และพาไปคุยกับตำรวจยศสัญญาบัตรที่เป็นคนคุมด่าน เขาบอกให้ข้าพเจ้าโทรหาผู้ปกครองเพื่อบอกพวกเขาว่าข้าพเจ้าต้องถูกดำเนินคดี แต่ข้าพเจ้าปฏิเสธ โดยยืนยันว่าเราบรรลุนิติภาวะแล้ว ส่วนพ่อแม่เราก็เกษียณแล้วและอยู่ไกลจากจุดเกิดเหตุมาก ครั้งนี้ข้าพเจ้าเป็นฝ่ายเปิดการเจรจาก่อน แต่ด้วยความจีบปากจีบคอเจ้าหน้าที่รัฐ ข้าพเจ้าไม่สามารถพูดตรงๆ ได้ว่า “พี่จะเอาเท่าไหร่” ต้องอ้อมค้อมไปเรื่อยทำนองว่า “มันพอจะมีทางอื่นไหมพี่?” “พี่ช่วยผมหน่อยได้ไหมพี่?” จนสุดท้ายข้าพเจ้าก็ต้องควักเงิน 3000 บาท ในช่วงปลายเดือนเพื่อประกันอิสรภาพให้กับตัวเอง

จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ศึกษาหาข้อมูลจนพบว่าปกติแล้วการตรวจปัสสาวะตามด่านตำรวจมักจะเป็นการตรวจหาสารเสพติดประเภทแอมเฟตามีน หรือยาบ้าซึ่งจะเป็นชุดตรวจในซองสีม่วง มีโอกาสน้อยมากที่จะเจอซองเขียวซึ่งใช้ตรวจหากัญชา เมื่อรู้ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงนั่งรถผ่านด่านอย่างสง่าผ่าเผยมาโดยตลอด และให้ความร่วมมือในการตรวจปัสสาวะทุกครั้ง ข้าพเจ้ารอดมาเป็นเวลาสามปี จนไม่นานมานี้ ที่รัฐบาล คสช. ผ่านกฎหมายอนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ ข้าพเจ้าก็เกมอีกครั้งหนึ่ง

ข้าพเจ้านั่งอยู่ในรถของแฟนเก่า เรามีปากเสียงกันเล็กน้อย จนทำให้ข้าพเจ้าลืมสังเกตุไฟไซเรนสี่แดงที่ดักรอข้าพเจ้าอยู่เบื้องหน้า ตอนแรกข้าพเจ้าคิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร เพราะคนขับรถเป็นผู้หญิง น่าจะผ่านไปได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ข้าพเจ้าคิดผิด ตำรวจเชิญข้าพเจ้าลงจากรถและเชิญไปขับน้ำออกจากร่างกายเช่นเคย แต่ที่ต่างออกไปคือคราวนี้มีชุดตรวจถึงสามซอง สองซองแรกผ่านไปอย่างไม่มีปัญหา จนมาถึงซองที่สามเป็นกระดาษลิสมัสเล็กๆ (ลักษณะคล้ายที่ตรวจครรภ์) ที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นมาก่อน หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจุ่มมันลงไปในปัสสาวะของข้าพเจ้า เขาก็ถามว่า “ดูดกัญชาครั้งล่าสุดเมื่อไหร่” ข้าพเจ้ารู้ชาตะกรรมตัวเองแล้วในขณะนั้น แต่ก็ยังปากหนักตอบไปว่า “น่าจะซักสองสามเดือนที่แล้วครับ” เจ้าหน้าที่ตำรวจส่ายหน้าแล้วพูดสวนกลับมาว่า “ไม่เกินสามวัน” ข้าพเจ้าคิดในใจ “สามชั่วโมงเท่านั้นแหละ”

ครั้งนี้ต่างจากครั้งที่ผ่านมา เพราะข้อมือของข้าพเจ้าได้สัมผัสกุญแจมือเป็นครั้งแรก เขาให้ข้าพเจ้ายืนอยู่ข้างจุดยิงกระต่าย ประดุจเป็น Brand Ambassador ประจำด่าน คอยย้ำเตือนผู้ที่หมุนเวียนเขามาปัสสาวะว่าอนาคตของพวกเขาจะเป็นอย่างไรหากเกมในค่ำคืนนี้ ข้าพเจ้าสังเกตว่าไม่ใช่แค่สารเสพติดเท่านั้น แม้แต่บุหรี่ไฟฟ้าก็ยังโดนตรวจตามด่านเหล่านี้ด้วยเช่นกัน 

