เอ็นจีโอชี้ แนวคิดการพัฒนาของรัฐขัดหลัก SDGs ย้ำประชาชนต้องลุกขึ้นกำหนดอนาคตตัวเอง

กลุ่มจับตาปัญหาที่ดินเผย เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนไร้วี่แววนักลงทุน แย่งยึดที่ดินชุมชน ด้าน “ประสิทธิ์ชัย หนูนวล” ย้ำ ถึงเวลาประชาชนลุกขึ้นมากำหนดแนวทางการพัฒนาของประเทศ แทนการประท้วงรายกรณี

               
จากซ้ายไปขวา ผู้ดำเนินรายการ, สิริศักดิ์ สะดวก, พรพนา ก๊วยเจริญ, กัญจน์ ทัตติยกุล, ประสิทธิ์ชัย หนูนวล

20 ส.ค. 2562 วันนี้ สมัชชาเครือข่ายองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จัดเวทีย่อย “การพัฒนาที่ยั่งยืน การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และสิทธิในการพัฒนา” ณ โรงแรมไมด้า แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร เพื่อรวบรวมประเด็นข้อเสนอจากภาคประชาสังคมและประชาชนเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในวันต่อไป

พรพนา ก๊วยเจริญ กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน กล่าวว่า หลังจาก 5 ปีที่มีนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ปรากฏว่ามีเพียงโครงการเดียวที่มีการลงทุนคือ จังหวัดตราด ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า แต่ที่อื่นไม่มีนักลงทุน เป็นที่มาของการต้องไปทำโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเป็นการไปเอาทวงคืนที่ดินของรัฐผ่านคำสั่ง คสช. ที่ 17/2558

“ถ้ามองจากกรณีเขตเศรษฐกิจพิเศษในยุค คสช. มันชัดเจนมากว่าการพัฒนาต้องอยู่ควบคู่กับการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย การเอาทหารลงไป ถือปืนไป เกิดขึ้นในยุคเผด็จการ นี่คือรัฐบาลที่เลวร้ายที่สุด ประเด็นที่สอง เราคิดว่าถึงแม้ว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ประเด็นความมั่นคงของที่ดินมันสำคัญไม่น้อยกว่ากรอบการพัฒนา” พรพนากล่าว

กัญจน์ ทัตติยกุล เครือข่ายวาระภาคตะวันออก เห็นว่า โครงการ EEC ให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาน้อยกว่า 40 ปีที่แล้วในช่วงโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งถึงแม้จะไม่มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) แต่มีการศึกษาผลกระทบโดยภาพรวมทั้งภาพลบและบวก แต่โครงการ EEC ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่มีการศึกษาในภาพรวมแต่อย่างใด มีเพียงการทำแผน จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นหรือประชาคม โดยเป็นฝ่ายหน่วยงานพูดไปแล้ว 2 ชั่วโมง ฟังชาวบ้านเพียง 20 นาที ซึ่งไม่มีความหมายอะไรเพราะรัฐไม่ได้ตั้งใจรับฟังประชาชนอย่างแท้จริง ขัดกับหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) อย่างชัดเจน

“ถ้ามีอีอีซีเกิดขึ้นมา จะมีน้ำเสียพุ่งไปถึง 600 ล้าน ลบ.ม. จากเดิมที่เราจัดการได้แค่ 100 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น ถ้าการจัดการน้ำเสียจัดการไม่ได้ ที่เหลือจะลงสู่ธรรมชาติ คุณภาพน้ำผิวดินจากภาคตะวันออกจะอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม คุณภาพน้ำบาดาลก็จะไม่ดี คุณภาพน้ำชายฝั่งทะเลก็จะเสื่อมโทรม ส่วนคุณภาพอากาศ 40 ปีที่ผ่านมาพบว่ามีค่า PM10 เกินมาตรฐาน และมีสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่มีสารก่อมะเร็งด้วย” กัญจน์กล่าว

