ไฮไลท์เด็ดอภิปรายสภา ยังเน้นประเด็นสืบทอดอำนาจ-คุณสมบัตินายกฯ

อัพเดทสรุปอภิปรายก่อนโหวตนายกฯ ประเด็นหลักหนุน-ต้าน ประยุทธ์ ฝ่ายต้านชี้ประยุทธ์ไม่ศรัทธาประชาธิปไตย มีพฤติกรรมขัดมาตรฐานจริยธรรมหลายข้อ ฝ่ายหนุนชี้ไม่มีใครเหมาะสมกับนายกฯ มากกว่าประยุทธ์ ขณะที่ ส.ว. แต่งตั้งกล่าวหาอนาคตใหม่ไม่เขียนคำว่า "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัติย์ทรงเป็นประมุข" ในอุดมการณ์พรรคเผยไม่ไว้ใจให้เป็นผู้นำรัฐบาล 

5 มิ.ย. 2562 วันประชุมรัฐสภาครั้งที่หนึ่ง มีประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามองคือการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี ประมุขของฝ่ายบริหาร ซึ่งในช่วงเช้ามีการเสนอชื่ออยู่สองชื่อ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 11.30 น. โดยณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วน ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคอนาคตใหม่ เสนอชื่อ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นนายกรัฐมนตรี

ญัตติให้แสดงวิสัยทัศน์เริ่มแตะประเด็นคุณสมบัติแคนดิเดต

ส.ส.พรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ได้มีการอภิปรายขอให้มีการบังคับใช้กฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 และมาตรา 272 โดยขอให้การเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นกระทำโดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ไม่ใช่ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา พร้อมทั้งขอให้ประธานรัฐสภาวินิจฉัยเพิ่มเติม 2 เรื่อง คือ ให้มีการรับรองชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเปิดเผย โดยให้มีการออกชื่อผู้รับรอง และขอให้ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อสภาผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ อาทิ วีระกร คำประกอบ ส.ส.ระบบแบ่งเขต จังหวัดนครสวรรค์ เขต 2 และบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ได้อภิปรายว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผู้ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้แสดงวิสัยทัศน์ในช่องทางอื่นๆ แล้ว และต่อการให้ประเทศเดินหน้าต่อไป โดยต้องการให้มีลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีภายในวันนี้ โดยไม่จำเป็นต้องแสดงวิสัยทัศน์ ส่วนกรณีการรับรองรายชื่อแคนดิเดตนายกฯนั้น ชวนหลีกภัยประธานรัฐสภาวินิจฉัยว่า หากเป็นที่ประชุมรัฐสภาเดิมก็สามารถทำได้ทันที แต่เนื่องจากเวลานี้เป็นการประชุมในสถานที่ชั่วคราวจึงเห็นว่า การรับรองโดยการยกมือและนับจำนวนผู้รับรองการเสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ถือว่าเพียงพอแล้ว

ชิงนายกฯ พปชร. เสนอ พล.อ.ประยุทธ์ อนาคตใหม่เสนอธนาธร [คลิป]

ธนาธรแสดงวิสัยทัศน์ จะเป็นนายกฯ แห่งความจริงและความเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ก่อนจะมีการอภิปรายเรื่องคุณสมบัติผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกฯ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคพลังประชารัฐ และพรรคชาติไทยพัฒนา ได้อภิปรายถึงเหตุผลสนับสนุนว่า เพราะเหตุใด พล.อ.ประยุทธ์ จึงเหมาะกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 3 ครั้ง ขณะที่มีการอภิปรายสนุน ธนาธร เพียงครั้งเดียว

