นักธุรกิจ พบ ‘อนุทิน’ คุยพัฒนากัญชา ยันไม่มีต่างชาติร่วมทุน 'ไบโอไทย' หวั่นผูกขาดพันธุ์กัญชา

ไบโอไทยตั้งข้อสังเกต ไม่มีการเปิดเผยว่ากลุ่มทุนเหล่านี้เป็นใคร บริษัทใด เตือนระวังนอมินีต่างชาติหรือได้ลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ กังวลผูกขาดพันธุ์กัญชา

 


ภาพจากเพจไบโอไทย

 

31 ก.ค. 2562 วานนี้ (30 ก.ค.) ที่กระทรวงสาธารณสุข กลุ่มนักธุรกิจชาวสหรัฐที่ผลิตยาจากสารสกัดกัญชาจำนวน 10 ราย ซึ่งเป็นบริษัทมีความเชี่ยวชาญเรื่องการผลิตยาจากสารสกัดกัญชา ได้เดินทางมาพบ อนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข และ ประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอทราบนโยบายการขับเคลื่อนนโยบายการใช้กัญชาในทางการแพทย์ของรัฐบาลต่อเรื่องการปลูกกัญชาเพื่อการรักษาโรค โดย ระบุว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยได้เปิดให้มีการทำวิจัยโดยองค์การเภสัชกรรมที่จะผลิตสารกัญชา หรือ CBD ซึ่งนักธุรกิจกลุ่มนี้มีความเชี่ยวชาญด้านนี้อยู่แล้วและมีความสนใจที่จะนำเทคโนโนโลยีการผลิตที่จะได้สาร CBD อย่างแม่นยำ และนำไปรักษาโรคได้อย่างตรงจุดในอัตราที่เหมาะสมกับช่วงวัยของผู้ป่วย

โดยกลุ่มบริษัทนี้ผลิตยาให้ผู้ป่วยทั่วโลกกว่า 23 ล้านคน ซึ่งในอเมริกาและยุโรปปลูกได้เพียงครั้งเดียวต่อปี ทำให้ผลผลิตมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ หากรัฐบาลเปิดกว้างให้บริษัทต่างชาติเข้ามาดำเนินการวิจัยและผลิตต้องใช้พื้นที่ในโครงการแรกประมาณ 150 ไร่ ซึ่งจะผลิตสาร CBD ได้ประมาณ 4.5 ตัน ต่อเดือน ซึ่งจะต้องมีการสร้างโรงกลั่นเพื่อสกัดสาร กัญชา โรงงานผลิตยา จึงมาขอทราบความชัดเจนว่ารัฐบาลมีนโยบายอย่างไร และอยากทราบว่าตามกฎหมายไทยกัญชาเป็นพืชสมุนไพรหรือเป็นยา เพื่อจะทำให้เกิดความชัดเจนว่าสารดังกล่าวนำไปใช้กับโรคใดได้บ้าง ถ้าสมุนไพรจะใช้ทางการแพทย์ได้กับโรคกี่ชนิด แต่หากเป็นยา จะใช้กับโรคเฉพาะทางได้ตรงกับโรค ว่าโรคใดใช้ขนาดเท่าไหร่ ที่ต้องดูช่วงอายุของคนป่วย กับจำนวนครั้งที่ใช้ พร้อมกับต้องมีผลการรักษายืนยันที่ชัดเจน ซึ่งเป็นแผนการรักษาได้เห็นผลจริงกับโรคนั้นๆไม่ทำให้เกิดความเข้าใจว่าสารสกัดกัญชา เป็นยาครอบจักรวาล

สำหรับกัญชาที่ปลูกในเมืองไทย ขณะนี้ยังไม่ดูรายละเอียดที่ต้องให้ความสำคัญมาก ในเรื่องการปรับปรุงคุณภาพดินที่ผ่านการใช้สารเคมีต่างๆ มานาน เช่น ปุ๋ยเคมี ซึ่งเมื่อปลูกไปแล้วทำให้มีโลหะหนักปนเปื้อนอยู่ในต้นกัญชา ทำให้คุณภาพยาที่ได้อาจลดลง ซึ่งการปลูกกัญชาจะต้องมีมาตรฐานสูงกว่า GAP เรียกว่า GPP ที่จะต้องมีการทดลองปลูกจนพบว่าไม่มีสารโลหะหนักอยู่ในสารสกัดกัญชา และเป็นโอกาสที่ไทย จะเป็นฮับของอาเซียนในการปลูกและผลิตยาจากสารCBD ที่มีคุณภาพระดับโลก ซึ่งการประชุมวันนี้ได้มีทั้งหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข มาร่วมประชุมหารือ การขับเคลื่อนนโยบายการใช้กัญชาในทางการแพทย์ โดยมีหลายหน่วยงานมาแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกับนักธุรกิจสหรัฐ ถ้าหากมีความร่วมมือกันแล้ว จะมีการกำหนดพื้นที่ปลูก หรือโซนนิ่ง ตามกฎหมายไทย

