วันผู้สูญหายสากล 'อังคณา' ร่อน จม.ถึง รบ.-สภา ขอนำ ร่าง กม.ป้องกันอุ้มหาย-ซ้อมทรมานมาพิจารณาใหม่

อังคณา นีละไพจิตร ออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้อง 4 ข้อต่อรัฐบาล รัฐสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องในวันสากลแห่งการบังคับสูญหาย เรียกร้องให้นำ ร่าง กม.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับสูญหาย เดิมที่มีการรับฟังความคิดเห็น-มีส่วนร่วมอย่างเปิดเผยของทุกภาคส่วนเสนอต่อสภาฯที่มาจากการเลือกตั้งอีกครั้ง แอมเนสตี้ฯ เผยแพร่ กราฟฟิกข้อมูลจากแอมเนสตี้ฯ และ 7 ข้อเรียกร้องของภาคประชาชนต่อร่างกฎหมาย

30 ส.ค. 2562 เนื่องในวันสากลแห่งการบังคับสูญหาย อังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของสมชาย นีละไพจิตร ผู้ถูกอุ้มหาย และในฐานะนักสิทธิมนุษยชน ออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้อง 4 ข้อต่อรัฐบาล รัฐสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรียกร้องให้นำ ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับสูญหาย พ.ศ. ...  เดิมที่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมอย่างเปิดเผยของทุกภาคส่วนของสังคมเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเพื่อนำกลับมาพิจารณาใหม่

การบังคับสูญหายเป็นอาชญากรรมต่อเนื่องที่ไม่มีอายุความ คณะกรรมการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์กรณีถูกกระทำทรมานและถูกบังคับให้หายสาบสูญควรดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อติดตาม และเปิดเผยที่อยู่และชะตากรรมของผู้ถูกบังคับสูญหายทุกคนรวมถึงให้การเยียวยาแก่ครอบครัวทั้งการเยียวยาด้านกฎหมาย และการเยียวยาที่ไม่ใช่ทางกฎหมาย 

อังคณา ขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร นำร่างที่กระทรวงยุติธรรมได้รับฟังความเห็นจากประชาชนกลับมาพิจารณา โดยให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญที่มีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้มีความรู้ด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน และภาคประชาสังคมที่มีประสบการณ์ด้านการบังคับสูญหายเพื่อให้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับสูญหายมีความสอดคล้องกับอนุสัญญาการบังคับสูญหายขององค์การสหประชาชาติ และเพื่อให้สามารถคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับสูญหายได้จริง

และในระหว่างที่ยังไม่มี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับสูญหาย ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาทบทวนการให้สัตยาบันอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยถูกบังคับ ขององค์การสหประชาชาติ เพื่อให้ความมั่นใจต่อประชาชนว่าสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมีความจริงใจ เต็มใจ และมีเจตจำนงทางการเมืองเพื่อคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยถูกบังคับ

โดยมีรายละเอียดดังนี้ : 

จดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลและประธานสภาผู้แทนราษฎรเนื่องในโอกาสวันสากลแห่งการบังคับสูญหาย 30 สิงหาคม 2562

วันที่ 30 สิงหาคม เป็นวันที่องค์การสหประชาชาติกำหนดให้เป็น วันสากลแห่งการรำลึกถึงเหยื่อของการสูญหายโดยถูกบังคับ (International Day of the Victims of Enforced Disappearances) คือวันที่ทั่วโลกร่วมกันรำลึกถึงเหยื่อและครอบครัวของผู้ถูกบังคับสูญหายจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ภาวะสงคราม การปราบปรามจากรัฐ หรือการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก 

ในฐานะครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหาย ดิฉันพบว่า มีปัญหาและอุปสรรคมากมายในการเข้าถึงความยุติธรรมและความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของเหยื่อ โดยเฉพาะอุปสรรคทางกฎหมายเนื่องจากประเทศไทยไม่มีกฎหมายในความผิดฐานบังคับบุคคลให้สูญหายและเอาผิดต่อผู้กระทำผิด

แม้ที่ผ่านมารัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีได้ลงนามรับรองอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance: ICPPED) ขององค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 และต่อมาได้มีมติเห็นชอบในหลักการการให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฯ รวมถึงเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับสูญหาย พ.ศ. ... ที่เสนอโดยกระทรวงยุติธรรมเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 และได้ส่งร่าง พ.ร.บ.ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา แต่ สนช. ใช้เวลาพิจารณาอย่างล่าช้า มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวโดยการตัดเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญหลายประเด็นที่เป็นหลักประกันสำคัญทางกฎหมายในการป้องกันและยุติการบังคับสูญหายออกไป นอกจากนั้นในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ของ สนช. ยังขาดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงผู้ความเชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนอย่างมีนัยสำคัญ และในที่สุดร่าง พ.ร.บ.ทรมานและบังคับสูญหายก็ตกไปโดยไม่มีใครทราบสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งถือเป็นการก้าวถอยหลังอย่างยิ่งของรัฐบาลไทยในการดำเนินการตามคำมั่นที่ได้รับปากรับคำไว้