ฉีกรัฐธรรมนูญ ล้มประชาธิปไตย vs รักษาความสงบแห่งชาติ

ในส่วนของการอภิปรายถึงคุณสมบัติ และลักษณะต่อห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตีนั้น ขจิตร ชัยนิคม ส.ส. เพื่อไทย ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีคุณสมบัติเป็นนายกฯ เพราะไม่มีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และเป็นเจ้าหน้าที่รัฐประเภท ‘เจ้าหน้าที่รัฐอื่น’ เนื่องได้รับเงินเดือนตามพระราชกฤษฎีกาในฐานะข้าราชการ และอ้างข้อพิจารณาของศาลฎีกากรณีสมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) กรณีไม่ไปรายงานตัวที่ค่ายทหารช่วงรัฐประหาร โดยศาลพิจารณาว่าประยุทธ์เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ในส่วนจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองข้อ 5 ที่กำหนดว่าต้องเคารพระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ขจิตรกล่าวว่า วิถีทางของพล.อ. ประยุทธ์ไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตยไม่ว่าจะเป็นการเลิกใช้รัฐธรรมนูญ ยึดอำนาจจากประชาชน โดยกล่าวว่า

“ท่านประธานครับ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่หรือครับ 4-5 ปีที่ผ่านมา ถ้าเราใช้สติปัญญาใช้เหตุผล ไม่ใช่หรือครับ เขาไม่เคารพวิธีการของประชาธิปไตย ผมไม่ต้องต้องพูดหรอกว่าเขาใช้วิธีไหน ทุกคนรู้จักหมดว่า ไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตยแน่นอน การประกาศเลิกใช้รัฐธรรมนูญ หรือชาวบ้านบ้านผมเรียกว่าฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง แก้ปัญหาโดยการฉีกรัฐธรรมนูญไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย ไม่เคารพประชาชน การยึดอำนาจจากประชาชนโดยกระบอกปืนไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย ผิดจรรยาบรรณข้อนี้อย่างร้ายแรง” ขจิตร กล่าว

ด้านวีระพร คำประกอบ ส.ส. พลังประชารัฐ กล่าวว่า ถ้าพล.อ.ประยุทธ์และทีมงานไม่เข้ามายึดอำนาจก็อาจลามเป็นสงครามกลางเมือง แม้วันนี้ไม่พอใจรัฐธรรมนูญบางมาตรา ก็ต้องเคารพมติประชาชน

“วันนี้ที่ผมได้เป็น ส.ส. เพราะท่าน คสช. อนุญาตให้มีการเลือกตั้ง ก็ต้องถือว่าท่านก็หันมาสู่ระบอบประชาธิปไตย เมื่อท่านพูดถึงสถานการณ์เมื่อ 5 ปีที่แล้ว สถานการณ์ไม่ได้เป็นอย่างนี้ สถานการณ์บ้านเมืองเรียกว่าแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ฝ่ายนึงต้องการอย่างนั้น อีกฝ่ายไม่ได้ดังใจก็ออกมาประท้วงกันบนถนนเต็มไปหมด โอกาสที่จะเกิดสงครามกลางเมืองมีสูงมาก จึงได้มีบุคคลคณะหนึ่งที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล้าหาญที่จะเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ชาติบ้านเมืองให้เกิดความสงบขึ้น เมื่อเกิดความสงบแล้ว ก็จัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 แม้ว่าผมเองก็ไม่ได้ชอบไปทุกมาตรา ผมเองก็ลงมติไม่รับด้วย แต่ก็ต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่ของคนในประเทศ ที่เขารับรองรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ต้องยอมรับว่าถึงแม้ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย 100% แต่ 80-90% ก็ยังดีกว่า วันนี้บ้านเมืองในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีใครเลยที่จะมาบอกถึงความทุกข์ยากของประชาชน” วีระพร กล่าว

ต่อมา กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ส.ส.พลังประชารัฐ อภิปรายว่า พล.อ.ประยุทธ์มีคุณสมบัติเป็นนายกฯ เพราะมีผลงานหลายอย่างเป็นที่ประจักษ์ตลอด 5 ปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ลงพื้นที่สลัม แก้ปัญหาคลองโอ่งอ่าง บ้านริมคลองลาดพร้าว