ผู้แทนจากเครือข่ายวาระภาคตะวันออกมองว่า ทางออกของชุมชนคือ ต้องลุกขึ้นมาออกแบบการพัฒนาของตนเอง โดยภาคตะวันออกได้พยายามพูดเรื่อง “ตะวันออก วิถีแห่งความสุข” ที่พูดทุกมิติ ไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ขึ้นมาครอบคลุมทุกด้าน ทั้งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาคน การพัฒนาฐานเศรษฐกิจชุมชน และการพัฒนาการท่องเที่ยว

“รัฐบอกว่าเราควรเป็นฮับการบิน ฮับการแพทย์ แต่เราจะเป็นฮับอาหารปลอดภัยเพราะเราเป็นเครือข่ายเกษตรออแกนิคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รัฐมองการท่องเที่ยวเป็นโรงแรมใหญ่ๆ แต่เราบอกว่าเราจะขอสร้างการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้แข็งแรงและเชื่อมเป็นเครือข่ายในภาคตะวันออก สุดท้ายเราอยากเห็นชุมชนที่น่าอยู่ เป็นชุมชนที่ทุกคนในท้องถิ่นมีส่วนกำหนดพื้นที่ตัวเอง ตำบลเล็กๆ สามารถกำหนดตัวเองได้” กัญจน์เสนอ

ด้าน ประสิทธิ์ชัย หนูนวล มูลนิธิภาคใต้สีเขียว กล่าวว่า อุตสาหกรรมที่มีการจ้างงานมากที่สุดในภาคใต้คืออุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลาง ไม่ใช่อุตสาหกรรมขนาดเมกะโปรเจ็กต์ที่รัฐบาลพยายามบอก โลกแห่งความรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญ และชุมชนต้องออกมาสร้างโลกแห่งความรู้นั้นด้วยตนเอง นำไปสู่การกำหนดนโยบายการพัฒนาที่สอดคล้องกับชุมชน

“โลกของความรู้เป็นโลกสำคัญที่จะกำกับสมองของคนไทยทุกคน บอกว่าประเทศนี้จะไปทางไหน เช่น เวลาเราคุยกันในเฟสบุ๊ก จะมีคนบอกว่าความคิดแบบพวกเราเป็นการขัดขวางการพัฒนา ซึ่งเขาซื่อสัตย์ในหัวใจ เพราะเขาถูกโลกแห่งความรู้ในแบบเรียนฝังมาตั้งแต่เด็ก หน้าที่ของเราคือสร้างโลกขึ้นมาอีกใบที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ เป็นโลกความรู้แห่งการพัฒนา เป็นพื้นที่ของผู้กำหนดว่าประเทศนี้จะไปแบบไหน หมดเวลาที่เราจะไล่ประท้วงทีละโครงการแล้วไม่จบสิ้น” ประสิทธิ์ชัยกล่าว

สำหรับ SDGs หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) นั้นเป็นกรอบการพัฒนาของโลกภายหลังปี 2558 ที่องค์การสหประชาชาติกําหนด เพื่อให้ประเทศต่างๆ นําไปปฏิบัติให้บรรลุผลสําเร็จ เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในช่วงระยะเวลา 15 ปี (เดือนกันยายน 2558 – สิงหาคม 2573) จำนวน 17 เป้าหมาย 1 ขจัดความยากจน 2 ขจัดความหิวโหย เกษตรยั่งยืน 3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี 4 การศึกษาเท่าเทียมและทั่วถึง 5 ความเท่าเทียมทางเพศ 6 การจัดการน้ําและสุขาภิบาล 7 การเข้าถึงพลังงานที่ทันสมัย 8 การเติบโตเศรษฐกิจที่ยั่งยืน 9 พัฒนาอุตสาหกรรม นวัตกรรม และ 2 โครงสร้างพื้นฐาน 10 ลดความเหลื่อมล้ํา 11 เมืองปลอดภัย 12 การผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน 13 ต่อสู่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 14 อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล 15 การจัดการระบบนิเวศทางบก 16 สังคมเป็นสุข และ 17 สร้างความเข้มแข็งในระดับสากล

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์