สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 8-14 ก.ย. 2562

ชี้เด็กยากจนจบ ม.3 ไม่เรียนต่อ ต้องเข้าระบบ-พัฒนาฝีมือแรงงาน

13 ก.ย. 2562 ผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และจัดประชุมชี้แจงผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด เดินหน้า “โครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนครอบครัวยากจนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3)” เพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะ “แรงงานมีฝีมือ” ยกระดับรายได้มากกว่า 300 บาท ต่อวัน เสริมอาชีพมั่นคงต่อยอดคุณภาพชีวิตที่ดี

นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่าในแต่ละปีมีนักเรียนที่จบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) แต่ไม่ได้เรียนต่อเป็นจำนวนมาก เฉลี่ยปีละ 80,000 - 100,000 คน โดยเฉพาะปีการศึกษาล่าสุด (2561) มีจำนวนถึง 147,644 คน นักเรียนเหล่านี้ เมื่อจบการศึกษาภาคบังคับจะเข้าสู่ตลาดแรงงานทันทีเนื่องจากครอบครัวยากจน ในฐานะแรงงานไร้ฝีมือได้ค่าจ้างรายวันเพียงค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ทั้งนี้หากได้บูรณาการการช่วยเหลือเพิ่มทักษะด้านอาชีพให้แก่นักเรียนกลุ่มดังกล่าวหลังจบการศึกษาภาคบังคับก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานในแต่ละปีแล้ว จะช่วยให้นักเรียนกลุ่มดังกล่าวเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะแรงงานมีฝีมือ ทำให้มีรายได้ค่าจ้างสูงขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ก่อนหน้านี้ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ร่วมกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนดำเนินโครงการนำร่อง “โครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนครอบครัวยากจนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3)” ปีการศึกษา 2561 ผลการดำเนินโครงการประสบความสำเร็จด้วยดี เด็กนักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีทักษะด้านอาชีพ เข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะแรงงานมีฝีมือมีรายได้ค่าจ้างสูงขึ้นเป็น 350 - 500 บาทแต่วัน มากกว่าอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ วันนี้ จึงได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ กับ 4 กระทรวงหลัก เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานโครงการของหน่วยงานในสังกัดในระดับจังหวัด และการประชุมชี้แจงขั้นตอนการดำเนินการแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้องจาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนครอบครัวยากจนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับไปยังทุกจังหวัดทั่วประเทศ สำหรับนักเรียนที่จะจบการศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 เป็นต้นไป และในเดือน พ.ย. 2562 นี้

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 13/9/2562

คสรท.เสนอรัฐออกโครงการประกันรายได้แรงงาน เชื่อส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ

นายชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังไม่ฟื้นตัว ภาคอุตสาหกรรมยังคงได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่ติดลบ รวมถึงมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้น ทำให้นายจ้างเริ่มที่จะปลดพนักงานบางส่วนออก ดังนั้น ในอนาคตจะเห็นคนตกงานมากขึ้น จึงขอเสนอให้ภาครัฐออกโครงการประกันรายได้ให้กับแรงงาน เหมือนกับโครงการประกันรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งหากแรงงานรายใดที่ยังไม่ได้ค่าแรงตามเกณฑ์ ภาครัฐจะชดเชยส่วนต่างให้ ทั้งนี้ มองว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 13/9/2562

ญาติแรงงานเสียชีวิตที่เกาหลี เป็นชาวชัยภูมิ 2 ศพ วอนขอเร่งช่วยนำศพกลับบ้านเกิด

ญาติๆของเหยื่อไปขายแรงงานในต่างแดนที่โรงงานในประเทศเกาหลี พากันออกมาร้องวอนขอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งขอนำศพลูกชายและญาติในหมู่บ้านเดียวกันอีกศพกลับมาบ้านเกิดที่ จ.ชัยภูมิ โดยเร็ว ต่างพากันเฝ้ารอรับศพด้วยความหวัง จะได้เห็นหน้าศพลูกหลานเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากไม่ได้เจอกันมานานกว่า 2 ปี วิงวอนรัฐบาลไทยช่วยหาทางนำร่างกลับบ้านเพื่อนำมาเผายังบ้านเกิดที่จังหวัดชัยภูมิโดยเร็ว!

(13 ก.ย. 2562 ) ขณะที่จ.ชัยภูมิ บรรยากาศบ้านของแรงงานที่ไปเสียชีวิตประเทศเกาหลี ที่บ้านเลขที่ 406 หมู่ 6 บ้านศิลาทอง ตำบลโป่งนก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งสภาพบ้านเป็นบ้านชั้นเดียวฝาบ้านก่อด้วยอิฐบล็อก ที่สร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงของนายณัฐพงค์ กัณโสภา ลูกชาย วัย 28 ปี แรงงานไทยที่เสียชีวิต ที่ประเทศเกาหลี

