สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 15-21 เม.ย. 2562

ประกันสังคม เตรียมจ่าย 11 ล้านบาท ดูแลผู้ประกันตนบาดเจ็บ-ตายจากอุบัติเหตุ ช่วงสงกรานต์ 11-17 เม.ย. 2562

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงตัวเลขผู้ประกันตนที่บาดเจ็บ เสียชีวิตและความช่วยเหลือของสำนักงานประกันสังคม จากการประสบอุบัติเหตุของผู้ประกันตนในช่วงสงกรานต์ ว่า ระหว่างวันที่ 11 – 17 เม.ย. 2562 รายงานจากสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัดทั่วประเทศ พบว่ายอดผู้ประกันตนที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางจราจรในช่วงสงกรานต์ทั้งหมด 2,364 ราย และเสียชีวิตจำนวน 50 ราย สาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุเกิดจากการขับขี่ยานพาหนะ ในขณะมึนเมา การขับขี่ด้วยความประมาท รวมถึงการฝ่าฝืนกฎจราจร

ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมได้ประมาณการประโยชน์ทดแทนที่ต้องจ่ายรวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 11,029,445.51 บาทล้านบาท แยกเป็นค่าทำศพกรณีเสียชีวิตจำนวน 1,560,000 บาท เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตจำนวน 3,100,112.80 บาท และจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิจำนวน 4,923,551.66 บาท เพื่อจ่ายชดเชยให้กับผู้ประกันตน

อย่างไรก็ตามขอแจ้งผู้ประกันตน และทายาทผู้มีสิทธิที่ยังไม่ได้ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนให้มายื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีดังกล่าวได้ที่ สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ประสบอุบัติเหตุ หรือเสียชีวิต

ที่มา: ไอเอ็นเอ็น, 20/4/2562

ป.ป.ส. เผยผลสุ่มตรวจปัสสาวะ พนักงานขับรถช่วงเทศกาลสงกรานต์ พบสารเสพติด 26 ราย จาก 2,500 ราย

นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) เปิดเผยว่า ผลการรณรงค์ลดความต้องการใช้ยาเสพติดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2562 “สงกรานต์ เดินทางปลอดภัย ไร้ยาเสพติด” ในห้วงวันที่ 9-18 เม.ย.62 โดยสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด สร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนที่เดินทางสัญจรในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พร้อมทั้งเฝ้าระวัง ป้องกันการใช้ยาเสพติดในกลุ่มผู้ขับขี่ยานพาหนะ การลักลอบลำเลียงยาเสพติดผ่านทางพัสดุไปรษณีย์และการขนส่งสินค้า ตรวจเยี่ยมประชาชนในหมู่บ้านชุมชน มีผลการดำเนินงาน ดังนี้

1.การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติด โดยแจกสื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดแก่ประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา ท่องเที่ยว ไม่ใช้ยาเสพติด ไม่รับฝากสิ่งของจากผู้อื่นที่ไม่รู้จัก และการร้องเรียนยาเสพติดผ่านสายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386 ในพื้นที่รวมทั้งสิ้น 55 แห่ง ประกอบด้วย สถานีขนส่งผู้โดยสารรถประจำทาง 19 แห่ง สถานีรถไฟ 1 แห่ง รวม 20 แห่ง , หมู่บ้านชุมชน และศูนย์การเรียนรู้ที่ดำเนินกิจกรรมป้องกันยาเสพติด 22 แห่ง , จุดตรวจ ด่านตรวจ จุดบริการประชาชน 13 แห่ง

2.การจัดจุดตรวจป้องกันกลุ่มเสี่ยงพนักงานขับรถ พนักงานประจำรถ ในพื้นที่สถานีขนส่งโดยสารสาธารณะ โดยเน้นป้องปรามการใช้ยาเสพติดในสถานีขนส่งคมนาคม จุดบริการประชาชน และดำเนินการสุ่มตรวจปัสสาวะพนักงานขับรถ พนักงานประจำรถ และผู้ต้องสงสัย รวมทั้งสิ้น 2,535 ราย พบสารเสพติด 26 ราย ผู้กระทำผิด 3 ราย พร้อมยึดของกลางยาบ้า 202 เม็ด คีตามีน 4.16 กรัม พืชกระท่อม 7 กิโลกรัม ยาแก้ไอ 18 ขวด

