คณะทำงานฯ UN ร้องทางการไทยปล่อยตัว 'สิรภพ' ผู้ต้องขังคดี 112 ชี้เป็นการควบคุมตัวโดยพลการ

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยรายงานฉบับยาว คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ ซึ่งเป็นกลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติมติเห็นว่าการควบคุมตัว 'สิรภพ' ผู้ต้องขังตาม ม.112 เข้าข่ายเป็นการควบคุมตัวบุคคลโดยพลการ ขัดต่อกติการะหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี พร้อมเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขาโดยทันที

สิรภพ (ขวา) ที่มา แฟ้มภาพ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

8 มิ.ย.2562 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ (Working Group on Arbitrary Detention) ซึ่งเป็นกลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council) ได้รับรองความคิดเห็นในกรณีของ สิรภพ (สงวนนามสกุล) อายุ 55 ปี กวีและนักเขียนในนามปากกา “รุ่งศิลา” ซึ่งเป็นผู้ต้องขังคดีตามมาตรา 112 ในการประชุมครั้งที่ 84 ระหว่างวันที่ 24 เม.ย.-3 พ.ค. 2562 โดยคณะทำงานฯ ลงมติเห็นว่าการควบคุมตัวสิรภพเข้าข่ายเป็นการควบคุมตัวบุคคลโดยพลการ ขัดต่อกติการะหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี พร้อมเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขาโดยทันทีปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

สำหรับ สิรภพ  ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เขา อายุ 55 ปี เป็นกวีและนักเขียนในนามปากกา “รุ่งศิลา” ผู้เผยแพร่บทความและบทกลอนในสื่อสังคมออนไลน์ รวมทั้งแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยวิพากษ์วิจารณ์กองทัพและการทำรัฐประหารในประเทศไทย หลังการรัฐประหาร 2557 เขาถูกควบคุมตัว พร้อมกับกล่าวหาดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (3) จากการเขียนบทกลอนและข้อความลงในโลกออนไลน์จำนวน 3 ข้อความ ข้อความหนึ่งเผยแพร่ลงในเว็บบอร์ดประชาไทในปี 2552 อีกสองข้อความเผยแพร่ในเว็บบล็อกและเฟซบุ๊กส่วนตัวในปี 2556 และ 2557

สิรภพถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 ถึงปัจจุบันนับเป็นเวลา 4 ปี 11 เดือนเศษแล้ว โดยที่คดีความซึ่งถูกสั่งฟ้องต่อศาลทหารกรุงเทพยังสืบพยานไม่แล้วเสร็จ และศาลทหารเองก็ปฏิเสธการให้ประกันตัวมาแล้วทั้งหมด 7 ครั้ง โดยสองครั้งหลังสุดในเดือนเมษายนและพฤศจิกายน ปี 2561 ญาติยื่นขอประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 5 แสนบาท แต่ศาลทหารยังคงไม่อนุญาตให้ประกันตัว โดยอ้างว่าเกรงจำเลยจะหลบหนี และคดียังมีอัตราโทษสูง

การสืบพยานในคดีนี้ยังเป็นไปอย่างล่าช้า ด้วยรูปแบบการนัดความในศาลทหารที่ไม่ต่อเนื่องและยังมีการเลื่อนคดีบ่อยครั้ง ถึงปัจจุบันผ่านมาเกือบ 5 ปี คดียังสืบพยานโจทก์ปากที่ 3 ไม่แล้วเสร็จ โดยฝ่ายโจทก์มีการระบุพยานที่จะสืบจำนวนทั้งหมด 10 ปาก ส่วนฝ่ายจำเลยทั้งหมด 3 ปาก ทำให้คดียังต้องใช้เวลาต่อสู้อีกหลายปีกว่าจะเสร็จสิ้น ทั้งคดีนี้ศาลทหารยังมีคำสั่งให้พิจารณาเป็นการลับ บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าฟังการพิจารณาได้

ศาลทหารได้กำหนดวันนัดสืบพยานต่อไปในวันที่ 10 มิ.ย., 28 มิ.ย. และ 8 ก.ค. 2562

รายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับ คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการฯ กลไกที่ทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเด็นการควบคุมตัวโดยพลการ (Arbitrary Detention) ในกรณีนี้นั้น ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานโดยระเอียดไว้ดังนี้

การซักถามและชี้แจง ระหว่างคณะทำงานฯ UN กับรัฐบาล คสช.