'ปิยบุตร' ชวนสภาค้านการสืบทอดอำนาจ อัด ประยุทธ์ รู้ดีว่ากบฏแต่ก็ยังทำ

ขณะที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการ อนค. อภิปรายว่าตอนนี้เป็นการอภิปรายตามคุณสมบัติในรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การบอกว่าใครดีอย่างไร พร้อมระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีคุณสมบัติเป็นนายกฯ เพราะขัดมาตรฐานจริยธรรม ก่อการรัฐประหารทั้งที่รู้ว่าผิด ม.113 ฐานกบฏจึงต้องนิรโทษกรรมตัวเอง เชิญชวน ส.ส. และ ส.ว. ค้านสืบทอดอำนาจ ที่กำลังจะเข้าเส้นชัยวันนี้ ส.ว. เป็นอิสระจากผู้แต่งตั้งแล้ว

ปิยบุตรกล่าว่า ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2490 เป็นต้นมารับรองตรงกันว่าไทยปกครองด้วยประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นรัฐเดี่ยว อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย กษัตริย์ใช้อำนาจอธิปไตยผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล การใช้อำนาจต้องยึดหลักนิติธรรม มีการรับรองสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และรับรองว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ถือเป็นอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญทุกยุคทุกสมัยอันเป็นหัวใจสำคัญ

ปิยบุตรยังกล่าวต่อไปว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นทั้งนายกฯ และหัวหน้า คสช. จากการรัฐประหาร ยึดอำนาจเมื่อเป็น ผบ.ทบ. แล้วตั้งตัวเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ปกครองโดยไม่มีรัฐธรรมนูญ 2 เดือน เมื่อมีรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ก็นิรโทษกรรมการรัฐประหาร หมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์ก็รู้แก่ใจว่าการยึดอำนาจเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะถ้าไม่รู้ก็ไม่จำเป็นต้องนิรโทษกรรมตัวเอง เพราะเดิมมีกฎหมายอาญา ม.113 ฐานกบฏ ล้มล้างรัฐธรรมนูญ โทษสูงสุดคือประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต การรัฐประหารคืออาชญากรรมสูงสุดของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  นอกจากนั้นยังมี ม.44 ที่ให้อำนาจทั้งนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ หัวหน้า คสช. ที่มาจากการยึดอำนาจสามารถใช้อำนาจตาม ม.44 ออกคำสั่งให้มีผลเป็น พ.ร.บ. ได้ ไม่ต้องให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิธัย นอกจากนั้นยังไม่สามารถส่งฟ้องศาลรัฐธรรมนูญได้เมื่อเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

ปิยบุตร กล่าวเชิญชวน ส.ส. ให้หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ ไม่เช่นนั้นอาจบานปลายลงไปบนท้องถนนและจบลงแบบ พ.ค. 2535 หรือเหตุการณ์พฤษภาฯ ทมิฬ กระบวนการสืบทอดอำนาจกำลังจะเข้าเส้นชัยในวันนี้แล้ว ส.ว. เป็นอิสระจากหัวหน้า คสช. ผู้แต่งตั้งท่านแล้ว เป็นโอกาสที่จะลงมติไม่เห็นชอบพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ 

สมาชิก ส.ว. นิยมเผด็จการประชาธิปไตย

ต่อมาเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวว่าทหารไม่ได้ยึดอำนาจโดยไม่มีเหตุผล ก่อนหน้าการรัฐประหารมีความวุ่นวายบนถนนมานาน มีการเผาบ้านเผาเมือง เมื่อมีคำว่าเผาบ้านเผาเมือง คารม พลพรกลาง ส.ส. อนค. จี้คำว่าเผาบ้านเผาเมืองว่ามีคำพิพากษาศาลฎีกาไปแล้วซึ่งมองว่าเป็นการเสียดสี แต่เสรีบอกว่าเป็นการกล่าวถึงประวัติศาสตร์ ไม่ได้พาดพิงใดๆ และกล่าวพาดพิงต่อไปถึงอุดมการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ที่ระบุเพียงแค่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย แต่กลับไม่เขียนว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงเป็นเรื่องที่ทำให้ตนไม่อาจไว้วางใจโหวตเลือกให้ธนาธรเป็นนายกฯ ได้

