จะให้ตายอีกกี่ศพจึงจะกระจายอำนาจการบริหารงานบุคลท้องถิ่น

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

จากกรณีเมื่อวันที่ 12 กันยายน 25ุุ62 ที่ผ่านมา นายนิยม ภูผานม อายุ 43 ปี ซึ่งเป็นสามีของครูปิยวดี ภูผานม ครู คศ.2 สังกัดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลโนนศิลาเลิง อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ ผูกคอตาย โดยครูปิยวดีได้เล่าว่า ก่อนสามีของตนจะผูกคอตาย ได้บ่นกับตนและญาติให้ฟังบ่อยครั้งว่า อยากไปผูกคอตายที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่อให้ผู้ใหญ่ได้รับรู้ความทุกข์ของครอบครัวตน เนื่องจากสามีตนเครียดมากหลังจากที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้มีหนังสือแจ้งให้ตนออกจากราชการ เพราะสงสารตนและครอบครัวที่ต้องทนทุกข์กับเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งกรณีนี้ได้เป็นประเด็นที่เกิดความไม่พอกันอย่างกว้างขวางในแวดวงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เรื่องดังกล่าวนี้สืบเนื่องมาจากการที่สำนักงาน ก.ท./ก.อบต.ได้มีหนังสือด่วนที่สุดที่ มท 0809.4/ว.33 ลงวันที่ 23 สิงหาคม 25ุุ62แจ้งให้นายกเทศมนตรี/นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโดยความเห็นชอบของ ก.ท.จ./ก.อบต.จังหวัด มีคำสั่งให้ครูผู้ดูแลเด็ก(ครู ผดด.) ซึ่งได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นระหว่างปี 2554 – 255ุุ6 รวม 98 ราย ออกจากราชการโดยพลัน โดยอ้างเหตุคุณวุฒิที่ใช้ในการสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ต้องสอบแข่งขันไม่ตรงตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งและไม่มีเหตุเยียวยา ทั้งที่บรรจุมาแล้วเกือบสิบปี

ซึ่งจากการตรวจสอบของสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทยเห็นว่าการตรวจสอบคุณวุฒิในการสมัครเข้ารับการคัดเลือกที่มีการกำหนดไว้ว่า “มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษาทุกสาขาวิชาเอก หรือทางอื่นที่ ก.ท.กำหนดเป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนี้”และจากการตรวจสอบเอกสารประกาศรับสมัครคัดเลือกของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลหลายแห่งแล้วได้มีการแนบรายละเอียดตำแหน่งและคุณวุฒิของผู้สมัครคัดเลือกไว้ด้วย ซึ่งผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกได้ปฏิบัติตามประกาศของแต่ละเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลที่ตนสมัครเข้ารับการคัดเลือกโดยครบถ้วนสมบูรณ์ เหตุบกพร่องดังกล่าวจึงมิได้เกิดขึ้นจากครูผู้ดูแลเด็กทั้ง 98 คนแต่อย่างใด แต่อาจเกิดจากข้อผิดพลาดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อ คือ

1.สำนักงาน ก.ท./ก.อบต.โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้มีหนังสือเวียนแจ้งการจัดสรรตำแหน่งข้าราชการ/พนักงานส่วนท้องถิ่นตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็กไปยังเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลทั่วประเทศ ผ่านสำนักงานท้องถิ่นจังหวัดแต่ละแห่ง โดยมีระยะเวลาเร่งรัดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา หากดำเนินการไม่แล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาจะดำเนินการยึดอัตราตำแหน่งดังกล่าวคืน โดยมีข้อแนะนำในการดำเนินการคัดเลือกเป็นกรณีมีเหตุพิเศษโดยไม่ต้องสอบแข่งขัน ซึ่งมิได้แนบรายละเอียดเกี่ยวกับคุณวุฒิอื่นที่ ก.ท.กำหนดเป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็กมาด้วยแต่อย่างใด

2.คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัด (ก.ท.จ.) คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัด (ก.อบต.) และฝ่ายเลขานุการ (กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) ของคณะกรรมการทั้งสองคณะมีมติให้ความเห็นชอบรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก โดยฝ่ายเลขานุการของ ก.ท.จ.และ ก.อบต.จังหวัดได้รับรองต่อคณะกรรมการทั้งสองคณะว่าผู้ผ่านการคัดเลือกมีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จึงถือเป็นมติที่ถูกต้องสมบูรณ์แล้ว เมื่อมติดังกล่าวถูกส่งไปยังเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้บริหารเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล จึงได้ออกคำสั่งบรรจุแต่งตั้งครูผู้ดูแลเด็กตามมติดังกล่าว