ซึ่งนางทองใบ กัณโสภา มารดาของนายณัฐพงค์ กัณโสภา ลูกชายวัย 28 ปี ที่เสียชีวิตที่ประเทศเกาหลี และนางวรรณดี บุผาลา พี่สาว ของแรงงานไทยชาวชัยภูมิอีกราย คือนายทองมี บุผาลา วัย 34 ปี ที่เสียชีวิตที่ประเทศเกาหลีอีกคนเช่นกัน และเพื่อบ้านต่างยังคงเดินทางมาให้กำลังกับญาติทั้ง 2 ที่บ้านและนั่งจับกลุ่มพูดคุยกันถึงการเสียชีวิตของลูกชายที่ประเทศเกาหลี และชาวบ้านทุกคนที่นี่ได้ออกมาขอวิงวอน ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยหาทางนำร่างของแรงงานชาวไทย ที่เป็นชาวจ.ชัยภูมิ ทั้ง 2 ศพกลับมาบ้านเกิดที่จ.ชัยภูมิโดยเร็วในครั้งนี้ด้วย

เพื่อนำร่างกลับมาบำเพ็ญกุศลตามประเพณี ที่บ้านศิลาทอง ตำบลโป่งนก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นบ้านเกิด ของแรงงานทั้ง 2 คน โดยต่างให้เหตุผลว่าทั้งสองคนที่เสียชีวิต ไม่มีโอกาสได้สั่งเสียกับฐาติก่อนตายจากกันเลย และที่สำคัญตั้งแต่เดินทางไปทำงานต่างประเทศเป็นเวลานานกว่า 2 ปี ยังไม่เคยเห็นหน้ากันเลย ส่วนการเดินทางไปทำงานต่างประเทศนั้น ยอมรับว่าไปแบบท่องเที่ยว ซึ่งใช้วีซ่ามีอายุเพียง 3 เดือนเท่านั้น หลังจากวีซ่าหมดอายุ ก็ไม่กลับประเทศไทยแต่อยู่แบบหลบๆซ่อนๆ หรือที่ส่วนใหญ่จะเรียกการไปทำงานต่างประเทศแบบนี้ว่าโดดทัวร์ หรืออีกอย่างเรียกตามภาษาชาวบ้านที่นี่ว่าไปแบบผีน้อย

ซึ่งด้าน นางทองใบ หนึ่งในญาติแรงงานชาวชัยภูมิที่ไปเสียชีวิตที่เกาหลีครั้งนี้ยอมรับว่า รู้ดีว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายของการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยไม่ผ่านกระทรวงแรงงาน แต่มีความจำเป็นต้องเดินทางเนื่องจากสามารถเดินทางได้ทันทีไม่ต้องรอ เพราะการรอก็ไม่ทราบว่าจะได้เดินทางหรือไม่ ที่สำคัญเพื่อปากท้องของทุกคนในครอบครัว จำเป็นจะต้องมีผู้ที่เสียสละ ส่วนค่าใช้จ่ายนั้นก็ช่วยกันไปหากู้ยืมมากว่าคนละ 8 หมื่นบาทต่อคน

โดยมีนายหน้ามาติดต่อโดยตรงที่บ้านพร้อมแจ้งรายละเอียดและขั้นตอนในการเดินทาง ตลอดจนประสานงานกับนายจ้างที่อยู่ประเทศเกาหลีไว้ก่อนแล้ว ส่วนงานที่จะทำนั้นไม่สามารถเลือกงานได้ เมื่อไปถึงครั้งแรกทั้ง 2 คนได้ไปทำงานล้างกล่องบรรจุผลไม้ หลังจากนั้นก็จะมีการเปลี่ยนนายจ้าง ไปเรื่อยๆ ส่วนรายได้ทั้ง 2 ส่งเงินกลับมาให้ทางบ้านเฉลี่ยเดือนละ 3 หมื่นบาท ทั้ง 2 คน ออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค. 2561 และทราบข่าวจากเพื่อนคนงานไทยที่อยู่เกาหลีแจ้งว่าทั้ง 2 คนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ สูดดมแก็สพิษในถังใต้ดินครั้งนี้ดังกล่าวจนเสียชีวิตขึ้น พอทราบข่าวญาติๆทางบ้านทุกคนต่างพากันแทบลมจับ

ขณะนี้ภรรยาของทั้ง 2 คนได้เดินทางไปที่ประเทศเกาหลีเพื่อหาทางนำศพของทั้ง 2 คน กลับบ้านเกิดที่อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ โดยได้รับการประสานงานจากกระทรวงการต่างประเทศ แต่ยังไม่ทราบว่าการนำศพกลับมานั้นจะมาในรูปแบบใด เพราะหากจะนำร่างกลับมาแบบสมบรูณ์แบบนั้นจะมีค่าใช้จ่ายศพละกว่า 3 แสนบาท ซึ่งตนและญาติๆไม่มีเงินมากมายพอขนาดนั้น จึงอยากวิงวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือในเรื่องนี้ด้วย