ข้าพเจ้าขออกไปคุยกับแฟนเก่าที่รออยู่ด้านนอกในอาการสติแตกเพราะเธอไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ผมต้องการบอกให้เธอกลับไปเสีย เพราะรู้ว่าการที่เธออยู่ตรงนั้นไม่เป็นผลดีต่อตัวเธอและข้าพเจ้า แต่เจ้าหน้าที่ก็กันให้ข้าพเจ้าอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา จนเธอเป็นฝ่ายที่เดินเข้ามาหาเอง ข้าพเจ้าเกลี้ยกล่อมให้เธอยอมกลับไปได้จนสำเร็จ แต่กลับเป็นฝ่ายเจ้าหน้าที่เองที่รั้งเธอว่าโดยบอกว่า “น้องจะไม่ช่วยเพื่อนจริงๆ หรือ?” “จะปล่อยให้เขาขึ้นศาลจริงๆ หรือ?” สุดท้ายวันนั้นข้าพเจ้าต้องเสียเงินไปถึงหนึ่งหมื่นบาทเป็นค่าไถ่อิสรภาพ ประโยคจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ฟังแล้วเจ็บใจที่สุดคือ “พี่ว่าน้องเลิกเถอะนะ เผื่อแฟนน้องจะกลับมา” ข้าพเจ้ากล่าวขอบคุณ แต่ในใจมีแต่คำว่า “เสือก” เต็มไปหมด

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ข้าพเจ้ามีแผนจะต้องย้ายออกจากที่พักเดิม โดยคิดว่าชีวิตนี้คงไม่ต้องเจออะไรแบบนี้อีกแล้ว แต่การเกมครั้งที่ 4 ก็เกิดขึ้นเพียง 2 อาทิตย์หลังจากนั้น ครั้งนี้เกิดขึ้นกลางวันแสกๆ และไม่ได้เกิดที่ด่านตำรวจ

ตอนนั้นเป็นเวลาบ่าย 2 ข้าพเจ้าออกไปทานอาหารที่ห้างสรรพสินค้าแถวบ้าน ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังข้ามถนนเพื่อมาเรียกแท็กซี่กลับบ้านซึ่งห่างออกไปไม่เกิน 2 กิโล เจ้าหน้าที่ตำรวจสองท่านก็รอข้าพเจ้าอยู่ที่ตีนสะพานลอยฝั่งตรงข้าม พวกเขาไม่ได้ใส่เครื่องแบบด้วยซ้ำ ใส่เพียงเสื้อยืดสีขาวกับเสื้อกั๊กสีดำที่มีข้อความ บช.น.6 เขาแสดงบัตรเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมบอกว่าช่วงนี้อยู่ในช่วงกวาดล้างยาเสพติด จึงขอความร่วมมือข้าพเจ้าไปตรวจปัสสาวะที่ป้อมตำรวจ ข้าพเจ้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินตามไปโดยพยายามคุมสติให้ได้มากที่สุด เพราะการถูกประชิดตัวกลางวันแสกๆ แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับข้าพเจ้ามาก่อน เมื่อเข้าไปในป้อมตำรวจ เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งท่าทางดุดันและดูจะใหญ่ที่สุด ณ ที่แห่งนั้น รอข้าพเจ้าอยู่ เขายื่นภาชนะรองปัสสาวะให้ข้าพเจ้าพร้อมกล่าวประโยควัดใจ

“ถ้าเล่นก็บอกพี่ตรงๆนะ พี่จะได้ช่วย”

...ช่วย!? ใครกันแน่ที่ช่วยใคร 

ณ จุดนั้นข้าพเจ้าต้องเลือกว่าจะวัดดวง (อนึ่งสภาพป้อมตำรวจโทรมๆ แห่งนั้นก็ไม่น่าจะมีอุปกรณ์สำหรับตรวจสารเสพติดอะไรมากมาย) หรือจะยอมเกมโดยมอบ แต่สุดท้ายข้าพเจ้าก็กล่าวออกไปว่า “ผมใช้กัญชาครับ” เมื่อได้ยินดังนั้นเจ้าหน้าที่ก็เชิญข้าพเจ้าออกจากห้องน้ำ ทั้งที่ข้าพเจ้ายังไม่ได้ปัสสาวะเลยด้วยซ้ำ ตำรวจคนหนึ่งเอากระดาษกรอกประวัติอาชญกรออกมาวางหน้าข้าพเจ้าทำทีเหมือนจะเขียนแต่ก็ไม่ได้เขียนอะไร ตำรวจอีกท่านหนึ่งยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูป ข้าพเจ้าพยายามยกมือปิดหน้าตัวเอง แต่เขากลับตวาดว่า “มึงอยากให้กูช่วยหรือเปล่า ถ้าอยาก มึงอย่าดื้อ อย่าตุกติก” สุดท้ายข้าพเจ้าก็ต้องยอมแต่โดยดี