3.เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลได้ใช้แนวทางของสำนักงาน ก.ท.ตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ มท 0809.4/1433 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2548 ซึ่งได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบคุณวุฒิของผู้สมัครตำแหน่งครูผู้ช่วยมาเป็นแนวทางในการตรวจสอบคุณวุฒิของผู้เข้ารับการคัดเลือกตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็ก โดยมีความเข้าใจว่าเป็นคุณวุฒิที่ ก.ท.ได้กำหนดไว้ใช้เทียบเคียงกัน (เนื่องจากขณะนั้น ก.ท.มิได้กำหนดคุณวุฒิอื่นสำหรับตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็กไว้) ทำให้เป็นสาเหตุสำคัญของข้อบกพร่องดังกล่าว โดยที่สำนักส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดซึ่งรับผิดชอบเป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดและคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดมิได้ทักท้วงแต่อย่างใด

กรณีดังกล่าวข้างต้นในระยะสั้นทางออกก็คือการทบทวนมติของ ก.ท.และก.อบต.ซึ่งหากไม่ทบทวนเรื่องก็ต้องไปถึงศาลปกครองอย่างแน่นอน แต่ในระยะยาวเป็นเรื่องที่เราจะต้องมาพิจารณาว่าระบบบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประเทศไทยเราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นเหมาะสมถูกต้องตามหลักของการปกครองท้องถิ่นหรือไม่ อย่างไร โดยผมจะยกตัวอย่างจากต่างประเทศทั้งหลายว่าเขาใช้ระบบไหนกันบ้าง คือ

1.ระบบที่รวมการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้กับระบบข้าราชการพลเรือน (Integrated National and Local Government Personal System) เช่น ไต้หวัน เอกวาดอร์ โมร็อกโค เป็นต้น ข้อดี ประหยัดและลดอิทธิพลของการเมืองท้องถิ่น ข้อเสีย การที่รัฐบาลกลางเป็นผู้ดำเนินการเองนั้นขัดหลักการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น

2.ระบบบริหารงานบุคคลที่รวมอำนาจไว้ในองกรระดับชาติ (Unified Local Government Personal System) เช่น ไทย ศรีลังกา ไอร์แลนด์ จาไมกา แทนซาเนีย เป็นต้น ข้อดี เป็นแบบแผนเดียวกันทั่วประเทศ(Uniformity) ข้อเสีย สนองความต้องการของรัฐส่วนกลางมากกว่าความต้องการของท้องถิ่นและเกิดความขัดแย้งระหว่างองค์กรบริหารงานบุคคลระดับชาติกับผู้บริหารท้องถิ่น เนื่องจากอำนาจเด็ดขาดเป็นของส่วนกลาง และเจ้าหน้าที่มีความรับผิดชอบต่อท้องถิ่นน้อย ผู้บริหารท้องถิ่นไม่สามารถเลือกบุคคลที่จะมาทำงานตามนโยบายของตนได้ ดังเช่น กรณีครู ผดด.ที่เป็นข่าวข้างต้น

3.ระบบบริหารงานบุคคลที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งมีอำนาจบริหารเอง (Seperated Personal System for Each Local Authority) เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ ประเทศต่างๆแถบลาตินอเมริกา เป็นต้น เป็นระบบที่การปกครองท้องถิ่นพัฒนาแล้ว ซึ่งมีรายละเอียดแบ่งย่อยไปได้หลายแบบ แต่สรุปรวมได้ว่า ข้อดี เจ้าหน้าที่มีความจงรักภักดีและปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ เพราะอยู่ใต้การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารหรือสภาท้องถิ่น แต่ที่ดีที่สุดคือเป็นการส่งเสริมการปกครองตนเองของท้องถิ่นตามหลักการกระจายอำนาจการปกครอง ข้อเสีย อปท.ขนาดเล็กจะจำกัดด้วยบุคคลากรในพื้นที่และงบประมาณ

จากที่กล่าวมาทั้งหมดน่าจะถึงเวลาแล้วที่เราต้องปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นกันได้แล้ว อย่าให้ต้องเกิดการเสียชีวิตเพราะเหตุแห่งการรวมศูนย์อำนาจกันอีกเลย

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์