ที่มา: ข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์, 13/9/2562

กระทรวงแรงงานผนึกกำลัง ILO พัฒนาสตรีในสถานประกอบการด้าน Digital และ STEM

กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน บูรณาการแผนงานโครงการกิจกรรม ร่วมกับ ILO เน้นฝึกอาชีพสตรี ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มช่องทางการมีงานทำ รับมือทศวรรษเทคโนโลยีชั้นสูง นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยคนทำงานในทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย เพื่อให้มีงานทำ เข้าถึงสิทธิประโยชน์ที่พึงควรจะได้รับตามนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะสตรีที่อยู่ในภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม หรือกำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน จึงได้มอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้จัดทำ “โครงการพัฒนาศักยภาพแรงงานสตรีในสถานประกอบกิจการ” เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแรงงานสตรีให้มีความรู้ความสามารถและทักษะที่จะนำไปใช้ในการทำงานหรือการประกอบอาชีพมีความก้าวหน้า ความมั่นคงในอาชีพและมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมอบให้สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 5 นครราชสีมา และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานปราจีนบุรี เป็นหน่วยงานดำเนินการฝึกอบรม หลักสูตรการฝึกยกระดับฝีมือ สาขาการวิเคราะห์ข้อมูลและการนำเสนอเพื่อกระบวนการผลิต (Data Analytics and Visualization for Manufacturing) ระยะเวลาการฝึกอบรม 36 ชั่วโมง ให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นสตรีปฏิบัติงานประจำสายพานการผลิตในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ณ บริษัทซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมารุ่นละ 30 คน จำนวน 35 รุ่นรวมทั้งสิ้น 1,050 คน ดำเนินการระหว่างเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2562 โดยมีผู้สำเร็จ การฝึกอบรมตามโครงการฯ จำนวน 35 รุ่น รวม 1,050 คน

นายสุชาติ กล่าวต่อไปว่าเมื่อเร็วๆ นี้ ได้ประชุมหารือกับกับ Mr. Jordi Prat Tuca, ILO Project Officer เจ้าหน้าที่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) ซึ่งแจ้งรูปแบบการจ้างงานของประเทศไทยจะมีความเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่จะมีการนำระบบออโตมิกและโรโบติกมาทดแทนกำลังแรงงานในภาคการผลิตมากขึ้น ซึ่งแรงงานสตรีอาจจะได้รับผลกระทบมากกว่าแรงงานชาย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์แรงงานหญิงกว่าร้อยละ 85 เป็นแรงงานที่มีทักษะฝีมือในระดับเบื้องต้น อาจถูกเลิกจ้างหรือถูกแย่งงานโดยหุ่นยนต์มากขึ้น องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) จึงได้เปิดตัวโครงการเตรียมความพร้อมและการพัฒนาบุคลากรของ STEM ในประเทศไทย (Women in STEM Workforce Readiness and Development Program) เพื่อลดช่องว่างทักษะระหว่างชายและผู้หญิง ป้องกันการถูกเลิกจ้างอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ยังช่วยยกระดับศักยภาพของสตรีที่ทำงานด้วยการสนับสนุน

ความก้าวหน้าในอาชีพ การจัดหาตำแหน่งงาน รวมถึงความก้าวหน้าในอาชีพของสตรีในงานที่เกี่ยวข้องกับ STEM ในอุตสาหกรรม โดยการพัฒนาทักษะและเสริมสร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นพัฒนาพนักงานสตรีในสถานประกอบกิจการโดยนำร่องในอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์”ซึ่งโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับภารกิจ กพร. ในการพัฒนาทักษะฝีมือให้กับสตรี จึงพร้อมให้สนับสนุนและจะขยายความร่วมมือในอนาคตมากยิ่งขึ้น เชื่อว่าโครงการจะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้สตรีมีศักยภาพก้าวขึ้นบทบาทในการพัฒนาประเทศอย่างเต็มภาคภูมิ ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ

นายสง่า วงศ์ษาพาน ผู้ตรวจราชการกรม กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า อธิบดี กพร. กำชับให้หน่วยงานกรมพัฒนาฝีมือแรงงานพัฒนาสมรรถนะสตรีไทยด้าน Digital และ Stem ภายใต้กรอบแนวทางสิทธิความเท่าเทียม ความเสมอภาคทางเพศ ในการได้รับบริการจากมาตรการภาครัฐ โดยเน้นให้สตรีไทยมีความเป็น Knowledge Transformation เป็นพลังสำคัญในการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุค 4.0

ที่มา: ข่าวสด, 13/9/2562

ลูกจ้างประจำ อบจ.แพร่ ขอรัฐบาลให้มีสิทธิ์รักษาพยาบาลหลังเกษียณอายุราชการ

เมื่อวันที่วันที่ 12 ก.ย. 2562 ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ ถนนราษฎร์อุทิศ ต.ในเวียง อ.เมือง จ.แพร่ นายอนุวัธ วงศ์วรรณ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ มอบหมายให้ นายปรีชา สุขรอด ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ ในฐานะกรรมการ สถ. พ.จ.อ. ณัฐนันท์ เรืองไพศาล รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ และนายสำเริง ใจเอื้อ ผู้อำนวยการกองช่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ เป็นตัวเแทนรับหนังสือจากคณะกรรมการสมาคมลูกจ้างประจำ องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ นำโดยนายวุฒิชัย ยะอินทร์ พร้อมด้วยลูกจ้างประจำ องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ เกี่ยวกับข้อเรียกร้อง เรื่อง สิทธิการรักษาพยาบาล สิทธิประโยชน์และสวัสดิการอื่นๆ หลังเกษียณอายุราชการ และขอให้มีสิทธิในการรับบำเหน็จรายเดือนกรณีผู้ที่เกษียณอายุราชการที่มีอายุราชการไม่ถึง 25 ปี

