อาการ ‘จ่านิว’ ยังอยู่ไอซียูแต่สมองปกติ โต้ตอบ-จำได้ทุกอย่าง แต่พบเนื้อเยื่อนัยน์ตาฉีก

ที่งานกิจกรรมมหกรรมดนตรี ฝ่ายประชาธิปไตย ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เพื่อนได้อัปเดตอาการ ‘จ่านิว’ หลังถูกรุมทำร้าย พบอาการดีขึ้น โต้ตอบได้ตามปกติ จำเหตุการณ์ทุกอย่างได้ จำทุกคนได้ สแกนสมองแล้วพบว่าปกติ แต่ส่วนที่หนักคือเบ้าตาขวาแตก มีเนื้อเยื่อนัยน์ตาฉีก มีอาการเลือดคั่งในตา

 

 

 

29 มิ.ย. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ กิจกรรมมหกรรมดนตรี ฝ่ายประชาธิปไตย ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน ซึ่งเดิมเป็นกิจกรรมที่ ‘จ่านิว’ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ เตรียมร่วมงานด้วย แต่กลับถูกทำร้ายเสียก่อนนั้น ผู้ดำเนินรายการได้กล่าวอัปเดตอาการล่าสุดของ สิรวิชญ์ให้ฟังว่า อยู่ในไอซียู แต่อาการดีขึ้นกว่าเมื่อวาน โต้ตอบได้ตามปกติ จำเหตุการณ์ทุกอย่างได้ จำทุกคนได้ สแกนสมองแล้วพบว่าปกติ แต่ส่วนที่หนักคือเบ้าตาขวาที่แตก มีเนื้อเยื่อนัยน์ตาฉีก มีอาการเลือดคั่งในตา

นอกจากนี้ผู้ดำเนินรายการยังได้เล่าว่าเมื่อวานตอนเกือบ 11 โมงตนได้รับโทรศัพท์จากแม่ของสิรวิชญ์แจ้งเรื่องที่เขาโดนทำร้าย ใกล้สลบ แต่วินมอเตอร์ไซค์พบเหตุการณ์ก่อนจึงเข้ามาช่วย โดยปกติแล้วสิรวิชญ์มักชอบขึ้นรถสาธารณะ ซึ่งเมื่อวานที่เกิดเหตุเขากำลังจะขึ้นรถเมล์แต่ถูกตีหัวก่อน

ล่าสุดเวลาประมาณ 20.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า แพทย์เช็คอาการสิรวิชญ์ พบว่าไม่โดนตีที่ลูกตาโดยตรง แต่โดนกระบอกตา จึงทำให้เลือดออกบริเวณนั้น เเพทย์ดูดเลือดออกแล้ว เริ่มที่จะมองเห็นได้แล้ว ขณะนี้มีการประสานไปยัง รพ. มหาวิทยาลัย ต่างๆ ที่มีอาจารย์หมอซึ่งถนัดด้านดวงตาโดยเฉพาะ และคืนนี้จะส่งไป รพ. รามาธิบดี เพื่อรักษาตาโดยเฉพาะ

 

'จ่านิว' อาการสาหัส หลังถูกรุมตี พบมีกล้องวงจรปิดที่จุดเกิดเหตุ

กลุ่มผู้ใช้แรงงานออกแถลงการณ์ 'หยุดความรุนแรงการเมือง หยุดความป่าเถื่อน รัฐบาลต้องจับกุมคนร้ายให้ได้'

กลุ่มนักเขียน ศิลปิน นักวิชาการ ประณามการใช้ความรุนแรงกรณี 'จ่านิว' ถูกทำร้าย

 

ล่าสุดวันนี้ สำนักข่าวไทย รายงานว่า พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตครี ฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แสดงความกังวลต่อการใช้ความรุนแรงกับผู้เห็นต่างทางการเมือง โดยสั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติติดตามความคืบหน้ากรณีนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว ถูกทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ วานนี้ (28 มิ.ย.) โดยขอให้เร่งสืบสวนขยายผลนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม