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา คณะทำงานชุดนี้ได้เผยแพร่ความคิดเห็นฉบับที่ 4/2019 ซึ่งได้รับการรับรองแล้ว โดยเป็นความคิดเห็นถึงกรณีการควบคุมตัวสิรภพโดยเฉพาะ

คณะทำงานฯ ระบุว่ากรณีของสิรภพนั้น เคยเป็นประเด็นข้อซักถามเร่งด่วนของคณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ และผู้รายงานพิเศษคณะอื่นๆ ของสหประชาชาติ ถึงรัฐบาลไทยมาแล้วสามครั้ง เมื่อเดือนธันวาคม 2557, กุมภาพันธ์ 2559 และธันวาคม 2560 โดยผู้รายงานพิเศษฯ เน้นย้ำว่ามาตรา 112 และมาตรา 14 แห่งพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ไม่สอดคล้องกับพันธกรณีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ พร้อมแสดงความกังวลร้ายแรงเกี่ยวกับการฟ้องร้อง การควบคุมตัว และบทลงโทษที่กำหนดไว้ภายใต้ข้อกฎหมายเหล่านี้ ว่าไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำที่ถือเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็น นอกจากนี้ ผู้รายงานพิเศษยังแสดงข้อกังวลเกี่ยวกับการปฏิเสธคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของบุคคลในคดีมาตรา 112 ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพิจารณาคดีพลเรือนในศาลทหารซึ่งขาดความโปร่งใส

ในการตอบข้อซักถามครั้งต่างๆ รัฐบาลคสช. ได้เน้นย้ำว่าประเทศไทยสนับสนุนการใช้เสรีภาพในการแสดงออกบนพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย แต่ต้องไม่ถูกใช้ในลักษณะที่กระทบกับความสงบเรียบร้อยหรือก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม หรือที่มีลักษณะละเมิดสิทธิของผู้อื่น การบังคับใช้กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ถือว่าสอดคล้องกับหลักการที่กล่าวมาข้างต้น

รัฐบาลไทยระบุว่าสถาบันกษัตริย์ไทยเป็นหนึ่งในเสาหลักด้านความมั่นคงของประเทศ กฎหมายมาตรา 112 มีไว้เพื่อปกป้องสิทธิของสถาบันกษัตริย์ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับการป้องกันคำพูดให้ร้ายหรือการหมิ่นประมาทต่อพลเมืองทั่วไป กฎหมายนี้มิได้มีไว้เพื่อมุ่งหวังจะจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก บุคคลที่ถูกฟ้องร้องมีสิทธิในกระบวนการพิจารณาคดี รวมถึงสิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษาเท่าเทียมกับบุคคลที่ถูกฟ้องด้วยข้อกล่าวหาอื่นๆ  กฎหมายไทยยังกำหนดให้ผู้พิพากษาสามารถใช้ดุลยพินิจในการออกคำสั่งพิจารณาคดีลับในกรณีพิเศษที่เชื่อได้ว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นอ่อนไหว ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน ศีลธรรมอันดีของประชาชน และความมั่นคงของประเทศได้