โดยสมาคมลูกจ้างประจำ องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ ขอให้นายปรีชา สุขรอด ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ ในฐานะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด นำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือต่อที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาต่อไป

ที่มา: เชียงใหม่นิวส์, 12/9/2562

ปลัดแรงงาน สั่งช่วยลูกจ้างนายจ้างค้างจ่าย

นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการให้ความช่วยเหลือลูกจ้าง บริษัท ไวต้าฟู้ด แฟคทอรี่ (1989) จำกัด จังหวัดกาญจนบุรี กรณีนายจ้างค้างจ่ายค่าจ้าง ว่าที่ผ่านมาบริษัทดังกล่าวเคยมีการค้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างมาแล้ว ซึ่งกระทรวงฯ โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้ดำเนินการช่วยเหลือลูกจ้างโดยได้มีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างที่ค้างจ่ายให้กับลูกจ้าง รวมทั้งได้มีการดำเนินคดีอาญากับนายจ้างรายนี้ ฐานไม่ปฏิบัติตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน โดยการเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 2 แสนบาท

สำหรับกรณีล่าสุดที่ลูกจ้างของบริษัท ไวต้าฟู้ด และบริษัทในเครือ ได้มาร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยแจ้งว่านายจ้างได้มีการค้างจ่ายค่าจ้าง ตั้งแต่เดือนเม.ย.-พ.ค. 2562

ทั้งนี้พนักงานตรวจแรงงานได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย พบว่านายจ้างค้างจ่ายค่าจ้างลูกจ้างจริง จึงมีคำสั่งตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย. 2562 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างที่ค้าง พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง ซึ่งจากการติดตามผล พบว่านายจ้างยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จึงได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2562 ซึ่งขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ในอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวน

สำหรับกรณีความผิดของนายจ้างที่ไม่ผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานในการจ่ายค่าจ้างจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจะมีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวนี้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานดำเนินการช่วยเหลือลูกจ้างอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ลูกจ้างทั้งแรงงานไทยและต่างด้าวได้รับการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายโดยเร็ว

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 12/9/2562

แรงงาน 300 คน ร้องนายจ้างค้างจ่ายกว่า 100 ล้าน แจ้งอาญา "ค้ามนุษย์"

เวลา 09.00 น. วันที่ 12 ก.ย. 2562 นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมสมาชิกชมรมฯ และทีมกฎหมาย ได้นำแรงงานของบริษัท ไวต้าฟู้ด แฟคทอรี่ (1989) จำกัด ผลิตและจำหน่ายพืชผักและผลไม้แปรรูปเพื่อการส่งออก อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ทั้งแรงงานไทยและต่างด้าว ซึ่งเป็นชาวเมียนมา กว่า 300 คน เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนที่ สภ.ท่ามะกา อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี เนื่องจากบริษัทดังกล่าวไม่จ่ายค่าแรงให้กับคนงานเหล่านั้นมา 3 เดือน

ต่อมา พล.ต.ต.สุวิทย์ ชาวศรีทอง ผบก.ตร.ภ.จว.กาญจนบุรี สั่งการให้ พ.ต.อ.สมศักดิ์ สุวรรณฉิม ผกก.(สอบสวน) ภ.จว.กาญจนบุรี พร้อมคณะพนักงานสอบสวนจังหวัดกาญจนบุรี ลงพื้นที่สมทบกับ พ.ต.อ.ณัฐวุฒิ กันตะยศ ผกก.สภ.ท่ามะกา พ.ต.อ.สำราญ กลั่นมา ผกก.ตม.บก.ตม.3 กาญจนบุรี พ.อ.บุญยิ่ง คงเกตุ หน.ฝ่ายข่าว กอ.รมน.กาญจนบุรี พ.ต.อ.ภัทรชัย กอสนาน ผกก.สส.ภ.จว.กาญจนบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่แรงงานจังหวัดกาญจนบุรี เจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงแรงงานทั้งหมด พร้อม นายกิตตินันท์ อรรถบท นายอำเภอท่ามะกา นายสมศักดิ์ ล้ออุดม ปลัดอำเภอฝ่ายศูนย์ดำรงธรรมฯ ได้ร่วมสอบถามและอำนวยความสะดวกแก่แรงงานดังกล่าว โดยทาง สภ.ท่ามะกา ได้จัดชุดพนักงานสอบสวนในคดีไว้ประมาณ 10 นาย เพื่อรับคำร้องทุกข์

นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เปิดเผยว่า บริษัท ไวต้าฟู้ด แฟคทอรี่ (1989) จำกัด มีทุนจดทะเบียน 400 ล้านบาท และมีบริษัทในเครือหลายบริษัท จากปัญหาความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสของแรงงานจำนวนมาก ตนจึงเข้าช่วยเหลือพี่น้องที่เป็นคนยากจน ผู้ใช้แรงงาน ซึ่งไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการถูกเบี้ยวค่าจ้าง เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของบริษัทฯ ที่ค้างค่าแรงมา 3 เดือน ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาแรงงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างได้พยายามไปร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้ดำเนินคดีกับเจ้าของบริษัทฯ ในข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน บังคับให้นายจ้างจ่ายค่าแรง แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล ดังนั้นวันนี้เราจึงได้พาแรงงานเข้าแจ้งความดำเนินคดีอาญากับเจ้าของบริษัทฯ ในความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และหากนายจ้างยังไม่ยอมจ่ายค่าแรงที่ค้างไว้ เราจะให้พนักงานสอบสวนดำเนินการขออำนาจศาลออกหมายเรียกเจ้าของบริษัทฯ ต่อไป

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้พยายามติดต่อประสานไปทางผู้บริหารของบริษัทฯ เพื่อให้มาพบ พูดคุยและเจรจาหาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน แต่ยังไม่สามารถติดต่อกับผู้บริหารของบริษัทฯ ได้ ซึ่งความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป

ที่มา: ไทยรัฐ, 12/9/2562

ญี่ปุ่นคุมเข้ม หลังคนไทยขนยาเสพติดเข้าประเทศมากขึ้น

เจ้าหน้าที่สนามบินคันไซ เมืองโอซากา ได้จับกุมคนไทยรวม 3 คนทั้งชายและหญิง ในความผิดลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนสิงหาคม แต่ได้เผยแพร่เรื่องนี้เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2562 ที่ผ่านมา

คนไทยทั้ง 3 ราย เดินทางจากประเทศไทยสู่สนามบินคันไซ โดยซุกซ่อนยาเสพติดมากับกระเป๋าสะพาย และกระเป๋าเดินทาง ส่วนผู้ต้องหาหญิงได้ซุกซ่อนยาเสพติดไว้ในช่องคลอด โดยห่อหุ้มยาเสพติดด้วยถุงยางอนามัย เจ้าหน้าที่ระบุว่า ยาเสพติดที่ตรวจค้นได้จากผู้ต้องหามีน้ำหนักประมาณ 1.3 กิโลกรัม มีมูลค่ากว่า 76 ล้านเยน หรือราว 21 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบความเกี่ยวพันของผู้ต้องหาทั้ง 3 คน รวมทั้งวิธีการลักลอบซุกซ่อนยาเสพติดในร่างกาย ซึ่งคล้ายคลึงกับวิธีที่ทำกันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมก็มีกรณีจับกุมสาวไทยลับลอบนำยาเสพติดเข้าญี่ปุ่นในรูปแบบเดียวกันนี้ คาดว่าจะมีขบวนการคอยบงการอยู่ในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ระบุว่าในปีนี้มียาเสพติดจากไทยลักลอบนำเข้าประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงจะเฝ้าระวังและตรวจสอบอย่างเข้มงวด

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 12/9/2562

รมว.แรงงาน ห่วงแรงงานไทยเสียชีวิตที่เกาหลี พบไม่มีวีซ่าทำงาน

11 ก.ย. 2562 หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (รมว.แรงงาน) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีแรงงานไทยในกิจการต่อเนื่องประมงเสียชีวิตจำนวน 3 ราย ในเมืองคยองบุก ทางตอนใต้ของเกาหลีนั้น ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานมีความห่วงใยแรงงานทุกคนและแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต

ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นของฝ่ายแรงงาน ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี พบว่า แรงงานไทยที่เสียชีวิตทั้ง 3 คน ไม่มีวีซ่าทำงาน คือ นายนิคม ปกสันเทียะ อายุ 42 ปี เป็นชาวจังหวัดนครราชสีมา นายณัฐพงศ์ กัณโสภา อายุ 28 ปี เป็นชาวจังหวัดนครราชสีมาเช่นกัน และนายทองมี บุผาลา อายุ 34 ปี เป็นชาวจังหวัดชัยภูมิ

อย่างไรก็ตาม กฎหมายมาตรฐานแรงงานของเกาหลีใต้ให้การคุ้มครองการรักษาพยาบาลและค่าชดเชยการเสียชีวิตแก่ทายาทจากอุบัติเหตุในงาน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมายก็ตาม ทั้งนี้ ฝ่ายแรงงานฯ ได้ประสานงานกับฝ่ายกงสุล สถานเอกอัครราชทูตเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ทายาทต่อไป

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการเร่งแก้ไขปัญหาแรงงานไทยลักลอบเดินทางไปทำงานในเกาหลีใต้อย่างเข้มงวดและจริงจัง เพราะเป็นประเทศที่มีแรงงานไทยทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังได้ย้ำเตือนถึงแรงงานไทยที่จะไปทำงานในต่างประเทศขอให้ไปทำงานแบบถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อจะได้รับการคุ้มครองในเรื่องสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตามกฎหมาย

โดยแรงงานไทยที่ต้องการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการไปทำงานต่างประเทศ หรือแจ้งเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

โดยอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นที่บ่อใต้ดิน โรงงานแปรรูปหมึกแห่งหนึ่ง ที่ท่าเรือช็อกซาน เมืองยองด็อก ห่างจากกรุงโซลไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 350 กม. เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2562 กู้ภัยพบคนงานเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 คน เป็นคนไทย 2 คน เวียดนาม 1 คน คนไทยอีกคนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอาการโคมา ล่าสุดสำนักข่าวยนฮัพรายงานเพิ่มเติมว่า เขาเสียชีวิตแล้วเมื่อเวลา 1.00 น. บ่อใต้ดินเป็นที่เก็บเศษเหลือทิ้งจากกระบวนการแปรรูปหมึก

ตำรวจและกระทรวงแรงงานเกาหลีใต้กำลังสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยังไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้เสียชีวิตทั้ง 4 คน ทราบเพียงอายุ เป็นคนงานไทย อายุ 42 ปี 28 ปี 34 ปี ส่วนชาวเวียดนามอายุ 53 ปี

ที่มา: คมชัดลึก, 11/9/2562

ที่ปรึกษา รมว.แรงงาน พร้อมอธิบดีกรมการจัดหางาน เยี่ยมแรงงานไทยในอิสราเอล

นายจักษ์ พันธ์ชูเพชร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยนางเพชรรัตน์ สินอวย อธิบดีกรมการจัดหางาน และคณะเดินทางไปพบปะนายจ้างและตรวจเยี่ยมแรงงานไทย ณ โมชาฟลาคิช (Lakhish) ซึ่งเป็นไร่องุ่นที่จ้างคนไทยมาทำงานด้านการเกษตร

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่าจากการพบปะนายจ้างทราบว่าคนงานไทยมีความขยันขันแข็ง แต่มีข้อเสียเรื่องการเปลี่ยนนายจ้าง และยาเสพติด นอกจากนั้น บางรายมีสุขภาพไม่พร้อมจะทำงาน และจากการพูดคุยกับคนงานไทยซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ ที่เดินทางมาทำงานได้ประมาณ 1 ปี ทราบว่ามีรายได้กว่า 40,000 บาท/เดือน โดยนายจ้างจัดหาที่พักให้ ส่วนอาหารคนงานจัดหาเอง สามารถเก็บเงินส่งกลับบ้านได้ประมาณ 30,000 บาท/เดือน

ทั้งนี้ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ให้กำลังใจ และขอให้แรงงานไทยตั้งใจทำงาน ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด รู้จักเก็บออม พยายามเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ เพื่อนำไปประกอบอาชีพและพัฒนาด้านการเกษตรของไทยต่อไป

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีแรงงานไทยทำงานในอิสราเอล จำนวน 25,095 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานภาคเกษตร ซึ่งกระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางานได้จัดส่งแรงงานไทยไปทำงานตามโครงการความร่วมมือไทย-อิสราเอลเพื่อการจัดหางาน ตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย. 2555-31 ก.ค. 2562 มีแรงงานไทยภาคเกษตรเดินทางไปทำงานแล้ว ประมาณ 36,000 คน และมีรายได้ส่งเงินกลับประเทศไทย ประมาณ 20,000 ล้านบาท

ที่มา: สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น, 11/9/2562

ครม.เห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ ..) ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

รง. เสนอว่า

1. โดยที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 มาตรา 118 บัญญัติให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังนี้ (5) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุด้ทาย 300 วัน หรือ ไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 300 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย และ (6) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 400 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

2. สหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์จึงได้เสนอให้มีการปรับปรุงประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2549 โดยขอแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าชดเชย และเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงาน ปรับเพิ่มในอัตราสูงสุดจาก 300 วัน เป็น 400 วัน

3. ในการประชุมคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ครั้งที่ 3/2562 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2562 ได้มีมติเห็นชอบให้แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ตามข้อ 2 ในข้อ 59 (5) (6) และข้อ 61 (3) โดยปรับเพิ่มอัตราค่าชดเชยและปรับเพิ่มเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเป็นจำนวนเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน และกำหนดสิทธิการได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงาน ให้มีผลใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุตามข้อบังคับ ข้อกำหนด ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2562

4. พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 13 (1) บัญญัติให้คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์มีอำนาจกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างและมาตรา 13 วรรคสอง บัญญัติให้มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างดังกล่าวเมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ให้ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจทุกแห่ง

5. ดังนั้น เพื่อให้การกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจสอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 นอกจากนี้ยังเห็นควรกำหนดให้มีผลใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุตามข้อบังคับ ข้อกำหนด ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้าง ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2562 จึงจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงประกาศดังกล่าวโดยเร่งด่วน

สาระสำคัญของร่างประกาศ (ที่มีการปรับปรุง)

1. กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ได้รับสิทธิค่าชดเชย 300 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 300 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย (ปรับจากประกาศปัจจุบันให้เกิดความชัดเจน)