3.การแก้ไขปัญหาผู้เสพยาเสพติด โดยนำตัวผู้เสพยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการคัดกรองและบำบัดรักษา ซึ่งจากผลการตรวจปัสสาวะพบสารเสพติด 16 ราย ดำเนินการเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษายาเสพติดตามประกาศ คสช. ที่ 108/2557 จำนวน 16 ราย และดำเนินคดีตามกฎหมาย จำนวน 10 ราย

4.การตรวจสอบพัสดุ สัมภาระต้องสงสัยเพื่อเฝ้าระวังการลักลอบการลำเลียงยาเสพติดทางพัสดุไปรษณีย์และการขนส่งสินค้า โดยบูรณาการร่วมกับบริษัทไปรษณีย์ไทย บริษัทขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์เอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบพัสดุ สัมภาระต้องสงสัยเพื่อเฝ้าระวังการลักลอบลำเลียงยาเสพติด รวม 3 แห่ง ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย และ 5.การพบปะเยี่ยมเยียนประชาชนในหมู่บ้านชุมชนเป้าหมาย และศูนย์การเรียนรู้ที่ดำเนินกิจกรรมป้องกันยาเสพติด เพื่อรับทราบข้อมูลข่าวสารการแพร่ระบาดยาเสพติด พร้อมทั้งจัดกิจกรรมที่ผสมผสานกับประเพณีท้องถิ่น รวมทั้งสิ้น 14 แห่ง

“สำนักงาน ป.ป.ส. มีความห่วงใยในสวัสดิภาพการเดินทางของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง และรณรงค์ป้องกันการตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ายาเสพติดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และได้เชิญชวน พี่น้องประชาชนทุกท่านร่วมกันสอดส่องดูแลเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นเบาะแสยาเสพติด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง” เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าว

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 19/4/2562

โค้งสุดท้าย ประกันสังคม คืนสิทธิ-มีสุข ม.39 ภายใน 19 เม.ย. นี้

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการดำเนินการคืนสภาพผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนได้กลับเข้าสู่ระบบประกันสังคมเช่นเดิมอีกครั้งว่าขณะนี้สำนักงานประกันสังคม ได้ดำเนินการติดตามผู้ประกันตนที่สิ้นสภาพกลับเป็นผู้ประกันตน โดยส่งหนังสือแจ้งไปยังกลุ่มผู้มีสิทธิจำนวน 777,228 คน ทั้งนี้ ซึ่งผลการติดตามมีผู้ประกันตนติดต่อกลับสู่ระบบประกันสังคมแล้วขณะนี้จำนวน 379,606 คน โดยแบ่งเป็นขอกลับคืนสิทธิเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 จำนวน 167,234 คน และกลับเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 มาสมัครมาตรา 40 หรือขอรับสิทธิชราภาพ/หรือทายาทมาขอรับสิทธิกรณีตาย ไปแล้วจำนวน 212,372 คน

อย่างไรก็ดีขอให้ผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่จะคืนสภาพรีบดำเนินการติดต่อที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา ทุกแห่งที่ท่านสะดวก หรือทางไปรษณีย์ (แนบแบบ สปส. 1-20/1) หรือทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 19 เม.ย. 2562

อย่างไรก็ตามโดยผู้ประกันตนจะต้องชำระเงินสมทบเดือนละ 432 บาท ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปนับแต่วันที่ได้รับอนุมัติให้กลับเป็นผู้ประกันตน โดยจ่ายเงินสมทบครบตามเงื่อนไขได้หลายช่องทางด้วยกันคือ จ่ายด้วยเงินสด ณ สำนักงานประกันสังคมได้ทั่วประเทศ ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงไทย ธนาคารธนชาต ทุกสาขา ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสทุกสาขา (seven – eleven) ผ่านระบบ Pay at Post ที่เคาน์เตอร์ไปรษณีย์ หรือจ่ายทางธนาณัติ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ พร้อมแนบแบบส่งเงิน ( สปส.1-11) ส่งให้สำนักงานประกันสังคมผ่านเคาน์เตอร์เซ็นเพย์ (บริษัทห้างเซ็นทรัล)