ทั้งนี้อนุทิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมฯว่า เขาจะพูดคุยถึงเทคโนโลยีในการพัฒนากัญชา ซึ่งตนก็พร้อมรับฟัง ในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชนจะนำมาเผยแพร่ ส่วนข้อกังวลว่าจะเป็นการเปิดช่องเพื่อให้กับนักลงทุนต่างชาติเข้ามานั่น อนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น ตอนนี้เป็นให้ศึกษาทางการแพทย์ก่อน เป็นการรักษาโรคก่อน หากใช้ได้ผลจริงจะนำไปสู่การสร้างรายได้ให้ประชาชน แต่ขณะนี้ยังไม่มีการให้ต่างชาติเข้ามาร่วมทุน

ต่อมาวันนี้ (31 ก.ค.) ที่การประชุมวิชาการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย (National Health R2R Forum) ประจำปี 2562จังหวัดขอนแก่น อนุทินก็ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่อกรณีบริษัทต่างชาติเข้ามาปลูกกัญชาในประเทศไทย โดยยืนยันว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่จะดูในเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆ เรื่องตลาดกัญชาเพื่อสุขภาพ โดยเกษตรกรไทย ต้องเป็นผู้ปลูกกัญชาในการส่งออก และให้บริษัทต่างชาติรับซื้อเท่านั้น รวมถึงซื้อผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ เพื่อสุขภาพ จากประเทศไทย โดย ยืนยันว่า บริษัทต่างชาติจะไม่สามารถเข้ามาครอบครองที่ดินในการปลูกกัญชาได้ หรือจดสิทธิบัตรในการครอบครองพืชกัญชาไทยได้

 

ไบโอไทยชี้ ไม่มีการเปิดเผยว่ากลุ่มทุนเหล่านี้เป็นใคร บริษัทใด

ทั้งนี้ในวันเดียวกัน เฟสบุ๊คแฟนเพจไบโอไทยได้ตั้งข้อสังเกตต่อการประชุมครั้งนี้ว่า ไม่มีสื่อใดให้รายละเอียดว่า กลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุน นักวิจัย ผู้ผลิตสายพันธุ์ หรือ นักค้ากัญชา เหล่านี้เป็นใคร บริษัทใด สัญชาติใดบ้าง แม้ไบโอไทยตรวจสอบสื่อมวลชนจำนวนมากทั้งหมดที่รายงานข่าวการประชุมเมื่อวานนี้ (30/7/2562) ไม่มีสื่อรายใดรายงานเกี่ยวกับเรื่องสำคัญนี้เลย รวมทั้งเว็บไซต์ข่าวอย่างเป็นทางการของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข

ไบโอไทยยังระบุว่า หากเป็นการพบปะกันเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องความรู้และเทคโนโลยีทั่วไปก็ไม่ควรปิดบังรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมหารือแต่ประการใด และเรียกร้องให้ ประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ และอนุทิน ชาญวีรกุล รมว.สาธารณสุข ควรจะเปิดเผยรายชื่อของผู้เข้าพบปะแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการลงทุน แลกเปลี่ยนความรู้ และความร่วมมือเกี่ยวกับเรื่องกัญชานี้ต่อประชาชน เพื่อสื่อมวลชนและประชาชนจะได้ตรวจสอบได้ว่าเป้าประสงค์ของการพบปะกันครั้งนี้จะนำไปสู่อนาคตของการใช้กัญชาในประเทศไทยในทิศทางใด

 

 

ไบโอไทยเตือนระวังนอมินีต่างชาติหรือได้ลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ กังวลผูกขาดพันธุ์กัญชา

ก่อนหน้านี้เฟสบุ๊คแฟนเพจไบโอไทยได้ตั้งข้อควรระวังต่อการประชุมหารือระหว่างบริษัทต่างชาติและอนุทิน ชาญวีรกุลไว้ว่า

1) แม้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับปรับปรุงแก้ไข พ.ศ.2562 มาตรา 26/5 ไม่อนุญาตให้ต่างชาติ ดำเนินการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษเพื่อใช้ในทางการแพทย์ โดยกรณีที่เป็นนิติบุคคลนั้น ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายไทย และกรรมการของนิติบุคคล หุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 ใน 3 ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยและมีสำนักงานในประเทศไทย (และต้องดำเนินการร่วมกับหน่วยราชการ)นั้น อาจต้องเฝ้าระวังการหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยการตั้งบริษัทนอมินี ซึ่งดูเหมือนว่ามีผู้ถือหุ้น 2 ใน 3 เป็นคนไทย แต่ในทางปฏิบัติกลับมีต่างชาติเป็นเจ้าของ ดังที่พบเห็นในหลายกิจการ เช่น กรณีการลงทุนปลูกกล้วยหอมในจังหวัดภาคเหนือของนักลงทุนจากจีน เป็นต้น

