สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 11-17 ส.ค. 2562

ค้านผลพิจารณา ก.พ. ไม่เยียวยาอดีตพนักงานของรัฐ กรณีเงินเดือนเหลื่อมล้ำ อายุราชการลดลง

นายมานพ ผสม ประธานชมรมอดีตพนักงานของรัฐสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ในวันอังคารที่ 20 ส.ค. 2562 นี้ เวลา 10:00 น. ชมรมอดีตพนักงานของรัฐสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยตัวแทนอดีตพนักงานของรัฐ สธ.จากทั่วประเทศประมาณ 500 คน จะเข้ายื่นหนังสือต่อนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมช.สธ.) เพื่อเรียกร้องขอคืนอายุราชการในช่วงที่เป็นพนักงานของรัฐ และขอให้แก้ไขเงินเดือนเหลือมล้ำจากหลักเกณฑ์เยียวยา ก.พ.หนังสือที่ นร 1012.2/250 ในปี 2557 ซึ่งทำให้ข้าราชการรุ่นน้องที่บรรจุภายหลังมีเงินเดือนมากกว่ารุ่นพี่

ทั้งนี้ปัญหาความไม่เป็นธรรมดังกล่าวทางชมรมฯ ได้เรียกร้องมากเกือบ 5 ปี โดยมีการยื่นหนังสือไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และกระทรวงสาธารณสุขมากกว่า 10 ฉบับ และกระทรวงเองก็ได้ยื่นหนังสือไปยัง ก.พ.ในเรื่องนี้มากกว่า 10 ฉบับเช่นกัน นอกจากนี้ชมรมฯ ยังได้ส่งหนังสือเรียกร้องไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่ให้ความเป็นธรรมทั่วประเทศ ทั้งที่สำนักนายกรัฐมนตรี และศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศกว่า 2,500 ฉบับ ซึ่งที่ผ่านมา ก.พ.ได้เรียกขอข้อมูลจาก สธ.อย่างต่อเนื่อง ทำให้ดูเหมือนพยายามแก้ไขความเหลื่อมล้ำนี้

นายมานพ กล่าวว่า แต่เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2562 ที่ผ่านมา ก.พ. ได้มีหนังสือ นร 1012.3/68 แจ้งมายัง สธ.ว่า เรื่องที่เรียกร้องนี้ไม่สามารถเยียวยาได้ โดยให้เหตุผลว่าได้มีมติ ครม.อนุมัติสิทธิประโยชน์ให้กับพนักงานของรัฐแล้ว ที่เป็นการเลี่ยงตอบคำถามว่าจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้อย่างไร และการระบุว่า ครม.ได้ให้สิทธิประโยชน์พนักงานของรัฐแล้วจึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นซึ่งจะเดินทางไปถาม ก.พ. หลังจากยื่นหนังสือต่อ รมช.สาธารณสุขแล้ว

“ปัญหานี้ยืดเยื้อมากว่า 5 ปีแล้ว และเวลาที่ผ่านไปจะยิ่งทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในกระทรวงสาธารณสุขยิ่งถ่างออกไป เพราะการปรับขึ้นเงินเดือนแต่ละครั้ง ด้วยเงินเดือนของรุ่นน้องที่มากกว่า การปรับเพิ่มเงินเดือนย่อมเพิ่มมากตามไปด้วย ทุกวันนี้รุ่นพี่รุ่นน้องทำงานตึกเดียวกัน ห้องเดียวกัน แต่รุ่นพี่ที่เป็นหัวหน้ากลับมีเงินเดือนน้อยกว่ารุ่นน้องทั้งที่ความรับผิดชอบมากกว่า ก่อให้เกิดปัญหาความสามัคคีในองค์กร ซึ่งในฐานะรุ่นพี่ย่อมดีใจกับรุ่นน้องที่ได้รับการเยียวยา แต่ในการเยียวยานี้ ก.พ.ต้องดูให้ครอบคลุมถึงรุ่นพี่ที่ปฏิบัติงานมาก่อนอย่างเป็นธรรมด้วย ไม่ใช่แค่เยียวยาเฉพาะกลุ่มจนเกิดปัญหา ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบมีทุกวิชาชีพ ทั้งแพทย์ พยาบาล เภสัชฯ เป็นต้น รวมจำนวน 24,063 คน” ประธานชมรมอดีตพนักงานของรัฐสังกัด สธ. กล่าวและว่า ในการยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมจาก รมช.สาธารณสุข ครั้งนี้เป็นเพียงเบื้องต้น หากยังไม่ได้รับการแก้ไขจะมีมาตรการเพิ่มขึ้น ไม่ว่าการหยุดงานประท้วง ไม่ยอมรับนโยบายผู้บริหาร เป็นต้น

ส่วนความคาดหวังในการยื่นหนังสือขอความเป็นธรรคมครั้งนี้ นายมานพ กล่าวต่อว่า เราคิดว่ารัฐมนตรีที่มาจากการเมืองน่าจะเข้าใจปัญหาพนักงานของรัฐและช่วยแก้ปัญหาให้ โดยเร่งนำเรื่องเข้าสู่ ครม.พิจารณาและมีมติแก้ปัญหาเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากรในกระทรวงสาธารณสุข

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (17 ส.ค. 2562) ที่ จ.นครราชสีมา นายมานพ พร้อมด้วยสมาชิกชมรมอดีตพนักงานของรัฐสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ยื่นหนังสือข้อเรียกร้องต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในระหว่างที่นายอนุทินตรวจราชการที่ รพ.มหาราชนครราชสีมา ซึ่งนายอนุทิน กล่าวว่า "มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ" พร้อมระบุว่าจะสอบถามข้อเท็จจริงจาก นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ติดตามไปด้วย และจะดูแลให้

ด้าน ภญ.สุไพรินทร์ พรมเจียม เภสัชกรชำนาญการ รพ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กล่าวว่า ตนเองเป็นกลุ่มอดีตพนักงานของรัฐที่ได้รับผลกระทบ 4 ปี ทั้งนี้ในการเรียนเป็นเภสัชกรเริ่มต้นจะมีการผูกสัญญากับภาครัฐ เมื่อเรียนจบแล้วต้องรับราชการ ไม่เช่นนั้นต้องถูกปรับขณะนั้นเป็นเงิน 2 แสนบาท แต่พอเรียนจบปี 2543 รัฐบาลแจ้งว่าไม่มีตำแหน่งข้าราชการบรรจุ และมีหนังสือสัญญาให้เซ็นยอมรับเป็นพนักงานของรัฐแทน โดยระบุว่ามีสิทธิเทียบเท่าข้าราชการทุกอย่าง ซึ่งต่อมาในปี 2547 ได้มีการปรับพนักงานของรัฐให้เป็นข้าราชการ โดยขณะนั้นไม่ทราบเลยว่า การนับอายุราชการจะไม่นับรวมอายุงานในช่วงเป็นพนักงานของรัฐ แต่มาทราบหลังจากมีเพื่อนๆ ลาออก ตรงนี้ทำให้เราเสียสิทธิทั้งในเรื่องความก้าวหน้า และเงินเกษียณด้วยอายุงานที่หายไป นอกจากนี้จากที่ ก.พ.มีหนังสือที่ นร 1012.2/250 ยังทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น โดยเงินเดือนของรุ่นน้องแซงหน้ารุ่นพี่ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ

สำหรับในช่วง 5 ปี ของการเรียกร้องเยียวยา มองว่าเรื่องถูกโยนกันไปมา ทั้งที่เราเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากความพยายามเปลี่ยนแปลงระบบโดยการเมืองขณะนั้น โดยอายุราชการที่หายไปทำให้รู้สึกหมือถูกรัฐหลอกใช้แรงงานราคาถูก ซึ่งการเคลื่อนไหวในครั้งนี้จึงอยากให้รัฐบาล และ ก.พ.ดูว่ามีวิธีไหนที่จะช่วยให้ความเป็นธรรมกับพวกเราได้บ้าง

ที่มา: Hfocus, 17/8/2562

อดีตคนงานเหมืองทองอัคราฯ รวมตัวร้อง 'ประยุทธ์' วอนเร่งเจรจาเปิดเหมือง

นายชัยพร สุดสิน อดีตพนักงานเหมืองแร่ทองคำอัครา รีซอร์สเซส ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร และเป็นประธานชมรมคนรักเหมืองทอง พร้อมด้วยอดีตพนักงาน-ครอบครัวกว่า 30 คน ได้รวมตัวกันเดินทางมายังศาลากลางจังหวัดพิจิตร เพื่อขอยื่นหนังสือร้องทุกข์ถึง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ใช้อำนาจตาม ม.44 ปิดเหมืองแร่ทองคำอัคราฯ มานานกว่า 3 ปีแล้ว ทำให้พนักงานนับพันคนต้องตกงานและอพยพย้ายถิ่นฐานไปหางานทำต่างถิ่น

โดยระบุว่า พวกเราไม่มีโอกาสได้รับรู้สาเหตุที่แท้จริงในการปิดเหมืองทองอัคราฯ ที่จังหวัดพิจิตร แต่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ต้องตกงาน ต้องอพยพย้ายถิ่นฐานไปหางานทำในเมืองหลวง เงินหมุนเวียนในชุมชนลดลง ส่งผลต่อเศรษฐกิจความเป็นอยู่ของชาวบ้านน ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง และครอบครัวแตกแยกเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและหนี้สิน

และเนื่องจากทุกคนมีความทุกข์ยากลำบากแสนเข็ญ จึงรวมตัวกันมายื่นหนังสือเพื่อขอให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยผลักดันให้รัฐบาลกับเหมืองทองอัคราฯ เจรจาไกล่เกลี่ยกันให้ได้ข้อสรุปเร็วที่สุด เพื่อหยุดยั้งความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ต้องได้รับผลกระทบจากการปิดเหมืองแร่ทองคำอัคราฯ

ด้านนายสมศักดิ์ จันทรสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ที่รับหนังสือร้องทุกข์ ได้กล่าวให้กำลังใจชาวบ้านว่า จะส่งหนังสือและรายงานความเดือดร้อนของชาวบ้านที่เป็นอดีตพนักงานและครอบครัวให้รัฐบาลได้ทราบ ส่วนจะมีผลประการใดนั้นก็คงต้องรอ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นนโยบายระดับชาติ เกินอำนาจของจังหวัดฯ แต่ถ้ามีข้อสรุปอย่างไร ก็จะรายงานให้ชาวบ้านทราบทันที

