เมื่อคนไทยมองการเมืองฮ่องกง

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

มุมมองของคนไทยต่อการเดินขบวนประท้วงของชาวฮ่องกงเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวการเมืองของเกาะดังกล่าวในปัจจุบันนี้เลย หากไปสำรวจตามเฟสบุ๊คของสำนักข่าวต่างๆ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้มาแสดงความคิดเห็นจะพบได้ว่าไม่ค่อยหลากหลายเท่าไรนักคือมักจะด่า อันสามารถเป็นตัวสะท้อนถึงมุมมองทางการเมืองของไทยเองได้อย่างดี กรณีนี้ทำให้ผมนึกถึงตอนปฏิวัติร่ม (Umbrella Revolution) ของฮ่องกงเมื่อปี 2014 ซึ่งมีประเด็นคือชาวฮ่องกงต้องการเลือกผู้บริหารสูงสุดอย่างเสรีโดยปราศจากการแทรกแซงของจีนแผ่นดินใหญ่ การประท้วงนี้อยู่ในช่วงปลายของการประท้วงของกลุ่ม กปปส.พอดี ทำให้ผู้ที่สนับสนุน กปปส.เปรียบตัวเองกับการประท้วงของชาวฮ่องกงเพราะเป็นชนชั้นกลางเหมือนกัน แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ กปปส.ก็ค้านว่าชาวฮ่องกงไม่ได้ต้องการให้กลุ่มอำนาจอื่นอย่างเช่นกองทัพเข้ามาแทรกแซงเหมือนกับ กปปส. การยึดอำนาจของกองทัพในปีนั้นและคำอ้างของนายสุเทพย่อมเป็นหลักฐานได้อย่างดี

มาปัจจุบันคือปี 2019 การประท้วงของชาวฮ่องกงอีกครั้งซึ่งถูกจุดประกายจากการที่รัฐบาลพยายามผลักดันกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปให้จีนแผ่นดินใหญ่ ทำให้ชาวฮ่องกงซึ่งหวาดระแวง ไม่ไว้ใจระบบกฎหมายและกระบวนยุติธรรมของจีนแผ่นดินใหญ่ได้ทำการประท้วงครั้งใหญ่ แม้ว่านางแคร์รี แลมผู้บริหารสูงสุดจะบอกว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวตายแล้ว แต่ชาวฮ่องกงก็ยังออกมาประท้วงแบบระลอกๆ และความต้องการก็ได้เปลี่ยนจากแค่ปฏิเสธกฎหมายไปยังความต้องการสมัยปฏิวัติร่มหรืออื่นๆ เช่นต้องการให้นางแลมลาออก ให้รัฐบาลปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้น หริือบางกลุ่มสุดโต่งถึงขั้นต้องการให้ฮ่องกงเป็นอิสระจากจีนแผ่นดินใหญ่

ในครั้งนี้กลุ่มที่เคยสนับสนุน กปปส.ซึ่งจำนวนมากน่าจะเป็น กลุ่มเดียวกับที่สนับสนุนรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชากลับเปลี่ยนมุมมองไป นั่นคือหลายคนต้องการให้จีนแผ่นดินใหญ่จัดการกับผู้ชุมนุมด้วยความเด็ดขาด ซึ่งผมเห็นว่าความต้องการดังกล่าวเกิดจากมุมมองของพวกเขาเองที่มีต่อผู้คัดค้านไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลและกองทัพในประเทศไทยเองซึ่งเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ในรอบหลายปีที่ผ่านมา คำด่าของใครหลายคน (อย่างเช่นอดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์) ที่ว่าชาวฮ่องกงเป็น พวกชังชาติ ซึ่งเป็นคำด่าที่เคยใช้กับนักวิชาการหัวเสรีนิยมหรือสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ที่วิจารณ์รัฐบาลหรือวิพากษ์จารีตประเพณี

การก่นด่าเช่นนี้กับชาวฮ่องกงถือได้ว่าเป็นการไม่เข้าใจบริบททางการเมืองของฮ่องกงเลยคือใช้การเมืองไทยซึ่งเป็นรัฐเดี่ยวแบบรัฐกรุงเทพฯ รวมศูนย์มาตัดสิน ถึงแม้ฮ่องกงจะเป็นส่วนหนึ่งของจีนแต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจีนจะสามารถทำอะไรกับเกาะฮ่องกงได้ตามอำเภอใจ เพราะฮ่องกงและมาเก๊า เป็นเขตปกครองพิเศษ โดยเฉพาะฮ่องกงนั้นจีนและอังกฤษมีข้อตกลงว่าจะคงเอกราชและความเป็นอิสระในด้านต่างๆ เช่นกฎหมาย เศรษฐกิจฯลฯ ไว้ดังเดิม 50 ปี แต่การที่ีจีนเข้ามาแทรกแซงในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมาเป็นระลอกๆ เช่นการเข้าครอบงำหลักสูตรการศึกษา ย่อมเป็นเหตุผลหนึ่งสำหรับชาวฮ่องกงจะทำการประท้วง

