ชำนาญ จันทร์เรือง: การปกครองท้องถิ่นคือฐานรากของประชาธิปไตย

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจที่จะพัฒนาการเมืองหรือปฏิรูปการเมืองอย่างมาก ไม่ว่าการพยายามออกแบบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายต่างๆออกมารองรับในทฤษฎีหรือความเชื่อของตน แต่ทั้งหมดทั้งปวงล้วนแล้วแต่กล่าวถึงการพัฒนาการเมืองในระดับชาติแทบทั้งสิ้น มีการกล่าวถึงการปกครองท้องถิ่นหรือการกระจายอำนาจน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย โดยในรัฐธรรมนูญฯ ฉบับปัจจุบันมีกล่าวถึงการปกครองท้องถิ่นเพียง 6 มาตรา และในรัฐธรรมนูญฯ ทั้งฉบับ (ที่มีหมวดที่ว่าการปฏิรูปด้วยนั้น) ไม่มีคำว่า “การกระจายอำนาจ”แม้แต่คำเดียว ซึ่งแท้จริงแล้วแล้วการกระจายอำนาจหรือการปกครองท้องถิ่นนั้นมีความสำคัญซึงในนานาอารยประเทศทั้งหลายที่ถือว่าการปกครองท้องถิ่นคือฐานรากของประชาธิปไตยเลยทีเดียว ด้วยเหตุเพราะ

1) เป็นการให้การศึกษาและฝึกฝนทางการเมือง (Providing Political Education and Training)

การปกครองท้องถิ่นเป็นระบบการปกครองที่ย่อส่วนจากระบบการเมืองในระดับชาติ กิจกรรมทางการเมืองของการปกครองท้องถิ่นนับเป็นหนึ่งในรูปแบบการศึกษาเรียนรู้ทางการเมือง การเลือกตั้งท้องถิ่นในแต่ละครั้งย่อมเป็นช่วงเวลาและบรรยากาศของการเรียนรู้ทางการเมืองเป็นอย่างดียิ่ง เพราะข้อมูลข่าวสารทั้งของตัวผู้สมัครและนโยบายของผู้สมัครหรือทีมผู้สมัครทั้งในแง่ของการปราศรัยหาเสียง และการรายงานข่าวผ่านสื่อสารมวลชนในรูปแบบต่างๆย่อมนำมาสู่ความสนใจเรียนรู้และถกเถียงในหมู่ประชาชน ถือเป็นการศึกษาเรียนรู้ทางการเมืองนอกห้องเรียนและประชาชนในพื้นที่ย่อมสัมผัสได้โดยตรงและอย่างใกล้ชิด การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้นก็คือ การที่บางคนตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งย่อมเป็นการเข้าสู่เวทีแห่งการฝึกฝนทางการเมืองได้เป็นอย่างดี เพราะนักการเมืองระดับชาติหลายคนก็เคยผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ทางการเมืองด้วยการเป็นนักการเมืองท้องถิ่นมาก่อน

2) เป็นการส่งเสริมความเป็นพลเมืองและการมีส่วนร่วม (Promoting Citizenship and Participation)

ในขณะที่การเมืองระดับชาติประชาชนมีความรู้สึกห่างไกลจากตนเอง ทำให้มีผลต่อการมีส่วนร่วม แต่การปกครองท้องถิ่น ซึ่งมีความสัมพันธ์กับประชาชนอย่างใกล้ชิดแนบ โอกาสที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองย่อมมีความเป็นไปได้มากกว่า เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีความเป็นพลเมืองที่มีความเข้มแข็งในทางการเมือง ตระหนักถึงสิทธิประโยชน์และความสำคัญของตนในทางการเมือง เกิดความรอบรู้แจ่มแจ้งทางการเมือง (political maturity) เพราะการปกครองท้องถิ่นที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองย่อมทำให้ประชาชนรู้จักการเมือง รู้จักวิธีการเลือกตั้ง การตัดสินใจ การบริหาร การต่อสู้แข่งขันทางการเมือง ประชาชนรู้ว่าเขาควรจะเลือกใครที่จะสามารถสร้างและพัฒนาท้องถิ่นได้ดีที่สุด ที่สำคัญคือประชาชนสามารถติดต่อสื่อสาร เข้าถึงนโยบายและการบริหารงานของนักการเมืองท้องถิ่นได้ดีกว่านักการเมืองระดับชาติ และเมื่อเทียบกับการเมืองในระดับชาติแล้ว การปกครองท้องถิ่นสร้างความเท่าเทียมทางการเมืองมากกว่า เพราะประชาชนมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างทั่วถึง (Political Equality) กว่าการเมืองระดับชาติ  และด้วยความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งในทางการเมืองการปกครองท้องถิ่นจะช่วยยกระดับและขยายไปสู่ความเข้มแข็งและความมีเสถียรภาพในทางการเมือง (political Stability) ระดับชาติต่อไปในที่สุด