ภายหลังจากที่อดีตพนักงานเหมืองทองอัคราและครอบครัวได้รับฟังคำชี้แจงต่างพึงพอใจและแยกย้ายกันกลับบ้านเพื่อรอฟังข่าว

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 15/8/2562

คกก.สหภาพมิตซูบิชิ เข้าพบ อธิบดี กสร. ร่วมสร้างระบบทวิภาคีนายจ้างลูกจ้าง

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2562 นายวิวัฒน์ ตังหงส์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ให้การต้อนรับคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานรถยนต์มิตซูบิชิ แห่งประเทศไทย ชุดใหม่ จำนวน 15 คน เข้าพบเพื่อแนะนำองค์กรและหารือแนวทางในการเรียนรู้และพัฒนาการสร้างความเจริญรุ่งเรือง รวมถึงการประสานผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ณ ห้องประชุมกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ชั้น 8 กระทรวงแรงงาน โดยกล่าวถึงการหารือกับคณะกรรมการสหภาพฯ ว่า ในการดำเนินงานของสหภาพแรงงานควรให้ความสำคัญในเรื่องระบบทวิภาคี โดยมุ่งเน้นความร่วมมือกันระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง และจะต้องร่วมหารือกับฝ่ายบริหารอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ได้ขอให้เตรียมความพร้อมกรณีที่จะมีการเปลี่ยนกระบวนการผลิตเข้าสู่การใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มากยิ่งขึ้น โดยต้องพัฒนาสมาชิกของสหภาพแรงงานให้มีความรู้ และสามารถรู้เท่าทันเทคโนโลยีได้มากยิ่งขึ้น

นายวิวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า กสร. รู้สึกยินดีที่คณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานรถยนต์มิตซูบิชิ แห่งประเทศไทย ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดี และพร้อมที่จะพัฒนาต่อไป อย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งนี้ กสร. ยินดีที่จะให้คำแนะนำ และประสานความร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อให้การดำเนินงานของสหภาพแรงงานฯ เป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดความสมานฉันท์ระหว่างนายจ้างลูกจ้างต่อไป

ที่มา: กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, 15/8/2562

1 ก.ค. 2561 - 12 ส.ค. 2562 จับแรงงานสถานะผิดกฎหมาย  7,826 คน ค่าปรับรวมกว่า 35.5 ล้านบาท ผลักดันกลับประเทศ

นางเพชรรัตน์ สินอวย อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวว่าตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2561 - 12 ส.ค. 2562 ได้ตรวจสอบการทำงานของแรงงานต่างด้าวไปแล้ว 599,148 คน และดำเนินคดีแรงงานต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน จำนวน 7,826 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสัญชาติพม่ามากที่สุด จำนวน 4,832 คน รองลงมา คือ กัมพูชา จำนวน 1,316 คน ลาว 833 คน เวียดนาม 438 คน อื่นๆ 407 คน โดยได้เปรียบเทียบปรับแรงงานต่างด้าว คิดเป็นเงินค่าปรับรวม 35,552,900 บาท ผลักดันส่งกลับ จำนวน 7,234 คน

ทั้งนี้ หากคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 - 50,000 บาท และเมื่อชำระค่าปรับแล้ว คนต่างด้าวจะถูกส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร หากผู้ใดพบเห็นคนต่างด้าวทำงานผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 13/8/2562

ห่วงแรงงานไทยในฮ่องกง สั่งทูตแรงงานดูแลอย่างปลอดภัย

14 ส.ค. 2562 ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การชุมนุมประท้วงการออกกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนของชาวฮ่องกง ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2562 เป็นต้นมา จนถึงขณะนี้ที่มีการชุมนุมประท้วงที่สนามบินนานาชาติฮ่องกง เกี่ยวกับเรื่องนี้ กระทรวงแรงงานมีความห่วงใยพี่น้องแรงงานไทยในฮ่องกง โดยได้สั่งการให้อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) สำนักงานแรงงาน ณ เมืองฮ่องกง ติดตามสถานการณ์และดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยของแรงงานไทย โดยล่าสุดการท่าอากาศยานฮ่องกงได้ขอให้ศาลออกคำสั่งไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามาก่อความวุ่นวายในสนามบินแล้ว สำหรับความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวนั้นขณะนี้ ไม่มีผู้ตกค้างที่สนามบินแล้ว โดยบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ส่งเครื่องบินแอร์บัส ไปรับและได้เดินทางกลับประเทศไทยแล้ว เหลืออีก 3 คน จะเดินทางกลับประเทศไทยในคืนนี้ (14 ส.ค. 2562)

“ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ประท้วง ขอเรียนในเบื้องต้นว่ายังไม่มีคนไทยได้รับอันตรายหรือบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นเข้ารักษาตัวจากเหตุการณ์ประท้วงแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังไม่พบว่ามีการเลิกจ้างและขอกลับบ้านเนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่ง สนร.ฮ่องกง ได้ติดตามสถานการณ์และประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนแรงงานไทยผ่านสื่อออนไลน์และอาสาสมัครแรงงาน รวมทั้งจัดรถรับส่งผู้ตกค้างส่งที่พักชั่วคราว/สนามบิน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของแรงงานไทยทุกคน”

ปัจจุบันมีคนไทยและแรงงานไทยในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงจำนวนประมาณ 18,853 คน เป็น แรงงานนำเข้า 2,513 คน และคนไทยที่มีถิ่นพำนักถาวรในฮ่องกงอีกประมาณ 16,000 คน โดยแรงงานไทยส่วนใหญ่ประมาณ ร้อยละ 90 ประกอบอาชีพผู้ช่วยแม่บ้าน ส่วนที่เหลือเป็นแรงงานระดับฝีมือและกึ่งฝีมือ เช่น สปา กุ๊ก ก่อสร้าง เป็นต้น และระดับบริหาร

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 14/8/2562

รุดเยี่ยม 7 แรงงานบุรีรัมย์ได้รับช่วยจากถูกลอยแพทะเลโซมาเลียล็อตแรก เร่งติดตามค่าจ้างถูกเบี้ยว

นายคารม คำพิทูรย์ นายอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน เช่น ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานบุรีรัมย์, สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด, ผู้แทนจัดหางานจังหวัด, ผู้แทนแรงงานจังหวัด และผู้แทนประกันสังคมจังหวัด ได้ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจแรงงาน 7 แรงงานชาว ต.สำโรงใหม่ อ.ละหานทราย หลังจากได้รับการช่วยเหลือกรณีถูกนายจ้างหลอกไปทำงานประเทศอิหร่าน แต่ไม่จ่ายค่าจ้างนานกว่า 4 เดือนทั้งยังปล่อยลอยแพทิ้งไว้กลางทะเลประเทศโซมาเลีย ต้องใช้ชีวิตอยู่บนเรืออย่างยากลำบากได้เดินทางกลับบ้านเกิดอย่างปลอดภัย

โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานที่เดินทางไปเยี่ยมในวันนี้ยังได้แนะนำช่องทางการขอรับความช่วยเหลือด้านสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น เงินประกันสังคม เงินเยียวยาจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ กรณีที่เป็นสมาชิกฯ รวมถึงการจัดหาตำแหน่งงานว่างให้ทำตามความสมัครใจของแรงงาน การเข้ารับฝึกอาชีพตามความถนัด และรับปากว่าจะเร่งติดตามค่าจ้างที่นายจ้างค้างจ่าย เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับแรงงานโดยเร็วที่สุด สร้างความดีใจให้กับแรงงานทั้ง 7 คน ต่างขอบคุณทุกหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องการติดตามค่าจ้างที่นายจ้างติดค้างกว่า 4 เดือน เพราะลำพังตัวแรงงานเองคงไม่มีปัญญาที่จะไปติดตามได้ ขณะที่ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านที่ทราบข่าวต่างก็มาแสดงความยินดีกับครอบครัว และแรงงานที่ได้รับการช่วยเหลือกลับบ้านอย่างปลอดภัย

นายคารม คำพิทูรย์ นายอำเภอละหานทราย กล่าวว่า หลังทราบข่าวว่าแรงงานที่ถูกลอยแพอยู่บนเรือในประเทศโซมาเลีย ได้รับการช่วยเหลือกลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว ทางอำเภอได้ร่วมกับ 5 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่มาเยี่ยมให้กำลังพร้อมแนะนำช่องทางการขอรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมถึงจะได้ประสานติดตามค่าจ้างจากนายจ้างที่ค้างจ่ายให้แรงงานอย่างเร่งด่วน

ส่วนกรณีที่แรงงานเดินทางไปทำงานโดยไม่ผ่านกรมการจัดหางานอย่างถูกต้องนั้น ถือเป็นบทเรียนและอุทาหรณ์แก่แรงงานคนอื่นที่คิดจะไปทำงานต่างประเทศ ควรจะติดต่อสอบถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการถูกหลอกจากนายหน้าหรือนายจ้าง

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 14/8/2562

เครือข่ายบุคลากรสาธารณสุข ขอเข้าพบ ‘อนุทิน’ แจงความเดือดร้อนคน สธ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2562 เครือข่ายบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข เรียกร้องการปฏิรูปฯที่เป็นธรรม ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาฯ และขออนุญาตเข้าพบและร่วมประชุมชี้แจงความเดือดร้อนของบุคลากรในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ โดยระบุว่า

ตามที่เครือข่ายบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข เรียกร้องการปฏิรูปฯที่เป็นธรรม มีสมาชิกผู้ได้รับผลกระทบได้รับความเดือดร้อนเกี่ยวกับโครงสร้างบริหารงานบุคคลของกระทรวงสาธารณสุข ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) 33 แห่ง โรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) 83 แห่ง โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) 780 แห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 9,775 แห่ง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) 76 แห่ง และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) 878 แห่ง รวมตัวเป็นเครือข่ายฯเพื่อดูแลพิทักษ์สิทธิ ความก้าวหน้า ค่าตอบแทน และลดความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม และความไม่เสมอภาค ของทุกวิชาชีพทุกสายงานในกระทรวงสาธารณสุข และได้ยื่นต่อนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปแล้วนั้น