นอกจากนี้คนไทยจำนวนมากยังมักใช้พื้นฐานของลัทธิชาตินิยมในไทยเองที่ว่าคนไทยไม่ว่าอยู่ที่ใดก็ต้องจงรักภักดีต่อรัฐไทยที่เป็นปึกแผ่นและค่อนข้างมีความสำเร็จในการสร้างสำนึกความเป็นชาติเดียว แต่สำหรับฮ่องกงแล้ว การที่ฮ่องกงอยู่กับอังกฤษอย่างยาวนาน ย่อมซึมซับเอาวิถีชีวิตแบบเสรีนิยมจนรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ชาติเดียวกับชาติจีนแผ่นดินใหญ่ (ทว่าเป็นเรื่องผิดที่จะบอกว่าชาวฮ่องกงเชื่องภายใต้การปกครองของอังกฤษดังเช่นในปี 1967 ชาวฮ่องกงหัวเอียงซ้ายจำนวนมากได้ทำการประท้วงการปกครองรัฐบาลอังกฤษ) การที่ชาวฮ่องกงพูดภาษากวางตุ้งและชาวจีนแผ่นดินใหญ่จำนวนมากพูดแมนดาริน ก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกเช่นนี้รุนแรงยิ่งขึ้น ชาวฮ่องกงจำนวนมากโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ยังมองอีกว่าจีนแผ่นดินใหญ่มีส่วนทำให้ความเป็นอยู่ของพวกตนย่ำแย่ลงเพราะแต่งตั้งผู้บริหารซึ่งมักทุจริตคอรัปชั่นที่ไม่ได้ใส่ใจในชีวิตพวกตน หากแต่กับรัฐบาลและกลุ่มทุนของจีนซึ่งสามารถให้คุณให้โทษแก่ผู้บริหารได้

และที่สำคัญที่สุดคนไทย (หรืออาจรวมคนชาติอื่นๆ) มักแยกไม่ออกระหว่างรัฐกับรัฐบาลนั่นคือมักเข้าใจว่าประเทศจีนกับพรรคคอมมิวนิสต์เป็นหนึ่งเดียวกัน การที่ชาวฮ่องกงออกมาประท้วงก็คือการไม่พอใจรัฐบาลจีน (ที่ถูกครอบงำโดยพรรคคอมมิวนิสต์) ไม่ใช่ประเทศจีน เหมือนบางคนเห็นว่าการไม่ชอบรัฐบาลคือการปฏิเสธประเทศไทย แม้แต่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่เอง โดยการที่พรรคคอมมิวนิสต์ผูกขาดสื่อและปิดกั้นการแสดงออกก็ไม่สามารถมีการสำรวจที่น่าเชื่อถือได้ว่าพวกเขาจะรู้สึกแตกต่างจากชาวฮ่องกงมากน้อยแค่ไหนกับความล้มเหลวของรัฐบาลจีนที่ไม่สามารถสร้างความเท่าเทียมกันและคุณภาพชีวิตที่ดีแก่คนจีนได้ นอกจากการอวดตัวเองว่าทำให้จีนเป็นมหาอำนาจและฉุดคนจีนให้พ้นจากความยากจนได้หลายร้อยล้านคน (เราจึงไม่ควรไปตีความว่าเมื่อรายได้ของคนเลยเส้นความยากจนไปจะทำให้ชีวิตของพวกเขาดีและเกิดความพอใจ เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่นการบริการภาครัฐ สิ่งแวดล้อม การศึกษา กระบวนการยุติธรรม ฯลฯ ซึ่งตรงนี้จีนมีปัญหามาก) การประท้วงย่อยๆ หลายแสนครั้งของคนจีนต่อปีย่อมเป็นหลักฐานได้อย่างดี

สิ่งหนึ่งที่เราควรตระหนักคือการรักชาติ (Patriotism) ไม่ได้มาจากความภักดีแบบลอยๆ เพียงอย่างเดียวผ่านพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่ในการตอกย้ำสำนึกหรือบทบาทอันดูโรแมนติก แต่ต้องมาจากการเกลี่ยผลประโยชน์และคุณค่าต่างๆ ให้เท่าเทียมกันในบรรดาพลเมืองทั้งหลายของรัฐยุคใหม่

กระนั้นการวิเคราะห์ว่าการประท้วงของชาวฮ่องกงถูกชักจูงโดยรัฐบาลต่างชาติเพื่อบั่นทอนความยิ่งใหญ่ของจีนซึ่งเป็นทฤษฎีสมคบคิดอันแพร่หลายในประเทศไทยก็เป็นแนวคิดที่ก็ไม่เชิงว่าผิด เพราะมีหลักฐานหลายอย่างบ่งบอกว่ามีตะวันตกเข้ามาเกี่ยวข้อง กระนั้นข่าวเหล่านี้อาจถูกนำมาบิดเบือนโดยสื่อที่ควบคุมโดยรัฐบาลจีนเช่นเดียวกับการเน้นย้ำผู้ประท้วงบางกลุ่มที่โบกธงหรือร้องเพลงชาติต่างประเทศซึ่งเป็นแค่คนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ถูกเสนอซ้ำไปซ้ำมาเพราะต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ประท้วงทั้งหมด

กระนั้นการที่ชาวฮ่องกงออกมาประท้วงหลายล้านคนจากประชากรทั้งหมด 7 ล้านคนเศษ ย่อมแสดงว่ามีเชื้ออันรุนแรงที่เร้นอยู่ในการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของฮ่องกงมายาวนาน รอวันจุดระเบิดโดยความรู้สึกฟางเส้นสุดท้ายของคนฮ่องกงจากกฎหมายการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (แน่นอนว่าการฉวยโอกาสของตะวันตกย่อมเป็นแค่ปัจจัยหนึ่ง) ตรงนี้คนไทยจำนวนมากดังเช่น ส.ส.สอบตกดังที่ได้กล่าวไม่ได้เข้าใจแม้แต่น้อย

 

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์