ทั้งนี้ยังสามารถจ่ายเงินสมทบโดยวิธีหักบัญชีธนาคาร 7 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงไทย ธนาคารธนชาติ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารทหารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงเทพ โดยผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จะได้รับสิทธิประโยชน์ 6 กรณีเช่นเดิม คือ กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย กรณีคลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ สำนักงานประกันสังคมขอย้ำให้ผู้ประกันตนปกป้องสิทธิของตนเอง

โดยให้ความสำคัญในการตรวจสอบการนำส่งเงินสมทบด้วยตนเองกับสำนักงานประกันสังคม อย่างสม่ำเสมอ และควรนำส่งเงินสมทบอย่างต่อเนื่อง หากผู้ประกันตนขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน หรือภายในระยะเวลา 12 เดือน ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่ครบ 9 เดือน จะสิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนทันที ทั้งนี้ ผู้ประกันตนสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง/จังหวัด/สาขา/ ที่ท่านสะดวก หรือโทร.1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sso.go.th

ที่มา: ไทยโพสต์, 19/4/2562

แก้ กม.ใหม่ ให้ "อดีตนักโทษ" ขึ้นทะเบียน "หมอนวด" ได้ทันทีหลังพ้นคุก ไม่ต้องรอ 1 ปีอีกต่อไป

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ซึ่งให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยกฎหมายฉบับนี้มีการแก้ไขเพียงมาตราเดียว คือ ให้ยกเลิก (2) ของ ข. ของมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ. สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 คือ ซึ่งกำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการ ว่าจะต้องไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิดในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี เว้นแต่ได้พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปีก่อนวันยื่นคำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการ

ทั้งนี้ ลักษณะต้องห้ามดังกล่าวเป็นการตัดโอกาสในการประกอบอาชีพและเป็นอุปสรรคในการกลับเข้าสู่สังคมได้ตามปกติของผู้เคยกระทำความผิดดังกล่าวหลังจากพ้นโทษ จึงสมควรยกเลิกลักษณะต้องห้ามนั้น โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มบุคคลผู้เคยกระทำความผิดเหล่านี้สามารถเข้าสู่การประกอบอาชีพเป็นผู้ให้บริการในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพได้ทันที จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 16/4/2562

ชมรม ผอ.รพ.สต.ยื่น 18 ข้อเสนอ โอนย้ายภารกิจ รพ.สต.ไป อบจ.

นายสมศักดิ์ จึงตระกูล ประธานชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (ผอ.รพ.สต.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต.ไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ว่า ขณะนี้ รพ.สต.กว่า 9,800 แห่ง ต่างต้องเตรียมความพร้อมในการถ่ายโอนภารกิจ คล้ายกับการย้ายบ้าน จากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ไปยังท้องถิ่น ซึ่งเดิมถูกถ่ายโอนไปแล้ว 51 แห่ง ไปเทศบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ครั้งนี้คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(กก.ถ.) ได้มีการประชุมและจัดทำเป็นแผน 3 เตรียมจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อตั้งคณะทำงานเตรียมการถ่ายโอน รพ.สต.ไปยัง อบจ.แทน ซึ่งจะทำให้มีความก้าวหน้าในการทำงานมากขึ้น

“การอยู่ในเทศบาล หลายแห่งก็มีศักยภาพ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการสนับสนุนงบประมาณ ค่าตอบแทน บุคลากร เนื่องจากงบส่วนนี้ของท้องถิ่นจะจำกัดประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ หากไปอยู่ใน อบจ. ยังมีเม็ดเงินมากพอในการสนับสนุนทั้งการเติมเงิน เติมของ ความก้าวหน้าในสายงาน อย่างโอกาสขึ้นเป็นชำนาญการพิเศษระดับ 8 ก็จะมีขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีกฎหมายให้ขึ้นได้ แต่ปัจจุบันด้วยข้อจำกัดต่างๆ ทำให้ติดอยู่ที่ระดับ 7 เท่านั้น ดังนั้น หากเปลี่ยนผ่านไปอยู่ อบจ.ย่อมมีโอกาสมากกว่า” นายสมศักดิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายคนกังวลว่า หากถ่ายโอนไปอบจ. ในลักษณะพวงบริการ คืออะไร นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เดิมการถ่ายโอนจะไปแบบ รพ.สต.เดี่ยวๆ ไปยังท้องถิ่นนั้นๆ แต่รูปแบบ อบจ. จะดูแลทั้งจังหวัด ซึ่ง รพ.สต.ที่ไปก็จะต้องผ่านการประเมินก่อน ทั้งตัวรพ.สต. และบุคลากร ซึ่งในกรณีนี้ หากบุคลากรไม่พร้อม ไม่ผ่านการประเมิน ก็ไปเฉพาะรพ.สต. และค่อยจัดหาบุคลากรมาเติม ซึ่งจะใช้งบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแทน

เมื่อถามว่า การไปสังกัดอื่นจะส่งผลกระทบต่อการส่งต่อผู้ป่วยไปยังรพ.ในสังกัด สธ.หรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ต้องมีการหารือร่วมกัน เพราะจากของเดิมที่ถ่ายโอนไป 51 แห่งก็ยังยึดโยงระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทองอยู่ มีการประสานกับทางโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไปของ สธ.อยู่ แต่ในอนาคต อบจ.อาจจะมีการตั้งรพ.ของตนเองขึ้น คล้ายรูปแบบโรงเรียนแพทย์ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างต้องยึดประชาชนเป็นหลัก เพื่อการบริการที่ดีต่อประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชมรม ผอ.รพ.สต. ได้จัดทำข้อเสนอแก่ อบจ. ระบุว่า เพื่อให้การถ่ายโอนภารกิจเป็นไปอย่างเรียบร้อย ชมรมผอ.รพ.สต. ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มข้าราชการ ลูกจ้าง ที่ปฏิบัติงานใน รพ.สต. 9,863 แห่ง เป็นกลุ่มข้าราชการ ลูกจ้าง ที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการถ่ายโอนภารกิจ จึงขอเสนอปรับปรุง แก้ไขกฎหมาย ระเบียบ มติ ของคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กกถ.) คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.จ.) และคณะกรรมการข้าราชการ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.อบจ.) เพื่อประโยชน์ในการถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพื่อสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย ได้โปรด พิจารณามีมติเห็นชอบ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้

1. ให้คณะกรรมการฯ ผู้มีอำนาจ พิจารณาให้ความเห็นชอบ และอนุมัติการจัดตั้งกองสาธารณสุขใน องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่มีความประสงค์รับการถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. 2. ให้คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กกถ.) เร่งรัดให้ผู้ว่าราชการ จังหวัดทุกแห่ง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการถ่ายโอนภารกิจสาธารณสุข ให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นระดับจังหวัด 3. ให้คณะกรรมการฯ ผู้มีอำนาจพิจารณาเทียบเคียงตำแหน่งข้าราชการพลเรือน ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 กับข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.... และหรือกฎหมายระเบียบการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ให้ตำแหน่ง ผู้อำนวยการ รพ.สต. เทียบเคียงกับตำแหน่งนักบริหารงานสาธารณสุขฯ

4.ให้คณะกรรมการฯ ผู้มีอำนาจพิจารณายกเว้นระเบียบฯ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ระยะเวลา การถือครองตำแหน่ง และหรือการสอบ เพื่อประโยชน์ในการรับโอน บรรจุ แต่งตั้ง 5. ให้คณะกรรมการฯ ผู้มีอำนาจพิจารณา อนุมัติให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ใช้โครงสร้าง กรอบอัตรากำลัง รพ.สต. ของกระทรวงสาธารณสุข ตามขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ที่ผ่านมติ อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุข 6. ให้คณะกรรมการฯ ผู้มีอำนาจพิจารณาให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ ที่เคยปฏิบัติงานใน รพ.สต. ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ถ่ายโอนตามกฎหมายการกระจายอำนาจ ได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นสูง (เงินเดือนเลื่อนไหล) เหมือนสิทธิที่เคยได้รับจากสิทธิของข้าราชการพลเรือนสามัญ