เครือข่ายบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข เรียกร้องการปฏิรูปฯที่เป็นธรรม ได้ประชุมในวันที่ 12 ส.ค. 2562 เวลา 13.00-16.30 น. ที่ห้องประชุมอโนดาต โรงแรมอมารี ดอนเมือง ได้สรุปแนวทางการขับเคลื่อนที่ทุกองค์กรในเครือข่ายมีมติร่วมกัน 3 ประเด็นดังนี้ 1.ประเด็นความก้าวหน้าในสายงาน โดยเปิดช่องทางความก้าวหน้าสู่ระดับที่สูงขึ้น โดยใช้ทักษะ ประสบการณ์ และความชำนาญ สำหรับข้าราชการใกล้เกษียณ (1.1 การเลื่อนไหลสู่ชำนาญการพิเศษ สำหรับข้าราชการแท่งวิชาการระดับชำนาญการ ที่มีอายุใกล้เกษียณ 53 ปีขึ้นไป โดยใช้วิธีการอบรมพัฒนาสมรรถนะ หรือวิธีอื่นที่เหมาะสม 1.2 การเลื่อนไหลสู่อาวุโส สำหรับข้าราชการแท่งทั่วไประดับชำนาญงาน ที่มีอายุใกล้เกษียณ 53 ปีขึ้นไป โดยใช้วิธีการอบรมพัฒนาสมรรถนะ หรือวิธีอื่นที่เหมาะสม) 2. การทบทวนการใช้ตำแหน่งว่าง 2.1 การบรรจุทุกสายงาน อย่างเสมอภาค เป็นธรรม 2.2 การทบทวนการยุบตำแหน่งการบรรจุราชการในสายงานสนับสนุน สายงานรอง และ 3. การปรับปรุงค่าจ้าง เงินเดือน ค่าตอบแทน ทั้งระบบ ให้เสมอภาค เป็นธรรมกับทุกสายงาน

ทั้งนี้เพื่อติดตามความคืบหน้า เครือข่ายบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข ฯ มีความประสงค์ที่ขออนุญาตเข้าพบและประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในเดือนกันยายน 2562 ร่วมกับกองบริหารทรัพยากรบุคคล กองกฎหมาย กองยุทธศาสตร์และแผนงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้แจงข้อมูลความเดือดร้อนในเรื่อง การบริหารงานบุคคล การบรรจุ สิทธิ ความก้าวหน้า เงินเดือนและค่าตอบแทน ของลูกจ้าง พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข พนักงานของรัฐและข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ โดยหวังให้ทุกปัญหา ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม และความไม่เสมอภาค ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จะถูกนำไปแก้ไขได้โดยเร็ว เพื่อขวัญกำลังใจของบุคลากรในสังกัดต่อไป

ผู้ประสานงานหลัก เครือข่ายบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข เรียกร้องการปฏิรูปฯ ที่เป็นธรรม 1.นายชาติชาย เดชรัตน์ ผู้ประสานงานภาคกลางและภาคเหนือ 2.นางสาวปุญญิศา วัจฉละอนันท์ ผู้ประสานงานหลักภาคอีสาน 3.นายริซกี สาร๊ะ ผู้ประสานงานหลักภาคใต้

ที่มา: Hfocus, 14/8/2562

ทูตแรงงานเมียนมา ดูจุดเกิดเหตุนั่งร้านถล่ม ทับคนงานตาย 3 ศพที่ภูเก็ต

เมื่อวันที่ 13 ส.ค.2562 ที่แคมป์คนงานก่อสร้างอาคารส่วนต้อนรับ (ล็อบบี้) และร้านอาหารโครงการ VIP MERCURY คอนโดมิเนียม ตั้งอยู่หมู่ 2 ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน โดยนายเวียง สุวรรณะ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.ภูเก็ต นางมารศรี ใจรังสี ประกันสังคมจังหวัด นายศรายุทธ อมรกล นักวิชาการแรงงานชำนาญการ รักษาการจัดหางานจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พบปะพูดคุยกับนาย KYAW SOE WAI ทูตแรงงานเมียนมาประจำ จ.ระนอง ดูแลพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้และคณะ หลังเดินทางมาติดตามการช่วยเหลือแรงงานชาวเมียนมา ที่ประสบเหตุจากนั่งร้านค้ำยันทรุดตัวทับคนงานก่อสร้าง เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ มีทางเอเยนซี่นำเข้าแรงงานเมียนมา ทั้งฝั่งเมียนมาและไทย ตลอดจนแรงงานที่ได้รับบาดเจ็บซึ่งกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านพัก รวมถึงแรงงานที่อยู่ในแคมป์มาร่วมพูดคุยด้วย ซึ่งขณะมีลูกจ้างที่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว 6 คน และยังคงรักษาตัวอยู่อีก 2 คน ส่วนผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย ศพยังอยู่ที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต

นาย KYAW SOE WAI ได้สอบถามเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ ที่แรงงานที่ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตจะได้รับ รวมถึงการดูแลระหว่างที่พักรักษาตัวเนื่องจากไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยชี้แจงว่า จากการตรวจสอบผู้ประสบเหตุทั้ง 11 ราย เป็นแรงงานที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง และในจำนวนดังกล่าวมีส่วนหนึ่งที่เข้ามาในรูปแบบของ MOU ซึ่งทุกรายจะได้รับการช่วยเหลือตามที่ระเบียบกฎหมายกำหนด