2) การเอื้ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนดังกล่าว อาจทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัยได้ว่า นักการเมืองที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องอย่างไรหรือไม่ และอาจจะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายซึ่งบัญญัติขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ รักษาความมั่นคงทางยา และป้องกันการผูกขาดเรื่องยา เพราะแทนที่จะช่วยกันสนับสนุนให้หมอพื้นบ้าน ผู้ป่วย และเกษตรกรคนไทยให้สามารถปลูกเพื่อใช้ประโยชน์กัญชาเพื่อการแพทย์ กลับอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนต่างชาติแทน

ส.ส.พรรคชาติไทย พรรครัฐบาล และพรรคฝ่ายค้านควรจะตรวจสอบเรื่องนี้และแถลงท่าทีว่า สนับสนุนการดำเนินการของนายประภัตร โพธสุธน หรือไม่อย่างไร ดังที่นายบรรหาร ศิลปอาชา และ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ได้กล่าวตำหนินักการเมืองบางคนที่นำนักลงทุนต่างชาติเข้ามาเพื่อสนับสนุนให้มีการลงทุนทำนา ในช่วงที่เกิดวิกฤตอาหารของโลกในปี 2551

3) มีความเป็นไปได้ว่า หากมีการจัดตั้งบริษัทที่มีต่างชาติถือหุ้นเพื่อปลูกและพัฒนาสายพันธุ์กัญชา พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาได้ผลักดันและออกกฎหมาย ซึ่งให้สิทธินักลงทุนต่างชาติสามารถเช่าใช้ประโยชน์ในที่ดินได้อย่างยาวนาน ตลอดจนมาตรการด้านภาษี และอื่นๆ ที่เอื้ออำนวยแก่นักลงทุนต่างชาติ อาจเป็นพื้นที่เป้าหมายสำหรับการดำเนินธุรกิจของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติดังกล่าว ประชาชนส่วนใหญ่จะรู้สึกอย่างไร เมื่อตนเองถูกกีดกันแต่กลับประเคนผลประโยชน์รูปแบบต่างๆแก่ต่างชาติ

4) การกล่าวอ้างว่านักลงทุนกลุ่มนี้มีครอบครองสายพันธุ์กัญชาชั้นดีของโลก ยังเป็นที่สงสัยเนื่องจากในประเทศสหรัฐอเมริกา กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช (PVP) ของสหรัฐยังมิได้ให้การคุ้มครองสายพันธุ์กัญชาแต่ประการใด ยกเว้นสายพันธุ์กัญชาจำนวน 3-4 สายพันธุ์ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร (patent) เท่านั้น

สายพันธุ์กัญชาชั้นดีที่มีอัตราของ CBD, THC และสารอื่นๆ ในระดับเปอร์เซ็นต์ต่างๆนั้น เป็นสายพันธุ์กัญชานอกระบบ ที่ค้าขายกันทั่วไปในตลาดกัญชาในอเมริกาเหนือ โดยไม่มีผู้ใดอ้างสิทธิผูกขาดหรือครอบครอง (แต่มีการควบคุมผ่านการรักษาพ่อแม่พันธุ์เป็นความลับ) การอ้างเหตุในเรื่องครอบครองสายพันธุ์ชั้นดีเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนปลูกและพัฒนาสายพันธุ์กัญชาในประเทศไทย เป็นเรื่องที่พึงตรวจสอบ

5) การอ้างการลงทุนเพื่อปรับปรุงและพัฒนาสายพันธุ์ของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติกลุ่มนี้ จะมาพร้อมกับการเรียกร้องให้ฝ่ายไทยต้องให้การคุ้มครองสายพันธุ์ที่พัฒนาหรืออ้างว่าได้พัฒนาขึ้น ซึ่งหมายถึงประเทศไทยต้องแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช 2542 ให้ครอบคลุมพืชทุกชนิดรวมทั้งสายพันธุ์กัญชา และขยายการผูกขาดพันธุ์พืชจากส่วนขยายพันธุ์ (เมล็ด กิ่ง หน่อ เหง้า ฯลฯ) ไปยังผลิตผล (ดอกกัญชาแห้ง) และผลิตภัณฑ์ (น้ำมันกัญชา หรือ ยาจากกัญชาสายพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครอง)ด้วย ซึ่งหมายถึงการเปิดทางให้กลุ่มทุนต่างชาติผูกขาดตลอดสายตั้งแต่สายพันธุ์กัญชาไปจนถึงยาที่พัฒนาจากสายพันธุ์กัญชาดังกล่าว

การเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนปลูกและพัฒนาสายพันธุ์กัญชา ในขณะที่คนในประเทศทั้งผู้ป่วย เกษตรกร และหมอพื้นบ้าน ถูกสกัดกั้นไม่ใช้ประโยชน์จากกัญชาเพื่อการแพทย์ จะนำไปสู่การผูกขาดยาจากกัญชา และขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

 

อ้างอิง เดลินิวส์, ทีเอ็นเอ็น

 

 

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

แสดงความคิดเห็น

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์