ต่อมา เมื่อยังมีผู้ร้องเรียนกรณีสิรภพไปยังกลไกการรับข้อร้องเรียนรายกรณีของคณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการอีกครั้ง ทางคณะทำงานฯ ได้สอบถามกลับมายังรัฐบาลไทยอีกเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2561 เพื่อเปิดโอกาสให้ชี้แจง แต่ทางรัฐบาลก็ไม่ได้มีการตอบกลับใดๆ ต่อข้อร้องเรียนที่คณะทำงานฯ สอบถามไป ทำให้คณะทำงานฯ จัดทำความเห็นคิดเห็นถึงข้อร้องเรียนในกรณีนี้ออกมาในที่สุด

 

คณะทำงานฯ UN ชี้การควบคุมตัว ‘สิรภพ’ เป็นการควบคุมตัวโดยพลการ

จากข้อมูลของกรณีสิรภพ คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการได้พิจารณาเห็นว่ากรณีของสิรภพมีลักษณะเป็นการควบคุมตัวโดยพลการ และขัดต่อกติกาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

ในการจัดทำความคิดเห็น คณะทำงานฯ ได้ย้อนทบทวนข้อวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายมาตรา 112 ซึ่งเคยได้รับการพิจารณาจากทั้งคณะทำงานฯ ชุดนี้เอง และกลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอื่นๆ ในหลายปีที่ผ่านมา พบว่ามีข้อมูลอย่างต่อเนื่องว่าการควบคุมตัวบุคคลภายใต้มาตรา 112 เป็นไปโดยพลการ อันเป็นผลมาจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกอย่างสงบ

ผู้รายงานพิเศษว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก ได้เคยระบุถึงกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ของไทยว่า “ไม่ควรมีที่ยืนในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย” และไม่สอดคล้องกับหลักเสรีภาพในการแสดงออกภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติก็ได้เคยแสดงออกความกังวลในลักษณะเดียวกัน

ในข้อสังเกตเชิงสรุปของรายงานระยะที่สองของประเทศไทย คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน (Human Rights Commission) ยังได้แสดงข้อกังวลที่การวิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์ไทยต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี ทั้งจำนวนบุคคลผู้ถูกควบคุมตัวและดำเนินคดีข้อหานี้ยังเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากตั้งแต่หลังการรัฐประหาร และยังมีบทลงโทษในอัตราที่สูง ซึ่งส่งผลให้เกิดการคุมขังบุคคลเป็นระยะเวลายาวนาน

อีกทั้ง ในระหว่างการรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติครั้งล่าสุด ในเดือนพฤษภาคม 2559 กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ยังถูกยกเป็นประเด็นข้อกังวลบ่อยครั้ง โดยผู้แทนในที่ประชุม แนะนำให้รัฐบาลไทยทบทวนกฎหมายฉบับนี้ให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ

จากภาพรวมที่ทั้งคณะทำงาน และกลไกต่างๆ ด้านสิทธิมนุษยชนล้วนแสดงข้อกังวลต่อรัฐบาลไทยเกี่ยวกับกฎหมายมาตรา 112 ดังกล่าว  คณะทำงานฯ จึงมีความเห็นว่านายสิรภพถูกควบคุมตัวตามกฎหมายที่ละเมิดต่อหลักการสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างชัดแจ้ง ดังนั้นจึงไม่มีมูลเหตุทางกฎหมายในการควบคุมตัวสิรภพ การลิดรอนเสรีภาพของเขาจึงนับเป็นการควบคุมตัวโดยพลการ

คณะทำงานฯ เห็นว่า “กฎหมาย” ที่ใช้ดำเนินคดีต่อสิรภพ คลุมเครือกว้างขวาง

คณะทำงานฯ ยังให้ความเห็นต่อไปว่าข้อความที่สิรภพถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ยังอยู่ภายใต้การใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งได้รับการคุ้มครองภายใต้ข้อ 19 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และข้อ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)