ขณะที่บริษัทนายจ้างแรงงานกล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของบริษัทได้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ เบื้องต้นไปก่อนแล้ว ระหว่างรอยื่นเอกสารให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันจะรับผิดชอบเรื่องการจัดการงานศพของแรงงานทั้ง 3 ราย นอกเหนือจากเงินเยียวยาที่จะได้รับจากทางการไทย เบื้องต้นทราบว่า 1 ราย ญาติจะบำเพ็ญกุศลศพที่ จ.ภูเก็ตเลย ส่วนอีก 2 รายอยู่ระหว่าพูดคุยรายละเอียดกับญาติ ส่วนกรณีข้อเรียกร้องของแรงงานที่จะขอย้ายที่อยู่นั้น คงต้องขอจัดการเรื่องของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บให้เรียบร้อยก่อน และจะได้มาพูดคุยกันอีกครั้ง ซึ่งทางบริษัทฯเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีใครอยากให้เกิด

ด้านนายเวียง สุวรรณะ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.ภูเก็ตกล่าวว่า กฎหมายได้กำหนดชัดเจนในเรื่องการดูแลแรงงานทุกด้าน คือ พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2553 ซึ่งนายจ้างจะต้องมีการจัดการตามสภาพของงาน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง เช่น อาคารสถานที่ จัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยการทำงาน ตรวจสอบสภาพพื้นที่ว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ เป็นต้น ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นนั้น ทางสำนักงานได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน โดยอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากนายจ้างว่ามีการบริหารจัดการความปลอดภัยให้กับลูกจ้างตามที่กฎหมายมีการกำหนดไว้หรือไม่ อย่างไร

ขณะที่นางมารศรี ใจรังสี ประกันสังคม จ.ภูเก็ต กล่าวว่า ในส่วนของสำนักงานประกันสังคมนั้น จะดูแลในเรื่องของการให้สิทธิ ให้ความคุ้มครองและให้หลักประกันให้กับลูกจ้างในการประกันตน กรณีนี้จากการตรวจสอบพบว่าลูกจ้างที่ประสบเหตุจากการทำงาน ซึ่งในส่วนของนายจ้าง คือ บริษัท ภูเก็ตบิวท์ จำกัด ซึ่งมีการขึ้นทะเบียนนายจ้างอย่างถูกต้อง ตั้งแต่เดือน เม.ย.45 โดยลูกจ้างที่ประสบเหตุทั้ง 11 ราย มีการยื่นทะเบียนประกันตนครบทุกราย จะได้รับเงินจากกองทุนทดแทนตาม พ.ร.บ.กองเงินทุนทดแทน ทุกประการ กรณีบาดเจ็บ เช่น จ่ายค่ารักษาพยาบาลตามความเป็นจริงที่ 50,000 บาท สูงสุดที่ 2 ล้านบาท เงินทดแทนการขาดรายได้ให้ 70 % ของค่าจ้างสูงสุดที่ 1 ปี เป็นต้น กรณีลูกจ้างที่เสียชีวิตจำนวน 3 ราย เงินค่าทำศพ 33,000 บาท และเงินให้กับทายาทเป็นเงินทดแทนกรณีเสียชีวิต เป็นเงิน 70 % ของค่าจ้างเป็นเวลา 10 ปี ยอดเงิน

เบื้องต้นกรณีนี้ เป็นเงิน 33,000 บาท และเงินทดแทน 720,720 บาท รวมก้อนแรกที่จะได้รับเป็นเงิน 750,000 บาทเศษต่อราย ส่วนกรณีของลูกจ้างที่นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล หากมีการสูญเสียจะมีเงินทดแทนกรณีเสียอวัยวะ 70 % ของค่าจ้างเช่นกัน สูงสุดจ่ายเป็นเวลา 10 ปี โดยจะต้องมาดูว่าสูญเสียอวัยวะส่วนใด ทั้งนี้อยู่ระหว่างการประสานนายจ้างในการยื่นแบบแจ้งการประสบอันตรายและติดต่อผู้มีสิทธิเพื่อมารับเงินทดแทนต่อไป โดยสำนักงานประกันสังคมพร้อมจะจ่ายทันที

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 13/8/2562

สำนักงานประกันสังคม ช่วยเหลือลูกจ้างเมียนมาได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เหตุนั่งร้านถล่มที่ภูเก็ต

เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2562 นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวถึงกรณี เกิดเหตุนั่งร้าน ที่กำลังสร้างคอนโดมิเนียมถล่ม บริเวณถนนวิเศษ ใกล้กับเทศบาลตำบลราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2562 เวลาประมาณ 14.00 น. จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้มีคนงานก่อสร้างซึ่งเป็นชาวเมียนมาประสบเหตุจำนวน 11 ราย บาดเจ็บ 8 ราย เสียชีวิต 1 ราย ยังติดค้างอยู่ใต้ตึกอีก 2 ราย และได้นำผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ส่งโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต และขณะนี้กำลังใช้เครื่องมือตัดถ่างให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ใต้อาคาร

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ลูกจ้างที่ประสบอุบัติเหตุดังกล่าว จะได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเงินทดแทน ดังนี้

-ค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นตามกฎกระทรวงขึ้นอยู่กับความรุนแรง ของการประสบอันตรายตั้งแต่ 50,000 ถึง 1,000,000 บาท