3) เป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบ (Accountability)  

การปกครองท้องถิ่นก่อให้เกิดความรับผิดชอบ โดยสร้างการตรวจสอบและถ่วงดุลของประชาชนที่มีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นการเข้าสู่วิถีทางการเมืองของประชาชน (politicization) ทำให้ประชาชนมีความผูกพันกับระบบการเมืองอย่างต่อเนื่อง มีความรู้สึกว่าตนเองจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องเพราะเป็นผลประโยชน์โดยตรงของตนนั่นเอง

4) เป็นการสนองตอบ (Responsiveness) ที่ตรงกับความต้องการของประชาชน

การปกครองท้องถิ่นคำนึงถึงสภาพของท้องถิ่นแต่ละแห่งว่ามีความแตกต่างกัน การพัฒนาและการแก้ไขปัญหาจึงต้องสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น การสนองตอบของระบบการเมืองต่อข้อเรียกร้อง ความต้องการของท้องถิ่นจึงสอดคล้องกับหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่ระบบการเมืองคำนึงถึงปัจจัยนำเข้า (Input) หรือข้อมูลนำเข้าที่ป้อนเข้าสู่ระบบการเมืองแล้วแปรรูปเป็นปัจจัยนำออก (Output) ที่ตรงกับข้อเรียกร้อง และความต้องการของท้องถิ่น ดังคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีใครรู้ปัญหาท้องถิ่นดีกว่าคนในท้องถิ่น” นั่นเอง

5) เป็นการป้องกันการปฏิวัติรัฐประหารและการใช้อำนาจเผด็จการรวบอำนาจจากส่วนกลาง (Dictatorship Prevention)

เมื่อมีการกระจายอำนาจมากขึ้น ท้องถิ่นจะเข้มแข็ง สถาบันทางการเมืองจะมั่นคง การยึดอำนาจหรือการใช้อำนาจเผด็จการจากส่วนกลางเป็นไปได้ยาก ดังที่มองเตสกิเออ (Montesquieu) ได้เขียนสนับสนุนการปกครองท้องถิ่นว่า “การปกครองท้องถิ่นที่เข้มแข็งจะสามารถต่อต้านคลื่นการปฏิวัติรัฐประหารได้ และการปกครองท้องถิ่นที่มีอิสระจะช่วยส่งเสริมให้สถาบันการเมืองต่างๆในยุโรปมีความมั่นคงยิ่งขึ้น”

น่าเสียดายที่ไทยเราไม่ว่าจะเป็นภาควิชาการเองหรือภาครัฐมักไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อการปกครองท้องถิ่นทั้งๆที่เป็นฐานรากของประชาธิปไตย นโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาพูดถึงการปกครองท้องถิ่นในหัวข้อย่อยแบบเลื่อนลอยและน้อยมากกล่าวถึงเพียงไม่กี่บรรทัดแบบเสียไม่ได้

โลกเขาไปถึงไหนๆแล้ว การพยายามที่จะฝืนกระแสโลก โดยพยายามรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางเช่นในปัจจุบันที่กำลังทำกันอยู่ย่อมที่จะฉุดรั้งประเทศไทยให้ล้าหลังจนเกินกว่าที่จะแก้ไขเยียวยาได้โดยง่าย

ไม่มีรัฐใดที่ประชาธิปไตยเข้มแข็งโดยปราศจากการปกครองท้องถิ่นที่เข้มแข็งหรอกครับ Konrad Adenauer อดีตนายกรัฐมนตรีของเยอรมนีได้กล่าวไว้ว่า “No state without city” ซึ่งหากแปลตรงตัวก็คือ “ไม่มีรัฐใดที่ไม่มีเมือง” ซึ่งความหมายที่แท้จริงคือ “ไม่มีทางที่การเมืองการปกครองในระดับชาติ (state) จะเข้มแข็งได้ หากปราศจากการปกครองท้องถิ่น (ในที่นี้หมายถึงเมืองหรือcityซึงรวม town,township,municipality ฯ ลฯ ) ที่เข้มแข็ง” นั่นเอง

 

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน: กรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่   24 กรกฎาคม 2562

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์