“พล.อ.ประวิตร ย้ำให้ตำรวจและฝ่ายความมั่นคงร่วมกันคุ้มครองดูแลความปลอดภัยกับประชาชนทุกกลุ่มที่ใช้สิทธิและเสรีภาพแสดงออกความเห็นหรือจัดกิจกรรมใด ๆ ภายใต้กรอบกฎหมายให้ใกล้ชิดมากขึ้น พร้อมเรียกร้องทุกฝ่ายเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ด้วยการเปิดใจกว้างแสดงความคิดเห็นและรับฟังกันอย่างสร้างสรรค์ ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ปฏิเสธความรุนแรงและการใช้คำพูดยั่วยุ สร้างความโกรธเกลียดกันทางสังคม” โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าว

 

อนึ่ง เมื่อวานนี้ (28 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า เมื่อเวลา 10.30 น. สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว นักกิจกรรมการทางการเมืองกลุ่ม Start up people ถูกคนร้าย 4 คน สวมหมวกกันน็อคปิดบังใบหน้า ขับรถจักรยานยนต์ไม่ติดป้ายทะเบียน 2 คัน จอดอยู่บริเวณปากซอยพระยาสุเรทนร์ 2 แขวงบางชัน เขตคลองสามวา เมื่อพบว่า สิรวิชญ์ กำลังเดินอยู่บริเวณซอยดังกล่าวจึง เข้าไปรุมทำร้ายโดยใช้ไม้เบสบอลตีที่หัวจนบาดเจ็บหัวแตก และตาบวมช้ำ โดยขณะที่เกิดเหตุ สิรวิชญ์ ได้พยายามร้องขอความช่วยเหลือจากผู้คนบริเวณนั้น แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย จากนั้นคนร้ายได้หลบหนีไป จากนั้นวินมอเตอร์ไซด์จึงประสานงานกับกู้ภัยให้เร่งนำตัว สิรวิชญ์ ไปรักษาตัวที่โรงบาลพยาบาลนวมินทร์ 1

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการรุมทำร้ายร่างกายทางตรงเป็นครั้งที่ 2 ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่  2 มิ.ย. 2562 เขาถูกคนร้ายไม่ต่ำกว่า 5 คน สวมหมวกกันน็อคปิดบังใบหน้า ใช้ไม้เป็นอาวุธเข้าทำร้ายร่างกายจนมีบาดแผลบริเวณศีรษะและบริเวณริมฝีปาก หลังจัดกิจกรรมเรียกร้องให้ ส.ว. งดออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี ขณะที่ครั้งนี้เขาถูกทำร้ายร่างกายก่อนหน้าวันจัดกิจกรรม “มหกรรมดนตรี ฝ่ายประชาธิปไตย” เพียงหนึ่งวัน ซึ่งมีกำหนดการจัดงานที่ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาคม 4 แยกคอกวัว และถือเป็นกิจกรรมสุดท้ายที่เขาจะทำ ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์ ที่ประเทศอินเดีย

 

สำหรับ สิรวิชญ์ เป็นนักกิจกรรมทางการเมืองตั้งแต่ยังเรียนอยู่ในคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกมหาวิทยาลัยหลังจากเกิดการรัฐประหาร 2557 และเคลื่อนไหวทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่องทั้งจัดการชุมนุมต่อต้าน คสช. ทั้งการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เช่น ชูสามนิ้ว และกินแซนวิชต้านรัฐประหาร รวมทั้งจัดคอนเสิร์ต และงานเสวนาทางวิชาการอีกหลายครั้ง

สิรวิชญ์ เคยถูกเจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบ จำนวน 8 นาย อุ้มขึ้นรถไปขณะเดินกลับเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศตร์ ศูนย์รังสิต บริเวณประตูเชียงราก ในคืนวันที่ 20 ม.ค. 2559 โดยในช่วงเวลานั้นเขากำลังทำกิจกรรม "นั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ส่องแสงหากลโกง" นอกจากนี้เขายังถูกดำเนินคดีทางการเมืองจากการทำกิจกรรมต่อต้าน คสช. อีกหลายคดี