เสรี อภิปรายข้อโต้แย้งเรื่องการสืบทอดอำนาจว่า เพราะ ส.ว. และแคนดิเดตนายกฯ มาตามกระบวนการพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญ มีการแปะป้ายฝ่ายเผด็จการ ฝ่ายประชาธิปไตย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาประชาชนไม่มีเสรีภาพตรงไหน ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพ ใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขทั่วๆ ไป ส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาของประเทศถูกจำกัดไว้เท่านั้น เมื่อไปถามพี่น้องประชาชนก็มีความพึงพอใจที่ประเทศสงบ
ในประเด็นคุณสมบัติเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐนั้น เสรีแย้งว่า ม.98 ของรัฐธรรมนูญบัญญัติในเรื่องคุณสมบัติ ส.ส. ส.ว. ซึ่งหมายรวมถึงนายกฯ ด้วย คำวินิจฉัย 5/2543 ของศาลรัฐธรรมนูญ ต้องไปดูว่าการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอื่นนั้นเป็นแบบไหน

ต่อมาจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ขอให้พรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่แทนประธานรัฐสภา ควบคุมระยะเวลาอภิปรายของ เสรี งกำหนดร่วมกันว่าไม่ควรเกิน 5 นาที แต่เสรีได้อภิปรายล่วงเลยมา 20 กว่านาทีแล้ว โดยพรเพชร ได้กำชับให้เสรี รักษาเวลา

ต่อมาเสรี อภิปรายว่า ขอให้หักเวลาที่จิรายุ มาพูดในช่วงเวลาของตนออกไปด้วย พร้อมกล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ตนพูดนั้นเป็นของแสลง เพราะคนฟังอาจจะทนไม่ไหว และเป็นเทคนิคของคนประท้วงที่จะขัดจังหวะเพื่อที่จะทำให้ตนลืมว่าได้พูดถึงประเด็นใดแล้ว และก็จะต้องมาเริ่มต้นใหม่

ด้านจิรายุ กล่าวต่อประธานรัฐสภาว่า ได้ให้เวลาเสรีมากเกินไป หากใครจะชอบเผด็จการ เข้ามาด้วยวิธีพิเศษ ก็ถือว่าเป็นเรื่องของพวกเขา ขณะที่พรเพชร ได้ขอให้จิรายุถอนคำพูดว่า เผด็จการ เพราะไม่มีใครเป็นเผด็จการ จิรายุจึงถอนคำว่า ชอบเผด็จการเป็นคำว่า “ผู้ชื่นชอบผู้มีบุญคุณ”

ด้านเสรี กล่าวต่อว่า “สิ่งที่ท่านกล่าวหาผมว่านิยมเผด็จการ ผมนิยมเผด็จการประชาธิปไตย แต่ไม่ได้นิยมพวกประชาธิปไตยจอมปลอมครับท่านประธาน”

ไวพจน์ อาภรรัตน์ ส.ส. พลังประชารัฐ อภิปรายว่า พรรคพลังประชารัฐได้ popular vote มากที่สุด หลายคนบอกว่าสืบทอดอำนาจ คุณสมบัติไม่ครบ แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเยี่ยงผัวเมียทะเลาะกันจนกระทบลูกหลานนั้นไม่อยากให้เกิดขึ้น พลังประชารัฐเป็นพรรคการเมืองสายกลาง เมื่อให้มีการเลือกตั้งก็ต้องยอมรับผลแพ้-ชนะ แล้วทำดีต่อไป มั่นใจพล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกฯ แน่