คณะทำงานฯ เห็นว่ารูปแบบในการแสดงออกในลักษณะที่ถูกพิจารณาว่าเป็นการดูหมิ่นบุคคลสาธารณะ ยังไม่เป็นเหตุผลที่ชอบธรรมมากเพียงพอให้ต้องกำหนดบทลงโทษทางอาญา บุคคลสาธารณะทุกคน ซึ่งรวมถึงบุคคลที่ใช้อำนาจทางการเมืองสูงสุด เช่น ประมุขแห่งรัฐและรัฐบาล ถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่จำต้องรับคำวิพากษ์วิจารณ์ และการมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง หลักกฎหมายไม่ควรบัญญัติให้มีการลงโทษที่สาหัสขึ้น เพียงเพราะสถานะหรือตัวตนของบุคคลซึ่งไม่อาจกล่าวหาได้

คณะทำงานฯ ระบุเรื่องการรับทราบข้อโต้แย้งของรัฐบาลไทย ที่ว่ากฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์นั้นช่วยปกป้องความสงบเรียบร้อยและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคม รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น  อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยไม่ได้แสดงให้เห็นว่าการดำเนินคดีกับนายสิรภพ จากการเผยแพร่บทกลอน ภาพการ์ตูนล้อเลียน และคำบรรยายใต้ภาพ เป็นไปตามความจำเป็นและได้สัดส่วน คณะทำงานฯ ไม่เห็นว่าข้อความเหล่านี้คุกคามสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น ความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อย สาธารณสุข หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

คณะทำงานฯ ยังเห็นว่าหลักกฎหมายที่นายสิรภพถูกดำเนินคดีมีความคลุมเครือและกว้างขวางอย่างมากโดยมาตรา 112 ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าการแสดงออกแบบใดถือเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย และยังให้ดุลยพินิจทั้งหมดแก่เจ้าหน้าที่ในการตัดสินว่าเกิดการกระทำผิดขึ้น ในลักษณะคล้ายกันกับมาตรา 14 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (แก้ไขใน พ.ศ. 2560) ล้วนขัดกับหลักความชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งต้องร่างกฎหมายด้วยความละเอียดชัดเจนเพียงพอให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงและเข้าใจกฎหมายได้ จึงร้องขอให้รัฐบาลไทยยกเลิกหรือทบทวนให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ

การพิจารณาในศาลทหาร ละเมิดต่อหลักการได้รับ “การพิจารณาคดีที่เป็นธรรม” 

ความคิดเห็นของคณะทำงานฯ ยังระบุต่อมาว่าการดำเนินคดีต่อนายสิรภพ ยังละเมิดต่อสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะการถูกพิจารณาคดีในศาลทหาร ซึ่งปราศจากความเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร เนื่องจากตุลาการศาลทหารถูกแต่งตั้งโดยผู้บัญชาการกองทัพบกและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึงขาดการอบรมทางกฎหมาย ตุลาการศาลทหารสองท่านคือเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้บัญชาการ ศาลทหารจึงไม่ถือว่าเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระและความเป็นกลาง ตามที่บัญญัติไว้ในข้อ 10 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และข้อ 14 (1) ของ ICCPR

การพิจารณาคดีพลเรือนในศาลทหาร ยังขัดต่อกติกา ICCPR และกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ เพราะศาลทหารควรมีอำนาจในการพิจารณาเฉพาะกับเจ้าหน้าที่ทหารและในการละเมิดกฎหมายทางทหารเท่านั้น การถูกพิจารณาคดีโดยตุลาการศาลทหารผู้ขาดความเป็นอิสระทั้งโดยอาชีพและทางวัฒนธรรม มีแนวโน้มที่จะสร้างผลกระทบที่ตรงข้ามกับการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และต่อการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม

คณะทำงานฯ ยังระบุว่าทนายความของนายสิรภพได้เคยยื่นคำร้องโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจของศาลทหารหลายครั้ง โดยอ้างว่าศาลทหารไม่ควรพิจารณาคดีพลเรือน แต่ข้อร้องเรียนทั้งหมดถูกปฏิเสธไม่รับฟัง ในมุมมองของคณะทำงานฯ ศาลทหารกรุงเทพได้ปฏิเสธไม่รับฟังข้อโต้แย้งต่อการควบคุมตัว และคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ถูกกล่าวหา รวมถึงสิทธิพื้นฐานที่จะมีเสรีภาพ และสิทธิในการได้รับการพิจารณคดีอย่างเป็นธรรม

