บังกลาเทศ-UNHCR จดทะเบียนเตรียมส่งโรฮิงญากลับ ด้านพม่าแจกสัญชาติจูงใจ

รัฐบาลบังกลาเทศและ UNHCR ลงทะเบียนผู้ลี้ภัยโรฮิงญาเกือบ 3 แสนคนในค่ายผู้ลี้ภัย ทำฐานข้อมูล อำนวยความสะดวกในการส่งกลับตามข้อตกลง พม่า-บังกลาเทศที่ยังไม่ไปหน้ามาหลัง ทางพม่าเริ่มใช้การให้สัญชาติจูงใจให้คนกลับ แต่ในบัตรใช้ชื่อชาติพันธุ์ว่า 'เบงกาลี' แทนคำว่า 'โรฮิงญา' ทำให้ชาวโรฮิงญาต้องเลือกระหว่างอัตลักษณ์กับชีวิตที่ดีกว่าเมื่อมีสัญชาติ

ภาพชาวโรฮิงญา (ที่มา: Amnesty International)

27 พ.ค. 2562 สื่อวอยซ์ออฟอเมริการายงานเมื่อ 17 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า ทางการบังกลาเทศ ร่วมกับข้าหลวงใหญ่ด้านผู้ลี้ภัยขององค์การสหประชาชาติ (UNHCR) ประกาศว่าได้ทำการลงทะเบียนผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญามากกว่า 270,000 แล้ว และยังให้บัตรประจำตัวกับผู้ลี้ภัยเหล่านั้นแล้วด้วย โดยในบัตรมีข้อมูลจำพวกชื่อ วันเกิด รวมถึงสถานที่เกิดซึ่งระบุว่าเป็นพม่าปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

กระบวนการลงทะเบียนเริ่มขึ้นเมื่อเดือน มิ.ย. 2561 มีวัตถุประสงค์เพื่อประกันสิทธิของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาเพื่อใช้ในการเดินทางกลับพม่าโดยสมัครใจ ดังแผนที่เคยมีและจะดำเนินไปในอนาคต เมื่อ 17 พ.ค. รัฐบาลบังกลาเทศและ UNHCR จดทะเบียนให้กับชาวโรฮิงญา 270,348 ราย หรือ 59,842 ครอบครัว ในเขตที่พักพิงชั่วคราว อ.คอกซ์ บาซาร์

การเก็บข้อมูลผู้ลี้ภัยมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำฐานข้อมูลผู้ลี้ภัยที่แม่นยำ เพื่อที่รัฐบาลหรือองค์กรด้านมนุษยธรรมจะนำไปปรับใช้ในการทำความเข้าใจและช่วยเหลือผู้ลี้ภัย การเก็บข้อมูลดังกล่าวทำผ่านระบบการจัดการสถิติทางชีวภาพ มีการเก็บข้อมูลลายนิ้วมือและม่านตาอันเป็นข้อมูลทางชีวภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ โดยผู้ลี้ภัยที่มีอายุมากกว่า 12 ปี จะได้รับบัตรประจำตัวดังกล่าว

ปัจจุบัน มีผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญามากกว่า 900,000 คนลี้ภัยมาอยู่ในคอกซ์ บาซาร์ ในจำนวนนั้นมีถึง 741,000 คนที่ลี้ภัยมาจากปฏิบัติการกวาดล้างชาวโรฮิงญาเมื่อ ส.ค. 2560

แนวโน้มของการดำเนินการส่งตัวชาวโรฮิงญากลับพม่าค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลังพม่าและบังกลาเทศมีข้อตกลงร่วมกันในการนำตัวผู้ลี้ภัยกลับพม่าเมื่อต้นปี 2561 แต่ทางสหประชาชาติเองก็กดดันให้การส่งตัวกลับเป็นไปโดยสมัครใจและต้องประกันความปลอดภัยให้กับผู้ลี้ภัย จนถึงตอนนี้ ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่กลับไปนั้นมีจำนวนน้อย โดยส่วนมากผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการ หนึ่งในสาเหตุที่การเดินทางกลับยังไม่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะข้อกังวลเรื่องความปลอดภัย

พม่า-บังกลาเทศเตรียมส่งโรฮิงญากลับพฤหัสบดี 2 พันคน UN หวั่นไม่ปลอดภัย

5 เรื่องควรรู้หลังยูเอ็นจัดหนักพม่าด้วยรายงานที่ดุดันในกรณีโรฮิงญา

นอกจากสิ่งปลูกสร้างต่างๆ รัฐบาลพม่าพยายามจูงใจให้ชาวโรฮิงญาเดินทางกลับมาด้วยการให้สัญชาติ เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ทางการพม่าให้สัญชาติชาวโรฮิงญามากกว่า 3,500 คน จากทั้งหมด 7,000 คนที่มาลงทะเบียนขอสัญชาติ

กฎหมายสัญชาติพม่าที่บังคับใช้เมื่อปี 2525 ในสมัยรัฐบาลเนวินได้จำแนกสถานะความเป็นพลเมืองเอาไว้สามแบบ ได้แก่ 1. พลเมืองพม่า (บัตรชมพู) 2. พลเมืองผู้อาศัย (บัตรน้ำเงิน) และ 3. พลเมืองแปลงสัญชาติ (บัตรเขียว) โดยผู้ที่จะถือเป็นพลเมืองพม่าจะต้องมีพ่อแม่เป็นพลเมืองพม่า หรือมีชาติพันธุ์ 1 ใน 135 ชาติพันธุ์ที่พม่ารับรอง คุณสมบัติอื่นคือสามารถพิสูจน์ได้ว่าบรรพบุรุษอยู่ในพม่าก่อนปี พ.ศ. 2367 (ค.ศ.1824) หรือก่อนสงครามพม่า-อังกฤษครั้งที่ 1 ที่ทำให้ราชวงศ์คองบองสูญเสียดินแดนมณีปุระ อาระกัน และตะนาวศรี

