'ปิยบุตร' เทียบมาตรฐานยุติธรรม ปม ส.ส.ถือหุ้นสื่อ อัดพลังประชารัฐไม่มี กม.ขอคุ้มครองชั่วคราวได้

'ปิยบุตร' ยก 4 กรณีถือหุ้นสื่อเทียบมาตรฐานกระบวนการยุติธรรม โต้ 27 ส.ส.พปชร.ไม่มี กม.ข้อใดให้ขอคุ้มครองชั่วคราวได้

21 มิ.ย.2562 ทีมสื่อพรรคอนาคตใหม่ รายงานว่า ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับกรณีที่พรรคอนาคตใหม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้วินิจฉัยกรณี 41 ส.ส.พรรครัฐบาลถือหุ้นสื่อ ว่าถือว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ โดยปิยบุตรระบุว่าสิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญอยู่ในขณะนี้มีสองเรื่อง เรื่องแรกก็คือเกณฑ์ในการพิจารณาดูว่ามีการถือหุ้นสื่อจริงหรือไม่ และเรื่องที่สอง คือจะมีการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวหรือไม่

ในเรื่องแรกนั้น ปิยบุตรระบุว่าเคยมีแนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาแล้วในสองคดีหลักๆ คือคดีของอดีตผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดสกลนคร พรรคอนาคตใหม่ ภูเบศวร์ เห็นหลอด และอดีตผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดอ่างทอง พรรคประชาชาติ  คมสัน ศรีวนิชย์ ซึ่งทั้งสองคดีนี้ศาลได้ให้แนวทางมาแล้ว ว่าให้ไปดูที่หนังสือบริคณห์สนธิ โดยถ้ามีข้อความระบุว่าทำกิจการที่เกี่ยวกับสื่อวลชน ก็ให้ถือว่าบริษัทนั้นประกอบกิจการสื่อจริง ส่วนเรื่องที่สอง กรณีที่เกิดขึ้นกับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว โดยระบุว่าหากปล่อยให้ปฏิบติหน้าที่ต่อไป จะส่งผลให้เกิดปัญหาทางกฎหมายและการดำเนินงานที่สำคัญในการประชุมสภา

ปิยบุตรได้นำกรณีของคดีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และมีข้อเท็จจริงไม่ได้แตกต่างกัน มาชี้เปรียบเทียบให้เห็นถึงมาตรฐานในการพิจาณา คือกรณีของดอน ปรมัตถ์วินัย ที่ กกต.ใช้เวลา 386 วันหลังจากรับเรื่อง ก่อนที่จะส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลา 70 วันก่อนจะมีคำวินิจฉัยรับคำร้อง และมีคำสั่งออกมาว่าไม่ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ และยังมีกรณีของสี่รัฐมนตรีในรัฐบาล คสช. ที่ กกต.ใช้เวลาถึง 355 วันหลังจากรับคำร้อง ในการส่งเรื่องต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาถึง 75 วันก่อนจะมีคำวินิจฉัยรับคำร้อง และมีคำสั่งออกมาว่าไม่ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเมื่อเทียบกับกรณีของธนาธร กกต.ใช้เวลา 51 วันก่อนส่งเรื่องต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญหลังจากรับคำร้องมา และศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาเพียง 7 วันเท่านั้นพร้อมมีคำวินิจฉัยให้ธนาธรยุติการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว

ส่วนกรณีของ 41 ส.ส. ที่มีการยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรไปนั้น ประธานสภาผู้แทนราษฎรใช้เวลา 8 วันก่อนส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ และจนขณะนี้ทุกคนก็ยังรออยู่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องหรือไม่ และจะมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ "ที่น่าสนใจคือ ไม่ทราบว่าจะมีการใช้บรรทัดฐานแบบดอน, สี่รัฐมนตรี, หรือใช้บรรทัดฐานเดียวกับกรณีของธนาธร” ปิยบุตรกล่าว

ปิยบุตรยังระบุต่อว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการโต้แย้งในหลายประเด็นว่ากรณีของธนาธรไม่เหมือนกันกับกรณีของ 41 ส.ส. ซึ่งตนก็เชื่อว่ามีความไม่เหมือนกันจริงๆ เพราะกรณีของยธนาธรได้มีการโอนหุ้นหมดแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 เพราะฉะนั้นในวันสมัครรับเลือกตั้ง ธนาธรไม่มีชื่ออยู่ในการถือหุ้นสื่ออะไรอีกเลย แต่ทาง 41 ส.ส.นั้น ในวันที่รับสมัครยังคงถือหุ้นสื่ออยู่ เป็นที่แน่ชัดว่าทุกคนถือหุ้นอยู่จริงโดยไม่มีการโต้แย้งในเรื่องนี้