การพิจารณาคดีเป็นการลับ ขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ

คณะทำงานฯ ยังระบุถึงการพิจารณาคดีของสิรภพเป็นการลับ โดยศาลทหารสั่งให้ครอบครัวของนายสิรภพ และผู้สังเกตการณ์จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในประเทศไทยออกจากห้องพิจารณาคดี โดยอ้างเรื่องอาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ แม้ทนายความพยายามยื่นคำร้องคัดค้าน 4 ฉบับ ระหว่างปี 2557-2559 เพื่อขอให้ศาลเปลี่ยนคำวินิจฉัยจากการพิจารณาคดีลับ แต่ศาลทหารได้ปฏิเสธคำร้องคัดค้านทั้งหมด

คณะทำงานฯ เห็นว่ารัฐบาลไทยมิได้ชี้แจงข้อมูลหรือหลักฐานเพียงพอ ให้เห็นว่าการพิจารณาคดีของนายสิรภพเป็นภัยคุกคามต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคงของประเทศ จนถือเป็นข้อยกเว้นพิเศษในการพิจารณาคดีอย่างลับได้ คณะทำงานฯ ยังพบว่าไม่มีข้อยกเว้นพิเศษที่จะอนุญาตให้มีการพิจารณาคดีลับ ตามกติกา ICCPR จะเข้าข่ายกับการดำเนินคดีจำเลยในคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ได้เลย

คณะทำงานฯ จึงเห็นว่าการที่นายสิรภพไม่ได้รับการพิจารณาคดีที่เปิดเผยต่อสาธารณะกระทั่งถึงปัจจุบัน ถือเป็นการละเมิดต่อข้อ 10 และ 11 (1) ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และข้อ 14 (1) ของกติกา ICCPR

นอกจากนี้ คณะทำงานฯ ยังระบุถึงการไม่ได้รับสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาของนายสิรภพ เนื่องจากคดีเกิดระหว่างการประกาศใช้กฎอัยการศึก และการประกาศใช้ศาลทหารตามประกาศคสช. ฉบับที่ 37/2557 แต่เนื่องจากคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาในศาลทหาร และจำเลยยังไม่ถูกพิพากษากำหนดโทษ คณะทำงานฯ จึงยังไม่มีข้อสรุปต่อประเด็นสิทธิในการอุทธรณ์คดีในขณะนี้

หากคณะทำงานฯ ก็เรียกร้องให้รัฐบาลไทยรับประกันว่าจำเลยทั้งหมดในศาลทหาร พึงมีสิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษาไปยังคณะตุลาการระดับเหนือขึ้นไป  ทั้งภายใต้หลักการว่าศาลทหารไม่ควรดำเนินคดีกับพลเรือน คณะทำงานฯ ยังเห็นว่าบทลงโทษทั้งหมดที่ศาลทหารมีคำสั่งต่อพลเรือน ควรให้ศาลพลเรือนทบทวนอีกครั้ง แม้ว่าจะไม่มีการยื่นอุทธรณ์คดีก็ตาม

การพิจารณาที่ล่าช้า ละเมิดต่อสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีในระยะเวลาที่เหมาะสม

ในประเด็นสุดท้าย คณะทำงานฯ ยังพิจารณาเรื่องการพิจารณาคดีที่ล่าช้าของนายสิรภพในศาลทหารโดยไม่ได้รับการประกันตัว ทำให้เขาถูกควบคุมตัวเป็นระยะเวลายาวนาน ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ

คณะทำงานฯ ระบุว่าในกรณีนี้ ศาลทหารไม่อาจอ้างความสาหัสของบทลงโทษของกฎหมาย ในการปฏิเสธคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว และระบุว่าการปฏิเสธคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์เกือบทุกกรณีก่อให้เกิดข้อสงสัยอย่างมาก ว่ามีการใช้เหตุผลส่วนตัววินิจฉัยความเสี่ยงในการหลบหนีการดำเนินคดี คณะทำงานฯ เห็นว่า รัฐบาลไทยไม่ได้แสดงให้เห็นถึงเหตุผลอันสมควรและความจำเป็นในการควบคุมตัวนายสิรภพเอาไว้

นอกจากนั้น ตามที่คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนระบุไว้ว่าสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีโดยไม่ล่าช้าเกินควร มีเจตนามุ่งหมายเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้บุคคลอยู่ในสภาวะความไม่แน่นอนในโชคชะตาของตนนานเกินไป หากศาลปฏิเสธคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของผู้ถูกกล่าวหาแล้ว เขาหรือเธอต้องได้รับการพิจารณาคดีทันที

คณะทำงานฯ เห็นว่าระยะเวลาการควบคุมตัวนายสิรภพ ตั้งแต่การจับกุมตัวเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 กระทั่งปัจจุบัน — ซึ่งนับเป็นเวลาเกือบห้าปี — โดยไม่มีคำตัดสินอันเป็นที่สิ้นสุด ถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเกินกว่าจะรับได้ คณะทำงานฯจึงเห็นว่า มีการละเมิดสิทธิของนายสิรภพในการได้รับการพิจารณาคดีในระยะเวลาที่เหมาะสม และไม่มีความล่าช้าเกินควร ตามข้อ 9 (3) และ 14 (3) (c) ของกติกา ICCPR

คณะทำงานของ UN ได้สรุปข้อคิดเห็นว่ากรณีของนายสิรภพถือเป็นหนึ่งในกรณีจำนวนมากที่ถูกส่งเรื่องมายังคณะทำงานฯ เกี่ยวกับการลิดรอนเสรีภาพโดยพลการของบุคคลในประเทศไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยคณะทำงานฯ เห็นว่ากรณีเกี่ยวกับประเทศไทย โดยเฉพาะคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์มักมีลักษณะเดียวกัน ได้แก่ การควบคุมตัวในชั้นก่อนฟ้อง โดยปราศจากการพิจารณาเป็นรายกรณีไป หรือการพิจารณาทางเลือกที่ไม่ต้องกักขังอื่น เช่น การอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว การฟ้องร้องและการดำเนินคดีโดยหลักกฎหมายที่มีภาษาคลุมเครือ มักนำไปสู่บทลงโทษหนัก และไม่มีมูลเหตุทางกฎหมายเพียงพอในการดำเนินคดีการพิจารณาคดีลับในศาลทหารก็มักนำไปสู่การจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ และกระบวนการในชั้นศาลมักดำเนินไปอย่างผิดหลักการ

คณะทำงานฯ UN เรียกร้องปล่อยตัวสิรภพทันที พร้อมทบทวนกฎหมาย 112

ภายใต้ข้อวินิจฉัยทั้งหมดดังกล่าว คณะทำงานฯ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการใดๆ ซึ่งจำเป็นในการแก้ไขสถานการณ์ของนายสิรภพโดยทันที และกระทำให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานระหว่างประเทศ คณะทำงานฯ เห็นว่าวิธีการเยียวยาที่เหมาะสมที่สุดคือการปล่อยตัวนายสิรภพโดยทันที พร้อมทั้งอำนวยให้เขามีสิทธิในการชดเชยค่าเสียหายและค่าชดเชยอื่นๆ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ

คณะทำงานฯ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนกฎหมายตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 14 (3) และ (5) แห่ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (แก้ไขในปี 2560) ให้สอดคล้องกับข้อเสนอแนะในความคิดเห็นนี้ และต่อพันธกรณีอื่นๆ ที่ประเทศไทยมีต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์