ผู้ที่บรรพบุรุษเข้ามาอยู่ในพม่าก่อนวันที่ 4 ม.ค. 2391 ที่พม่าประกาศเอกราชจะมีสิทธิขอสัญชาติหนึ่งในสามสถานะข้างต้น ทั้งนี้ ประชากรกลุ่ม 2. พลเมืองผู้อาศัย และ 3. พลเมืองแปลงสัญชาติ ภายใต้กฎหมายสัญชาติ 1982 พวกเขาจะถูกจำกัดสิทธิหลายประการ ไม่สามารถรับราชการ ไม่สามารถเรียนในวิทยาลัยแพทย์และวิศวกรรมศาสตร์ได้ โดยส่วนมากประชากรพม่าที่บรรพบุรุษมาจากอินเดียและจีนจะถูกจัดให้อยู่ในประชากรกลุ่มนี้

สื่ออิระวดีของพม่ารายงานคำพูดของรองผู้อำนวยการกรมจดทะเบียนและสัญชาติว่าชาวโรฮิงญาส่วนมากได้รับสัญชาติในประเภทที่ 2 และ 3 ส่วนผู้ได้พลเมืองพม่านั้นมีจำนวนน้อยกว่า ซึ่งเป็นกลุ่มที่สามารถสืบสาวเอกสารที่บ่งชี้ถึงบรรพบุรุษได้อย่างสมบูรณ์ไปถึงปี 2391 ทั้งนี้ ในบัตรสัญชาติดังกล่าวไม่ใช้ชื่อชาติพันธุ์ว่าโรฮิงญา แต่ใช้คำว่าเบงกาลีแทน

อย่างไรก็ดี ผู้ข้อสัญชาติบางคนก็ตัดสินใจแลกอัตลักษณ์ไปเพื่อให้ได้สัญชาติเพื่อเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า อามีร์ ฮัมซ่า (นามสมมติ) กล่าวกับอิรวดีว่า บัตรสัญชาติ ไม่ว่าสีใดก็ตามจะเป็นตั๋วพาเขาไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า แม้แต่บัตรประเภทที่ 3 ก็ยังอนุญาตให้เขาเดินทางได้อย่างอิสระ เป็นเจ้าของสินทรัพย์ได้ และเขาถึงการศึกษา การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและการทำพาสปอร์ต

“แม้เราจะชอบชื่อโรฮิงญามากกว่าเบงกาลี (แต่) บัตรเขียวหรือชมพูนั้นเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้นเราจึงแลกสถานะ (ทางชาติพันธุ์) เพื่อให้มีชีวิตที่จับต้องได้” อามีร์ ฮัมซ่า กล่าว

การเข้าไม่ถึงสถานะสัญชาติเป็นหนึ่งในปัญหาที่รายล้อมกรณีความรุนแรงต่อชาวโรฮิงญา ลอร่า เฮย์ นักวิจัยผู้จัดทำงานวิจัย ‘กรงขังไร้หลังคา’ เกี่ยวกับความรุนแรงที่ชาวโรฮิงญาในพม่าประสบ ให้แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เคยกล่าวในงานเปิดตัวงานวิจัยว่า ชาวโรฮิงญาเกิดมาอย่างไร้สถานะ มีความลำบากตลอดชีวิตในการอธิบายว่าเป็นใคร มาจากไหนเพราะว่าเอกสารทางราชการหรือบัตรชั่วคราวโดนยกเลิก (เมื่อปี 2555) หรือไม่ก็ถูกยึดไป ถ้าไม่อยู่บ้านในขณะสำรวจสำมะโนประชากรนั่นหมายความว่าชาวโรฮิงญาคนนั้นจะไม่มีตัวตนในพื้นที่

แอมเนสตี้ฯ เปิดรายงานสถานการณ์โรฮิงญา หนักถึงขั้นอาชญากรรมต่อมวลมนุษย์

การขาดสถานะพลเมืองจะส่งผลกับชาวโรฮิงญาตลอดชีวิต จะเดินทางก็ต้องมีใบอนุญาต การขอใบอนุญาตต้องใช้เวลาและผ่านหลายขั้นตอนมาก ระหว่างเดินทางก็อาจโดนเจ้าหน้าที่ตามด่านตรวจทำร้ายร่างกายหรือไม่ก็ถูกคุมขัง การไม่มีสถานะและเงื่อนไขการขอใบอนุญาตเดินทางทำให้เข้าถึงบริการสาธารณะลำบากขึ้นด้วย

ปัจจุบัน ในพื้นที่รัฐยะไข่ยังคงมีการปะทะกันระหว่างทหารของรัฐบาลพม่ากับกลุ่มกองกำลังอาระกัน (Arakan Army) กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ยะไข่ที่นับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ ที่ต่อสู้เรียกร้องอธิปไตยในรัฐยะไข่ การปะทะดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงกับประชาชนในพื้นที่ในเรื่องความปลอดภัยของชีวิต

แปลและเรียบเรียงจาก

Rohingya Trading Identity for Partial Citizenship, More Rights in Rakhine State, The Irrawaddy, Mar. 7, 2019

Over 250,000 Rohingya refugees get identity documents, for many a first, UNHCR, May 17, 2019

Stateless Rohingya Refugees in Bangladesh Receive Identity Documents for First Time, VOA, May 17, 2019

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์