-ค่าทดแทนการหยุดพักรักษาตัวกรณีไม่สามารถทำงานได้ ในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้าง รายเดือนไม่เกิน 1 ปี

-ค่าทำศพตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

-ค่าทดแทนกรณีเสียชีวิต ร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือนเป็นระยะเวลา 10 ปี จ่ายให้ผู้มีสิทธิ ตามกฎหมาย

ทั้งนี้ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้มอบหมายประกันสังคมจังหวัดภูเก็ตลงไปตรวจสอบเบื้องต้น และดูแลลูกจ้างที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวให้ได้รับสิทธิอย่างเต็มที่

พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือทันที หากลูกจ้างมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา/ ที่ท่านสะดวก หรือโทร. 1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง)

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 12/8/2562

'กนอ.' ดันโครงการสานฝัน ปั้นอาชีพ ปี 2562 สร้างธุรกิจขนาดเล็กใหม่ๆ รอบนิคมฯ นำร่อง 10 แห่ง 1,223 ราย

นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศ (กนอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการ“สานฝัน ปั้นอาชีพ”ตามแผนยุทธ์ศาสตร์ CSR เสริมแกร่งชุมชนรอบนิคมฯระยะเวลา 3 ปี (2562-2564) ว่า กนอ.ได้เข้าไปส่งเสริมสร้างองค์ความรู้เพิ่มทักษะด้านอาชีพให้กับกลุ่มวัยแรงงาน กลุ่มวัยแรงงานใกล้เกษียณ และกลุ่มชุมชนผู้สูงอายุ ในพื้นที่นำร่องแล้ว จำนวน 10 นิคมฯ รวมทั้งสิ้น 1,223 ราย จากเดิมทีกำหนดไว้ที่ 1,000 ราย ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมบางปู นิคมอุตสาหกรรมบางชัน นิคมอุตสาหกรรมบางพลี นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง นิคมอุตสาหกรรมสินสาคร นิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ (ชลบุรี)  โดยชุมชนในแต่ละพื้นที่เข้ารับการฝึกอบรม รวมทั้งผู้ที่สามารถเข้ารับการทดสอบและผ่านการประเมินคุณวุฒิวิชาชีพ จะได้รับใบคุณวุฒิวิชาชีพจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เพื่อรับรองให้แก่ชุมชน เป็นเครื่องการันตีในการนำไปประกอบอาชีพและยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสถาบันการเงินและสถานประกอบการได้มั่นใจในการใช้บริการ ซึ่งถือเป็นแนวทางการดำเนินงานของ กนอ. ในการเข้าไปยกระดับมาตรฐานวิชาชีพให้กับชุมชนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่ไปกับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต 

สำหรับอาชีพที่ชุมชนเข้ารับการฝึกอบรมทักษะวิชาชีพในพื้นที่ นำร่อง 10 นิคมฯ ได้แก่ อาชีพรักษาความปลอดภัย (รปภ.) อาชีพนวดเพื่อสุขภาพ อาชีพผลิตอาหารและเครื่องดื่ม อาชีพวิสาหกิจชุมชนต่อยอดผลิตภัณฑ์ เช่น การแปรรูปผลไม้ การทำสบู่ อาชีพคนจัดสวน ช่างยนต์ และอาชีพแม่บ้าน เป็นต้น ซึ่งโครงการ “สานฝัน ปั้นอาชีพ” มีส่วนสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนโดยรอบนิคมฯให้มีความเข้มแข็งจากการที่ชุมชนได้รับประโยชน์จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการเข้าไปส่งเสริมการสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่ง กนอ.คาดว่าชุมชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นผ่านโครงการสานฝันปั้นอาชีพได้ ประมาณ 5ล้านบาทต่อชุมชนต่อปีภายในปี 2565 และนับเป็นแนวทางในการนำไปสู่การสร้างความสมดุลของการพัฒนาอุตสาหกรรมให้สามารถอยู่ร่วมกันของสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน

“ในช่วงเริ่มต้นโครงการตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา กนอ.พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายได้เข้าไปส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้รูปแบบการพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ ทำให้เกิดธุรกิจขนาดเล็กระดับวิสาหกิจชุมชน โดยรอบนิคมฯนำร่อง จำนวน 10 แห่ง รวมถึงอาชีพอุตสาหกรรมบริการเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาชีพรักษาความปลอดภัย อาชีพคนจัดสวน และอาชีพผลิตอาหารและเครื่องดื่มทำให้ชุมชนได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่เป็นเครือข่าย เพื่อนำไปต่อยอดขยายธุรกิจ หรือ การประกอบอาชีพในท้องถิ่น สร้างรายได้ให้กับชุมชนและสามารถพึงพาตนเองได้ในอนาคต”นางสาวสมจิณณ์กล่าว 