"คนแก่รักลุงตู่ครับ" ไวพจน์กล่าว

ค้านประยุทธ์ เหตุ ไม่สุจริต พปชร. ปัด ยึดอำนาจได้แล้วถือว่าไม่เป็นกบฏ

ด้านจิรเดช ศรีวิลาศ ส.ส. พลังประชารัฐ กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นกบฎนั้น ถือว่าไม่ถูกต้องเพราะหากกบฏแล้วชนะถือว่าเป็นการปฏิวัติ เชื่อว่านโยบายพลังประชารัฐ จะก้าวข้ามความขัดแย้งในสังคมไทยอย่างแท้จริง สังคมชนบทที่เคยปรองดองก็มีความเห็นทางการเมืองที่ต่างกัน เพราะมีกลุ่มการเมืองบางกลุ่มสร้างวาทกรรมในการแตกแยกให้เกิดขึ้น แต่ 5 ปีที่ผ่านมาสังคมสงบ ประชาชนมีความสุข อาจมีคนบ่นเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ แต่ถ้าไทยตั้งอยู่บนความสงบ มั่นคง ปัญหาเหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไขแน่นอน ไม่มีใครเหมาะจะเป็นนายกฯ ไปกว่าพล.อ.ประยุทธ์

ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. เพื่อไทย อภิปรายว่า ประยุทธ์ขาดคุณสมบัติความเป็นนายกฯ เนื่องจากมีกรณีที่ประยุทธ์แต่งตั้งบุคคลที่สนิทกับกลุ่มธุรกิจปลอดภาษี เป็นประธานการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย สอง แต่งตั้งบุคคลที่เป็นตัวแทนกลุ่มทุนใหญ่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ทำให้กลุ่มทุนเหล่านั้น ได้เข้ามาชี้แจงข้อมูลในการประชุม ครม. ครั้งหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ตามธรรมเนียมปฏิบัติไม่เคยมีมาก่อน การแสดงความเห็นครั้งนั้นมีผลต่อธุรกิจของกลุ่มทุนนั้น การตรวจสอบนาฬิกาหรูท่านก็บอกให้เพลาๆ การตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์ หน่วยงานเอกชนขอดูราคากลาง ยื่นมาร่วม 8 เดือน ไม่มีเสียงตอบจากรัฐบาล การใช้ ม.44 เรื่องการเลื่อนระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายในการแสดงบัญชีทรัพย์สินบุคคลในระดับสูงก็เลื่อนให้โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ขาดคุณสมบัติตาม 160(4) เรื่องความซื่อสัตย์สุจริต

ด้านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส. บัญชีรายชื่อพลังประชารัฐ อภิปรายว่าทางบริษัทอัคราไมนิ่งฟ้องรัฐบาล ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ตัวเลขที่สุทินบอกว่ามีการฟ้องร้องเรียกความเสียหายจากรัฐบาล 4 หมื่นล้านบาท ข้อเท็จจริงนั้น อัคราฟ้องร้องเพียง 3 พันล้านบาท แต่ก็ถือว่าเป็นจำนวนที่มาก น้อยกว่าที่สุทิน คลังแสง ส.ส. เพื่อไทยพูดถึง 10 เท่า แต่ประเด็นที่รัฐบาลจะแพ้แน่นอนนั้นไม่จริง เพราะตอนที่กระทรวงอุตสาหกรรม ออกเงื่อนไขสัญญามาคือ ทางบริษัทต้องรักษาสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สารพิษ สารปนเปื้อน ต้องมีการกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด แต่ทางบริษัทเองก็ไม่ได้ดูแลในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบอย่างมากมายจนเป็นเหตุให้ประยุทธ์สงสารชาวบ้าน ต้องปิดไม่ให้บริษัททำกิจการต่อไป เมื่อบริษัททำผิดเงื่อนไขจึงคิดว่ารัฐบาลจะชนะคดีได้

เรากำลังคิดว่าจะมีการโหวตนายกฯ เป็นการแข่งขันระหว่างธนาธรกับประยุทธ์ ส่วนตัวคิดว่าที่ พปชร. เสนอประยุทธ์เพราะมีความชัดเจน ในฐานะที่เคยเป็น รมว. กระทรวงคมนาคม เห็นผลงานชัดเจนว่ารัฐบาลประยุทธ์ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างชัดเจน อย่างเรื่องรถไฟฟ้าที่มีแผนแม่บทสร้าง 400 กม. แต่ 30 ปีที่ผ่านมาสร้างได้เพียง 120 กม. แต่ 5 ปีที่ผ่านมานั้นสร้างไปแล้วเกือบ 200 กม. และจะสร้างต่อไปอีกเป็นร้อยกิโลฯ นอกจากนั้นยังมีการสร้างมอเตอร์เวย์ที่นครราชสีมาที่เป็นประตูสู่ภาคอีสานด้วย จึงคิดว่าพล.อ.ประยุทธ์ควรจะได้รับการสนับสนุนจากทุกพรรคในที่ประชุมสภาแห่งนี้ให้เป็นนายกฯ ต่อไป