7.ให้คณะกรรมการฯ ผู้มีอำนาจพิจารณาให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ ที่เคยปฏิบัติงานใน รพ.สต. ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ถ่ายโอนตามกฎหมายการกระจายอำนาจ มี สิทธิได้รับเงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่ไม่ต่ำกว่าเดิม 8. ให้คณะกรรมการฯ ผู้มีอำนาจพิจารณาให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ ลูกจ้าง ที่เคยปฏิบัติงานใน รพ.สต. ที่ถ่ายโอนตามกฎหมายการกระจาย อำนาจ ให้ได้รับค่าตอบแทนวิชาชีพ เงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของผู้ปฏิบัติงานให้บริการด้าน การแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกรรม พยาบาล เทคนิคการแพทย์ รังสีการแพทย์และกายภาพ (เงิน พตส.) ค่าตอบแทนการปฏิบัติงาน ตามระเบียบฯ ของกระทรวงสาธารณสุข (ฉ.5, ฉ.10, ฉ11) และค่าตอบแทนอื่นที่ พึงได้รับมาแต่เดิม

9. ให้คณะกรรมการฯ ผู้มีอำนาจพิจารณาให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ ลูกจ้าง ที่เคยปฏิบัติงานในรพ.สต. ที่ถ่ายโอนตามกฎหมายการกระจาย อำนาจมีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลเหมือนสิทธิที่เคยได้รับจากสิทธิของข้าราชการพลเรือนสามัญ 10. ให้คณะกรรมการฯ ผู้มีอำนาจ พิจารณาให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ ที่เคยปฏิบัติงานใน รพ.สต. ที่ถ่ายโอนตามกฎหมายการกระจายอำนาจ มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการเหมือนเดิม และในอัตราที่ไม่ต่ำกว่าเดิม 11. ให้คณะกรรมการฯ ผู้มีอำนาจพิจารณาให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ ลูกจ้าง ที่เคยปฏิบัติงานใน รพ.สต. ที่ถ่ายโอนตามกฎหมายการกระจายอำนาจ คงสภาพสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ตนเป็นสมาชิก และคงสิทธิเงินฝาก เงินกู้ ตามกฎหมายสหกรณ์ทุกประการ

12. ให้คณะกรรมการฯ ผู้มีอำนาจพิจารณาให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ ลูกจ้าง ที่เคยปฏิบัติงานใน รพ.สต. ที่ถ่ายโอนตามกฎหมายการกระจาย อำนาจ ให้ได้รับเงินโบนัส เหมือนข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น 13. ให้คณะกรรมการฯ พิจารณาให้มีการถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. ทั้งคน เงิน ของ ทรัพย์สิน (รวมลูกจ้างทุกประเภทที่ รพ.สต.จ้างไว้แล้ว) 14. ให้คณะกรรมการฯ จัดสรรเงินโครงการหลักประกันสุขภาพ ด้วยวิธีการโอน ตรงเป็นค่าบริหารจัดการด้านการสาธารณสุข (Fixed Cost) ให้แก่ รพ.สต. และให้มีการบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพ และระบบการสาธารณสุข ทั้งด้านการรักษาพยาบาล การ ส่งส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันควบคุมโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ที่เชื่อมโยงกับระบบ สุขภาพปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ตติยภูมิ และระบบการส่งต่อกับกระทรวงสาธารณสุข ที่ไม่กระทบความเสียหายแก่ ราชการ และเป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด

15. ให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น พิจารณาสนับสนุนเงินเพื่อการพัฒนาการสาธารณสุข ให้แก่รพ.สต. ปีละ 1 ล้าน/แห่ง/ปี หรือมากกว่า เหมือนที่เคยสนับสนุน ให้แก่รพ.สต. ที่เคยถ่ายโอนมาแล้ว 16. ให้คณะกรรมการฯ พิจารณารับถ่ายโอนคน เงิน ของ และทรัพย์สินทุกอย่างของ รพ. สต. (รวมลูกจ้างทุกประเภทที่ รพ.สต.จ้างไว้แล้ว) 17. ให้คณะกรรมการฯ แต่งตั้งให้ผู้อำนวยการรพ.สต. / ผู้อ านวยการสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ ลูกจ้างในหน่วยงาน โดยให้มีฐานะ เทียบเท่ากอง เหมือนที่กระทรวงสาธารณสุขมอบหมาย และมอบอำนาจในการก่อหนี้ผูกพันตามกฎหมายว่า ด้วยการพัสดุ และ18. ให้คณะกรรมการฯ บริหารจัดการให้อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เชื่อมประสานการทำงานด้านสุขภาพและการสาธารณสุขภาคประชาชน เพื่อการมีสุขภาพที่ดีของประชาชน เหมือนกับตอน ขณะที่ รพ.สต. อยู่ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 16/4/2562

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์