ทั้งนี้เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพให้กับชุมชนและวิสาหกิจชุมชนรอบนิคมฯอย่างต่อเนื่อง กนอ.เตรียมพร้อมในการเข้าไปดำเนินการส่งเสริมโครงการ สานฝัน ปั้นอาชีพ ในปี 2563 เพิ่มอีก 1,000 รายใน 10 นิคมฯ ได้แก่ กลุ่มนิคมฯ มาบตาพุดคอมเพล็กซ์ นิคมฯ แหลมฉบัง นิคมฯ เวลโกรว์ นิคมฯ ทีเอฟดี นิคมฯ เกตเวย์ซิ้ตี้ นิคมฯ ดับบลิวเอชเอ ชลบุรี นิคมฯ อมตะซิตี้(ระยอง) นิคมฯ กลุ่มปิ่นทอง และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เพื่อสนับสนุนให้เกิดการจ้างในด้านการบริการให้แก่ภาคอุตสาหกรรมที่มีการขยายตัว โดยเฉพาะการพัฒนาในอาชีพธุรกิจไฟฟ้า ช่างประปา ช่างยนต์ อิเล็กทรอนิกส์/อุปกรณ์มือถือ ช่างซ่อมเครื่องยนต์เรือเล็ก แม่บ้าน พนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานขับรถ และอาชีพผลิตอาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น  

โครงการ สานฝัน ปั้นอาชีพเป็นโครงการที่ กนอ. ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย 16 หน่วยงาน อาทิ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สถาบันการศึกษา สถาบันการเงินและกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สมาคมเพื่อนชุมชน และ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เป็นต้น เพื่อร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้ พร้อมสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดย กนอ. เป็นหน่วยงานกลางในการเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการเงิน และ สถาบันการศึกษา ในการเข้าร่วมสนับสนุนโครงการทั้งในด้านฝึกอบรมวิชาชีพ การให้ความรู้ด้านการเงินและการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน โดยมีธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าวอีกด้วย

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 12/8/2562

นายกแสดงความยินดี 18 ลูกเรือไทย เดินทางกลับจากโซมาเลียโดยสวัสดิภาพ

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ฝากแสดงความยินดีที่ลูกเรือไทยทั้ง 18 คนที่ถูกลอยแพกลางทะเลประเทศโซมาเลีย กลับถึงไทยเช้านี้โดยสวัสดิภาพ และขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ กองทัพเรือ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ได้ประสานงานและให้ความช่วยเหลือจนลูกเรือทั้ง 18 คนปลอดภัยและเดินทางกลับประเทศไทย พร้อมทั้งจะช่วยเหลือจนเดินทางกลับถึงภูมิลำเนา และติดตามสิทธิประโยชน์ที่พึงจะได้รับต่อไปด้วย

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้กำชับถึงแรงงานไทย หรือผู้ที่ประสงค์ที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศได้ศึกษาเงื่อนไขและกฏระเบียบต่างๆให้รอบคอบ และขอให้ติดต่อ สอบถามหน่วยงานของรัฐ เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศ หากประสงค์เดินทางไปทำงานต่างประเทศ เพื่อที่รัฐบาลจะได้ตรวจสอบ ดูแล และคุ้มครอง ได้อย่างทั่วถึง

ที่มา: สยามรัฐ, 12/8/2562

18 ลูกเรือไทยในโซมาเลีย กลับถึงไทยแล้ว

12 ส.ค.2562 เวลา 06.30 น. กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือแรงงานประมงไทยในประเทศโซมาเลีย ว่า ขณะนี้ลูกเรือประมงไทย 18 คน ที่ทำงานอยู่บนเรือประมง WADANI 1 และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี ช่วยเหลือส่งกลับจากรัฐ Puntland โซมาเลีย เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพแล้ว

ก่อนหน้านี้ ลูกเรือประมงไทยได้ติดต่อเพื่อนคนไทยเพื่อขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เนื่องจากถูกนายจ้างคนไทยหลอกไปลอยแพบนเรือ 2 ลำ กลางทะเลชายฝั่งโบซาโซ่ ประเทศโซมาเลีย ไม่ได้รับค่าจ้างนาน 4 เดือน และขาดน้ำขาดอาหาร ซึ่งกระทรวงแรงงานตรวจสอบพบว่ากลุ่มแรงงานไทยดังกล่าวมีจำนวน 50 คน

ทั้งนี้ เมื่อได้รับแจ้งจากลูกเรือประมงไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 ส.ค.2562 สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ประสานงานกับทางการโซมาเลียและเจ้าของเรืออย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกเรือได้กลับประเทศไทยตามความประสงค์ โดยลูกเรือกลุ่มแรก 14 คน เดินทางออกจากโซมาเลียแล้ว ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.2562 และกลุ่มล่าสุด อีก 4 คน ที่เดินทางออกจากโซมาเลีย เมื่อวันที่ 11 ส.ค.2562

สำหรับการให้ความช่วยเหลือลูกเรือครั้งนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือกับสถานทูตไทยอื่น ๆ ในพื้นที่ด้วยได้แก่ สถานทูตไทยที่อิหร่าน โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสถานกงสุลใหญ่ที่นครดูไบ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยในการดูแลและช่วยเหลือลูกเรือภายหลังเดินทางถึงประเทศไทยแล้ว เช่น การส่งกลับภูมิลำเนา การติดตามเงินค่าจ้างค้างจ่ายในการทำงานจากนายจ้างในโซมาเลีย รวมทั้งสิทธิประโยชน์พึงมีพึงได้ของแรงงานที่จะได้รับจากกระทรวงแรงงาน

ที่มา: ThaiPBS, 12/8/2562

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์