สุทิน คลังแสง ส.ส. เพื่อไทยกล่าวว่าข้อมูลที่ถูกพาดพิงนั้น ชี้แจงว่าตัวเลขที่พูดเป็นที่แพร่หลายในสื่อทุกระดับ ข้อมูลตรวจสอบได้ที่อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ซึ่ง 3 หมื่นล้านนั้นไม่เกินจริง ความเดือดร้อนของราษฎรมีทั้งฝ่ายที่อยากและไม่อยากให้ปิด แต่ผลเสียจากอัครายังไม่เป็นวิทยาศาสตร์ที่นานาชาติยอมรับ วิธีการใช้ ม.44 นั้นเป็นปัญหา ผิดตรงที่ใช้กระบวนการแก้ปัญหามาตรา 44

ต่อมาพรรณิการ์ วานิช ระบุว่า การเลือกนายกฯที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่โมงข้างหน้า จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ พร้อมชี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีความประพฤติขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมข้อ 6 ที่กำหนดว่าต้องรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิของประเทศ และข้อ 17 ไม่ทำให้เสื่อมเสียเกียรติยศของผู้ดำรงตำแหน่ง ซึ่งต่างประเทศให้ความสนใจมาโดยตลอดว่าเมื่อใด ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น โดยพล.อ.ประยุทธ์พูดเรื่องการเลือกตั้งทั้งหมด 8 ครั้ง และมีการเลื่อนออกไปทุกครั้ง ก่อนจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค. 2562 จนทำให้สื่อ The Economist นำภาพพล.อ.ประยุทธ์ ที่มีจมูกยาวขึ้นนำเสนอบนหน้าปกนิตยสาร นอกจากนี้พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีพฤติกรรมที่แย่กับนักข่าว โดยมีการพูดขู่ทีเล่นทีจริงกับนักข่าวว่า จะต้องประหารด้วยเครื่องประหารหัวสุนัขหรือไม่ จนถูกนำเสนอโดยสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก จากพฤติกรรมดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นการกระทำอันเสื่อมเสียต่อตำแหน่งนายกฯ นอกจากนี้ในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมามีการลงโทษสื่อมวลชนมากกว่า 50 ครั้ง โดยการสั่งปิดสื่อ 14 ครั้ง และลงโทษสื่อ 59 ครั้ง และนอกจากการใช้อำนาจในการลิดรอนเสรีภาพของสื่อฯ แล้ว ยังมีการปิดกั้นการใช้เสรีภาพของประชาชนมากกว่า 200 ครั้งด้วย

ต้นคิดคำถามพ่วงระบุ ประยุทธ์เหมาะสมกว่าธนาธร

วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภาที่มีวิดีโอออกที่เจ้าตัวกล่าวว่าเป็นต้นคิดให้มีคำถามพ่วงให้ ส.ว. เลือกนายกฯ ได้ในรัฐธรรมนูญ 2560 กล่าวว่า ทั้งรัฐสภาต่างมาจากรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน รัฐธรมนูญไม่ได้มาจากประยุทธ์ หรือ คสช. แต่มาจากประชามติซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ ทุกคนในที่นี้เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยเหมือนกัน ต่างกันตรงที่มาและวิธีการ แต่เป็นไปตามวิธีการแห่งรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ประยุทธ์สั่งการแล้วเอาตามนี้ ส.ว. บางท่านมาจากการเลือกกันเองก่อน บางท่านมาจากการสรรหาก่อน แล้ว คสช. ที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่าให้คัดเลือกในที่สุด ถ้าจะมองว่าไม่ได้มาจากประชาชน ตั้งกันมาเอง เลือกกันเองแล้วมาเกาหลังกันเอง ขัดจริยธรรม ขัดกันแห่งผลประโยชน์ ถ้าประยุทธ์เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ หรือให้พรรคพวกร่างแล้วตัดสินใจเอง ประกาศใช้เอง กำหนดเอง สิ่งที่สมาชิกพูดมาก่อนหน้าก็ถูกหมด ไม่เถียงแม้แต่คำเดียว 