และแม้เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2560 รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีคณะกรรมการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์กรณีถูกกระทำทรมานและถูกบังคับให้หายสาบสูญ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน แต่ผ่านมาสองปีเศษ คณะกรรมการชุดดังกล่าวก็แทบไม่สามารถเปิดเผยที่อยู่และชะตากรรมของผู้ถูกบังคับสูญหายและคืนความเป็นธรรมให้กับครอบครัวได้ โดยเฉพาะกรณีการบังคับสูญหายที่มีพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคน เช่น กรณีนายสมชาย นีละไพจิตร นายพอละจี รักจงเจริญ หรือนายกมล เหล่าโสภาพันธ์ 

ในโอกาสวันสากลเพื่อรำลึกถึงเหยื่อของการสูญหายโดยถูกบังคับ ดิฉันจึงเขียนหนังสือเปิดผนึกฉบับนี้เพื่อย้ำเตือนและเรียกร้องต่อรัฐบาล รัฐสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1. ขอให้รัฐบาลโดยกระทรวงยุติธรรมนำร่างเดิมที่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมอย่างเปิดเผยของทุกภาคส่วนของสังคมเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเพื่อนำกลับมาพิจารณาใหม่

2. เนื่องจากการบังคับสูญหายเป็นอาชญากรรมต่อเนื่องที่ไม่มีอายุความ คณะกรรมการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์กรณีถูกกระทำทรมานและถูกบังคับให้หายสาบสูญ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานควรดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อติดตาม และเปิดเผยที่อยู่และชะตากรรมของผู้ถูกบังคับสูญหายทุกคนรวมถึงให้การเยียวยาแก่ครอบครัวทั้งการเยียวยาด้านกฎหมาย และการเยียวยาที่ไม่ใช่ทางกฎหมาย (judicial & non judicial remedy) ทั้งนี้การสืบสวนสอบสวนจะต้องเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ รอบคอบ อิสระ ยุติธรรม และที่สำคัญจะต้องมีความโปร่งใส และญาติจะต้องทราบว่ากระบวนการสอบสวนมีความก้าวหน้าหรือไม่อย่างไร

3. ขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร นำร่างที่กระทรวงยุติธรรมได้รับฟังความเห็นจากประชาชนกลับมาพิจารณา โดยให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญที่มีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้มีความรู้ด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน และภาคประชาสังคมที่มีประสบการณ์ด้านการบังคับสูญหายเพื่อให้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับสูญหายมีความสอดคล้องกับอนุสัญญาการบังคับสูญหายขององค์การสหประชาชาติ และเพื่อให้สามารถคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับสูญหายได้จริง

4. ในระหว่างที่ยังไม่มี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับสูญหาย ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาทบทวนการให้สัตยาบันอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance: ICPPED) ขององค์การสหประชาชาติ เพื่อให้ความมั่นใจต่อประชาชนว่าสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมีความจริงใจ เต็มใจ และมีเจตจำนงทางการเมืองเพื่อคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยถูกบังคับ

ในทุกๆ ปีครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหายต้องลุกขึ้นมาถามหาความเป็นธรรมและความจริงใจจากรัฐ ทั้งที่รัฐมีหน้าที่อำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนทุกคน ในฐานะครอบครัวดิฉันไม่เคยเหน็ดเหนื่อยในการทวงถามความเป็นธรรม แม้เสียงของดิฉันจะไม่ดังไปถึงผู้มีหน้าที่และอำนาจในการอำนวยความยุติธรรม แต่เรื่องราวการบังคับสูญหายในประเทศไทยจะไม่สามารถปกปิดได้ และจะบอกถึงความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรมและความไม่จริงใจของรัฐบาล วันนี้รัฐบาลและรัฐสภาไทยกำลังถูกท้าทายระหว่างความกล้าหาญในการยืนยันหลักการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน กับการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคน บางกลุ่มที่ใช้อำนาจตามอำเภอใจในการลักพาตัวและบังคับให้บุคคลสูญหาย

อังคณา นีละไพจิตร
30 สิงหาคม 2562

กราฟฟิกข้อมูลจากแอมเนสตี้ฯ และ 7 ข้อเรียกร้องของภาคประชาชนต่อร่างกฎหมาย

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์