2. กำหนดให้ขยายสิทธิได้รับค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 400 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้าง ซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย (เพิ่มเติมจากประกาศปัจจุบัน)

3. กำหนดให้ขยายสิทธิให้แก่ลูกจ้างผู้ได้ปฏิบัติงานในช่วงก่อนเกษียณอายุติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป ให้ได้รับเงินตอบแทนความชอบในการทำงานเป็นจำนวนเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน (เพิ่มเติมจากประกาศปัจจุบัน)

4. กำหนดสิทธิการได้รับเงินตอบแทนความชอบในการทำงานตามอัตราที่กำหนดโดยให้มีผลใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุตามข้อบังคับ ข้อกำหนด ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้าง ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2562 เป็นต้นไป (เพิ่มเติมจากประกาศปัจจุบัน)

ที่มา: ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี, 10/9/2562

เดือน ส.ค. 2562 ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมเพิ่มเกือบ 9 หมื่นคน

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึง ตัวเลขผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมเดือนสิงหาคม 2562 ว่า จากข้อมูลสำนักสิทธิประโยชน์ สำนักงานประกันสังคม ณ สิงหาคม 2562 มีผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมทุกมาตราคือ 33, 39, 40 ทั้งหมด 16,408,753 คน ซึ่งมีตัวเลขเพิ่มจากเดือนกรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึง 87,122 คน

แยกเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 (ลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป) มีจำนวน 11,679,220 คน เพิ่มขึ้นถึง 49,536 คน ผู้ประกันตนภาคสมัครใจมาตรา 39 (ผู้ประกันตนที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 มาก่อน นำส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน และออกจากงานไม่เกิน 6 เดือนนับแต่วันที่ลาออกจากงาน) มีจำนวน 1,629,374 เพิ่มขึ้น 2,239 คน

และแรงงานภาคอิสระหรือบุคคลทั่วไปสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 จำนวน 3,100,159 คน เพิ่มขึ้น 35,317 คน ซึ่งจากตัวเลข ที่เพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นถึงผู้ใช้แรงงาน ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสวัสดิการในระบบความคุ้มครองทุกภาคส่วนของสำนักงานประกันสังคม

เลขาธิการ สปส. กล่าวในตอนท้ายว่า ตลอดระยะเวลาที่สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการครบรอบ 29 ปี เรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ เพื่อรองรับแนวโน้มการเพิ่มจำนวนของผู้ประกันตนอย่างต่อเนื่อง และพร้อมมุ่งสร้างสรรค์แรงงาน เพื่อสร้างหลักประกันถ้วนหน้า อย่างยั่งยืน ต่อไป

ที่มา: คมชัดลึก, 9/9/2562

ก.ท่องเที่ยวฯ เตรียมชง ครม. อนุมัติให้ข้าราชการ-พนง.รัฐวิสาหกิจ ลางานได้ 2 วันในช่วงเดือน ต.ค. โดยไม่ถือเป็นวันลา เพื่อให้พาบุตรหลานไปท่องเที่ยวช่วงปิดเทอมหวังกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ

นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่ากระทรวงฯ เตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบแนวทางให้ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจลางานได้ เป็นเวลา 2 วัน ในช่วงเดือน ต.ค.นี้ โดยไม่นับว่าเป็นวันลา เพื่อให้ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พาครอบครัวและบุตรหลานไปท่องเที่ยวในประเทศช่วงปิดภาคเรียนเดือน ต.ค. นี้ ทั้งนี้กระทรวงฯคาดว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ และเสริมกับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศผ่านโครงการ “ชิม ช้อป ใช้”

นายโชติ กล่าวต่อว่าจากสถานการณ์ที่ภาคการท่องเที่ยวไทยเจอกับปัญหารุมเร้า ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ไม่ค่อยดีและเงินบาทแข็งค่า ดังนั้นกระทรวงฯ จะเลื่อนมาตรการบังคับให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ต้องทำประกันภัยและประกันชีวิตออกไปเป็นปี 2563 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้นักท่องเที่ยวและกรุ๊ปทัวร์ต่างๆ อย่างไรก็ตามกระทรวงฯ จะกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมอีกครั้ง ในการบังคับให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต้องทำประกันภัยและประกันชีวิต โดยจะพิจารณาให้รอบคอบเพราะถือเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหว สำหรับมาตรการบังคับให้นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องทำประกันภัยและประกันชีวิต เป็นไปตาม พ.ร.บ.นโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี 2562 ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 20 พ.ค.2562 ที่ผ่านมา

นายโชติ กล่าวว่ากระทรวงฯ ยังมั่นใจว่านักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้จะทะลุ 41 ล้านคน สูงกว่าคาดการณ์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ 40.2 ล้านคน เนื่องจากในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปีนี้ (ก.ย.-ธ.ค.2562) จำนวนนักท่องเที่ยวจะเติบโตเฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการขยายมาตรการฟรีค่าธรรมเนียมวีซ่าไปเป็นสิ้นสุด 30 เม.ย. 2563 ทั้งนี้ 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค. 2562) มีนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 23.09 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.19% เมื่อเทียบกับปีก่อน สร้างรายได้เข้าประเทศ 1.11 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.44%