ในประเด็นคุณสมบัตินายกฯ ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาที่ต้องเลือก พล.อ.ประยุทธ์ มีคนสนับสนุนด้วยเหตุผลหลักการ และมีการกล่าวหาเหตุผลหลักการ แต่อีกคนหนึ่งยังไม่ได้ยินคุณงามความดีที่จะสนับสนุนการตัดสินใจเลย ไม่ว่าจะวัยวุฒิ คุณวุฒิ ประสบการณ์ คุณธรรมจริยธรรมต่างกัน ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ มาจากประชาชนมากที่สุด เมื่อรวมกับพรรคการเมืองที่สนับสนุน ลองนั่งดีดตัวเลขดูแล้วเกือบ 15 ล้านเสียง มากกว่าอีกคนหนึ่งที่เสนอด้วย จึงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่ได้เลือกคนที่มาจากประชาชน วันนี้ประยุทธ์ไม่ได้เอาปืน เอาทหารมาจี้หัว จึงเรียนว่าประยุทธ์มาจากประชาชน และตัวแทนของประชาชนกำลังจะเลือก

สาม คนที่มีคดีติดตัว จะเลื่อนตำแหน่ง จะขยับยศก็ยังยากลำบาก ปรากฏว่าประยุทธ์ไม่มีคดีค้างในโรงในศาล แต่อีกคนมีคดีค้างในโรงในศาล สี่ ประยุทธ์มาตามรัฐธรรมนูญที่คนส่วนใหญ่กำหนด ไม่ได้กำหนดเองว่าตัวเองต้องมาอย่างนี้ เมื่อเปรียบเทียบบุคคลทั้งสองแล้วกล่าวได้เลยว่า ประยุทธ์ จันทร์โอชามีคุณสมบัติ มีประสบการณ์เหนือกว่า สร้างบ้านแปลงเมืองมามากกว่า ไม่มีประวัติในความไม่น่าไว้วางใจ ความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยมีคดีเกี่ยวกับการซุกหุ้น ไม่เคยมีคดีความใดๆ จึงเรียนว่าสมาชิกทั้งหลายในที่นี้สามารถตัดสินใจได้เลยว่าจะเลือกใคร และใครเหมาะสมกว่า 

พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส. เพื่อไทยประท้วงว่า ความไม่ไว้วางใจใหญ่หลวงคือการเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติรัฐประหาร เป็นเรื่องใหญ่ที่คนไทยยอมรับไม่ได้ รัฐธรรมนูญเป็นปลายเหตุที่ฉีกรัฐธรรมนูญ 2550 แล้วจะมายกยอกันในที่นี้พี่น้องประชาชนคงตัดสินใจกันได้

'เสรีพิศุทธ์' แฉ โดนเสนอเงิน 300 ล้าน ย้ายฟากไปอยู่ พปชร.

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย แฉว่ามีบุคคลหนึ่งมาเสนอเงิน 300 ล้านบาท พร้อมตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แลกกับการนำ 10 ส.ส.เสรีรวมไทย ไปร่วมรัฐบาล เมื่อปฏิเสธก็ยังตามตื้อ พยายามเสนอเพิ่มเงินให้เป็นเท่าไรก็ได้ พฤติการณ์เหล่านี้อย่าว่าแต่สนับสนุนให้เป็นนายกฯ แม้แต่เป็นยามที่บ้าน ตนก็ไม่เอา เพราะกลัวคนมาด่าเต็มไปหมด

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์