ส่วนการโต้แย้งว่ากรณีของ 41 ส.ส.ไม่ได้เป็นบริษัทที่ทำกิจการสื่ออยู่จริง เป็นเพียงการระบุไปในข้อหนึ่งของหนังสือบริคนธ์สนธิเท่านั้น อย่างนั้นตนก็ต้องถามว่าแล้วกรณีของภูเบศวร์และคมสัน ก็เป็นกรณีที่บริษัทไม่ได้ทำกิจการสื่ออยู่จริงๆ เช่นเดียวกัน แต่ก็ถูกตัดสิทธิ์โดยศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เช่นนั้นแล้วตนก็ต้องถามว่าตกลงแล้วเราจะใช้มาตรฐานใดในเรื่องนี้กันแน่

ส่วนกรณีที่ 27 ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐไปยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญคุ้มครองชั่วคราว โดยอ้างว่าหากหยุดปฏิบัติหน้าที่จะกระทบกับการทำหน้าที่สำคัญนั้น ตนก็ต้องตั้งคำถามว่ากรณีของธนาธร ศาลมีการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยเหตุผลว่าอาจกระทบกับการดำเนินงานที่สำคัญ แล้วจะเอาเหตุผลว่ากำลังปฏิบัติหน้าที่สำคัญอยู่มาอ้างได้อย่างไร ตกลงแล้วจะใช้มาตรฐานไหนกันแน่ 

"กระบวนการตอนนี้ศาลยังไม่พูดอะไรซักแอะ แต่คุณส่งไปแล้วว่าขอให้คุ้มครองชั่วคราว คุณไปร้องก่อนล่วงหน้า แล้วไปร้องโดยไม่มีช่องทางให้ร้องด้วย แต่สุดท้ายหากกรณีชองพรรคพลังประชารัฐได้รับการคุ้มครองชั่วคราวแบบนี้ขึ้นมา ทางพรรคอนาคตใหม่และธนาธรก็จะขอสงวนสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวด้วย แต่เบื้องต้นตอนนี้เราขอยืนยันว่าช่องทางนี้ไม่มี แต่ถ้าสุดท้ายศาลให้เมื่อไหร่เราจะขอด้วยแน่” ปิยบุตรกล่าว

ส่วนการขอให้ศาลเปิดการไต่สวนสองครั้งนั้น ปิยบุตรระบุว่าใน พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดเอาไว้เลยว่าศาลต้องเปิดการไต่สวนในขั้นตอนการรับคำร้อง รวมถึงในขั้นตอนวินิจฉัยว่าจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ โดยในมาตรา 49 ระบุไว้ว่าศาลอาจจะตั้งองค์คณะเล็กขึ้นมาพิจารณาหรือร่วมกันพิจารณาโดยองค์คณะใหญ่เองก็ได้ ซึ่งตอนนี้ตนก็ไม่รู้ว่าขั้นตอนอยู่ตรงไหนแล้ว หากใช้องค์คณะใหญ่ ณ ตอนนี้ก็ถือว่าเกินช่วงเวลา 5 วันมาแล้ว และสุดท้ายหากศาลอนุญาตให้ 41 ส.ส.เข้าชี้แจงก่อนวินิจฉัยว่าจะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ตนก็ต้องถามกลับไปว่าแล้วทำไมกรณีของธนาธร ไม่มีการเปิดโอกาสให้ชี้แจงในลักษณะเดียวกันบ้าง

สุดท้าย ปิยบุตรระบุว่าการแถลงข่าวในวันนี้ ตนไม่ได้ต้องการตั้งคำถามถึงองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เราต้องการตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย เราขอเพียงอย่างเดียวว่าขอให้มีมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมแบบเดียวกัน กรณีที่เหมือนกันต้องได้รับการปฏิบัติในลักษณะเดียวกัน

“อำนาจขององค์กรทั้งหลายที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมตั้งอยู่บนกฎหมายว่าแต่ละองค์กรมีอำนาจใด และมีกฎหมายห้ามละเมิด ห้ามหมิ่นเจ้าหนักงาน ห้ามละเมิดศาล  แต่กฎหมายเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีศรัทธาจากพี่น้องประชาชน ของสาธารณชนต่างหาก ร่วมกันประเมินตัดสินว่ายุติธรรมจริงหรือไม่ ถ้าหากคุณจะทำให้เกิดความยุติธรรมขึ้นมา ทำให้คนทั้งประเทศเชื่อมั่นว่ายุติธรรมจริงหรือไม่ คุณก็ต้องทำให้คดีที่มีลักษณะเดียวกันได้รับการปฏิบัติด้วยมาตรฐานเดียวกัน” ปิยบุตรกล่าว

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์

เรื่องที่เกี่ยวข้อง