ที่มา: TNN, 9/9/2562

สพฐ.ทุ่มงบกว่า 2 พันล้านจ้างครูธุรการ-ภารโรง ทั่วประเทศ เพื่อลดภาระงานครู ให้อยู่กับการสอนในห้องเรียนอย่างเต็มที่

ตามที่สังคมออนไลน์มีการแชร์ข้อความ เรื่อง ค่าจ้างครูธุรการยังไม่ได้รับเงินเดือนและมีการไม่ต่อสัญญาจ้างครูธุรการและนักการภารโรงนั้น ล่าสุดนายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ยืนยันว่า จะแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าว ขออย่าได้กังวล เพราะการให้มีเจ้าหน้าที่ทำงานด้านธุรการเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ในการจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการและนักการภารโรงให้ครบทุกโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อเป็นการลดภาระงานครูให้อยู่กับการเรียนการสอนของนักเรียนในห้องเรียนอย่างเต็มที่ โดยขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ทำเรื่องขอแปลงงบประมาณอุดหนุน ปี 2562 ไปยังสำนักงบประมาณแล้ว คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า จะดำเนินการจ่ายค่าตอบแทนจ้างผู้ปฎิบัติงานธุรการและนักการภารโรงเสร็จเรียบร้อย

ส่วนเงินค่าตอบแทนค้างจ่ายมีอยู่ 2 เดือน คือ เดือนส.ค.และก.ย. เป็นเงินจำนวน 287 ล้านบาท รวมถึงยังมีค่าหนังสือเรียนตามโครงการเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ที่ยังค้างจ่ายอยู่เช่นกัน เป็นเงินกว่า 300 ล้านบาท คาดว่าภายใน1-2 สัปดาห์นี้ จะเคลียร์เงินค้างจ่ายเรียบร้อย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า สพฐ.ไม่มีงบประมาณเพียงพอตั้งแต่เริ่มโครงการดังกล่าวจึงต้องไปหางบประมาณขอแบ่งจากโครงการต่างๆมาจัดสรรให้ เพื่อให้เดินหน้าไปก่อน อีกทั้งการจ้างผู้ปฎิบัติงานธุรการและนักการภารโรงเป็นการทำสัญญาปีต่อปีและขึ้นอยู่กับโรงเรียนเป็นผู้กำหนด แต่เมื่อเป็นนโยบายหลักของกระทรวงศึกษาธิการ สพฐ.จึงเป็นผู้จัดสรรงบประมาณ อย่างไรตามในปีการศึกษา 2563 จะไม่มีปัญหาในลักษณะนี้อีกเนื่องจาก สพฐ.ได้ตั้งงบฯสำหรับค่าจ้างปฎิบัติงานธุรการและนักการภารโรงไว้จำนวน 2,600 ล้านบาท

ที่มา: TNN, 9/9/2562

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เตือนแรงงานไทยอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเงินเดือนเป็นแสน ทิปหนัก อยู่สบาย ย้ำไม่เป็นอย่างหวังซ้ำพบปัญหามากมาย

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2562 เพจ “สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก” เปิดเผยว่า มีแรงงานไทยจำนวนมากที่เคยไปทำงานในต่างประเทศมาหลายประเทศแล้ว ทั้งมาเลเซีย จีน เกาหลีใต้ บ้างก็หลบหนีทำงานผิดกฎหมายจนถูกส่งกลับประเทศไทยมาแล้ว และด้วยความคาดหวังสูง ขณะนี้ต่างเลือกที่จะมาทำงานในรัสเซียมากขึ้นเรื่อยๆ โดยหลงเชื่อคำโฆษณาว่าเงินเดือนเป็นแสน ทิปหนัก อยู่สบาย

สถานทูตฯ ขอแจ้งให้ทราบว่าโปรดอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเพราะท่านจะพบปัญหามากมาย เสียเงินทองจ่ายค่านายหน้า แต่ไม่ประสบสิ่งที่คาดหวัง ความจริงเป็นอย่างไร ลองอ่านดูกันนะ”

ทั้งนี้ ทางสถานทูตฯ ได้ตอบคำถามเป็นข้อๆ ดังนี้

เก็บเงินได้เดือนละเป็นแสน

ไม่จริง - เงินเดือน 20,000-25,000 บาท

การันตีลูกค้าทิปหนัก?

ไม่จริง - บางคนไม่ให้ทิปเลย อย่าคาดหวัง

ทำงานได้ ไม่ต้องมีวีซ่า?

ไม่จริง - การมาทำงานที่รัสเชียต้องขอวีซ่าจากประเทศไทย เท่านั้น!

มาลองดูก่อน ไม่ชอบค่อยกลับบ้าน?

ไม่จริง - นายจงลงทุนให้คุณมาแล้ว

เขาจะใช้งานคุณจนคุ้มอย่างน้อยต้องอยู่ 1 ปี!!

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 8/9/2562

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์