ไม่เกินสิบนาทีหลังจากนั้น ตำรวจคนที่ถ่ายรูปข้าพเจ้าก็พูดขึ้นว่า

“มึงช่วยค่าข้าวพวกพี่หน่อยแล้วกัน” 

“แล้วค่าข้าวพวกพี่มันเท่าไหร่” ผมถามกลับ

“ห้าพัน” เจ้าหน้าที่รัฐตอบ

“ผมมีไม่ถึงหรอกครับ”

“งั้นมึงจะเอาเท่าไหร่?” เจ้าหน้าที่พูดเสียงแข็ง

“สามพันได้ไหมครับ” ข้าพเจ้าพูดพร้อมฝืนฉีกยิ้มให้มากที่สุด

“เอ้อ ก็แค่นั้นแหละ” เป็นอันจบการเจรจา

เจ้าหน้าที่ท่านนั้นเดินออกไป ส่วนเจ้าหน้าที่คนที่ทำทีเหมือนจะกรอกประวัติอาชญากรรมข้าพเจ้าก็บ่นพึมพำ แบบตั้งใจให้ข้าพเจ้าได้ยินว่า “ทำไมวันนี้พี่เขาใจดีจังวะ ปกติแกส่งเข้าคุกหมดทุกคนเลยนะ” ข้าพเจ้าคิดในใจ “อ๋อ คือกูต้องขอบคุณมึงสินะ” ข้าพเจ้าจึงไหว้สวยๆ แบบศรีวราห์ไหว้เจ้าสัวเปรมชัย ก่อนเดินออกไปกดเงินมามอบเป็นค่าอาหารให้กับเจ้าหน้าที่รัฐทั้งสามคน หนึ่งในนั้นกล่าวประโยคทิ้งท้ายว่า “แล้วพี่จะคอยดูเอ็งอยู่ห่างๆ”

สุดท้ายแล้ว...

-    ทุกวันนี้ข้าพเจ้าไม่สามารถเล่นมือถือบนรถแท็กซี่ได้อีกต่อไป ตาของข้าพเจ้าต้องคอยมองไปข้างหน้าตลอดเวลา และแม้แต่แสงไฟกระพริบไม่ว่าจะมาจากรถกู้ภัย หรือร้านคาราโอเกะ ก็ทำให้ใจของข้าพเจ้าหล่นไปอยู่ตาตุ่มได้อย่างง่ายดาย แม้แต่ในความฝัน คืนใดที่ข้าพเจ้าฝันว่าเสพกัญชา เจ้าหน้าที่รัฐก็มักจะมาปรากฎตัวอยู่ตลอดเวลา 

-    คนรอบข้างมักบอกให้ข้าพเจ้าดูแลตัวเอง หมั่นไปออกกำลังกาย ไปพบเจอเพื่อนฝูง ไปกินอาหารดีๆ หน้าตาจะได้ไม่ดูซูบผอมเหมือนคนติดยา ข้าพเจ้าก็อยากทำเช่นนั้น แต่จะให้ทำอย่างไร แค่นั่งรถออกไปกินข้าวไม่ถึงครึ่งชั่วโมงข้าพเจ้าก็เกมเสียแล้ว สุดท้ายข้าพเจ้าก็ได้แต่หมกตัวอยู่แต่ในห้องและกินอาหารเซเว่นหน้าปากซอยเพื่อประทังชีวิต ไม่ใช่เพราะขี้เกียจหรือเฉื่อยชา แต่สังคมนี้มันบีบให้ข้าพเจ้าทำได้แค่นั้นจริงๆ 

-    แม้รัฐบาล คสช. จะออกนโยบายที่ดูเหมือนจะพยายามทำให้สังคมและผู้ใช้กัญชาอยู่ร่วมกันได้ แต่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการก็ยังคงเดินหน้าปราบปราม และหาผลประโยชน์จากผู้ใช้กัญชาไม่เว้นแต่ละวัน ข้าพเจ้ายังโชคดีที่ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เงินยังพอจะเป็นทางออกของข้าพเจ้าได้ แต่ก็ไม่รู้ว่ามีอีกกี่คนที่โชคไม่ดีเหมือนข้าพเจ้า ที่ต้องถูกจองจำและเสียประวัติจากการแสวงหาความสุขในสังคมที่โหดร้ายเช่นนี้

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น