นอกจากนี้ พัฒน์นรี ชาญกิจ หรือแม่หนึ่ง แม่ของสิรวิชญ์ ยังถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เนื่องจากมีผู้ส่งข้อความในลักษณะอาจจะเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้วพัฒน์นรี ตอบกลับบุคคลดังกล่าวสั้นๆ ว่า “จ้า” และเธอถูกควบคุมตัวเป็นเวลา 2 วันก่อนศาลทหารจะให้ประกันออกมาสู้คดี โดยใช้หลักทรัพย์ 5 แสนบาท โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2559 ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่ สิรวิชญ์ กำลังเคลื่อนไหวทางการเมืองในนประเด็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ขณะนี้คดีความยังไม่สิ้นสุดยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรมบนศาลทหารซึ่งผ่านมา 3 ปีแล้วเพิ่งสืบพยานโจทย์ได้เพียง 4 ปากเท่านั้น ต่อมา เธอยังถูกกล่าวหาดำเนินคดีจากการเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งอีก 2 คดี ได้แก่ คดีการชุมนุมที่สกายวอล์กบริเวณห้างมาบุญครอง หรือ MBK39 และคดีการชุมนุมที่ถนนราชดำเนิน หรือคดี RDN50 ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2561 ซึ่งเธอยืนยันว่าไม่ได้เป็นเข้าร่วมการชุมนุมเพียงแต่ไปตามดูลูกชายเนื่องจากเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย

สิรวิชญ์เคยให้สัมภาษณ์กับประชาไทเมื่อปี 2560 เมื่อถามว่าหากชวนมาเป็นคอลัมนิสต์เขาอยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไร เขาตอบบอกว่า อยากเขียนเรื่องประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง และบทเรียนการต่อสู้ทางความคิดในต่างประเทศ เขาอยากชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่โดดเดี่ยว ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาเฉพาะประเทศไทย แต่ทุกสังคมก็เคยเผชิญปัญหาแบบนี้และก็สามารถแก้ไขคลี่คลายให้ผ่านไปได้ โดยเขาอยากชี้ให้สังคมไทยเห็นตรงนี้ “ผู้คนในสังคมจำนวนไม่น้อย กลัวว่าจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ไม่ตก ไม่รู้ว่าเราจะหลุดออกจากปัญหานี้อย่างไร นึกว่าเป็นปัญหาเฉพาะ จริงๆ แล้วไม่ใช่ ทุกสังคมเคยผ่านปัญหานี้เช่นเดียวกัน”

ด้วยความที่ตัวเขาเองเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กๆ โดยตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม วันไหนที่ว่างเขาก็จะนั่งรถเมล์ไปหอสมุดแห่งชาติ เพื่อไปนั่งอ่านหนังสือ อีกเรื่องที่เขาอยากเขียนคือเรื่องปฏิรูปศึกษา โดยเขาอยากนำเสนอประสบการณ์ด้านการแก้ไขปัญหาการศึกษาของต่างประเทศ ทั้งในกลุ่มประเทศอาเซียน และประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ว่าประเทศเหล่านี้บางประเทศเคยประสบความล้มเหลวทางการศึกษา แต่พวกเขามีวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร และอีกประเด็นที่เขาอยากเขียนบทความก็คือ การสอนภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยที่ล้มเหลว ซึ่งตัวเขาเองก็เคยประสบปัญหานี้ จึงอยากถ่ายทอดประเด็นความไม่ถูกที่ถูกทางของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยด้วย

 

*แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อเวลา 20.18 น. วันที่ 29 มิ.ย. 2562

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

พื้นที่ประชาสัมพันธ์